เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 763

บทที่ 763 ยุ่งเหยิงเหมือนโจ๊กในหม้อ

ผู้ที่มียศสูงสุดคือหัวหน้าหน่วยหวังซื่อไห่แห่งอำเภอเป่ยซี เขานำทหารม้าที่เหลือเพียงร้อยกว่าคนบุกโจมตีข้าศึกที่แน่นขนัดเบื้องหน้า

แหลนม้าหลายเล่มฉีกวงล้อมของข้าศึก ระหว่างการหลบหนีก็จำต้องเผยหลังให้ข้าศึกเห็นจนถูกยิงถล่มอย่างหนัก ทำให้พี่น้องล้มตายกว่ายี่สิบนาย

แต่พี่น้องที่เหลือแปดสิบคนก็ฝ่าวงล้อมออกมาได้สำเร็จ

หวังซื่อไห่ตะโกนตื่นเต้น “พี่น้องทหารกล้า อดทนไว้ ขอเพียงพวกเราไปรวมกับกองทัพของท่านโหวฉินได้พวกเราก็จะปลอดภัย!”

ทว่าขณธที่กำลังมีความหวัง

กองทหารม้าจำนวนมากปรากฏขึ้นเบื้องหน้า

หวังซื่อไห่คิดว่าเป็นกองกำลังหลักของฉินเฟิง เขากำลังจะถอนหายใจโล่งอก แต่เกราะของกองทหารม้าผิดปกติ ไม่ใช่…กองทัพตรงหน้าไม่ใช่กองทัพฉินเฟิง แต่เป็นกองทัพใหญ่ของกองพลหมาป่าเหมันต์!

แววตาของหวังซื่อไห่สิ้นหวังแล้ว ที่แท้ข้าศึกที่พวกเขาเผชิญก่อนหน้านี้ล้วนเป็นหน่วยลาดตระเวนของกองพลหมาป่าเหมันต์ ส่วนกองกำลังหลักเพิ่งมาถึง

“หยุด!”

หวังซื่อไห่กระตุกบังเหียนหยุดม้า มองกองกำลังหลักของกองพลหมาป่าเหมันต์ที่อยู่ห่างไปไม่ถึงสองร้อยก้าวเบื้องหน้า แล้วหันมองกองกำลังที่ไล่ล่ามาด้านหลัง เขาทำได้เพียงยอมรับในโชคชะตาแล้ว

“พี่น้องทั้งหลาย เหมือนว่าคืนนี้จะเป็นวันตายของพวกเราเสียแล้ว”

“พี่น้องข้า พวกเจ้ากลัวหรือไม่!”

ทหารเป่ยซีแปดสิบคนตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต ทั้งเลือดของตนเองและศัตรู ยามนี้พวกเขาหอบหายใจหนัก ดวงตาแดงก่ำด้วยความเหนื่อยล้าเต็มที แววตาไม่ยอมแพ้ และไร้ซึ่งความหวาดกลัว

“เพื่ออำเภอเป่ยซี เพื่อท่านโหวฉิน ต่อให้เลือดจะกระเซ็นไกลห้าก้าวก็ไม่กลัว!”

“ถูกต้อง นับแต่พวกข้าเป็นทหารของอำเภอเป่ยซีก็ไม่เคยคิดจะได้ตายดี ดังคำที่ท่านโหวฉินมักกล่าว พวกข้ายิ่งหลั่งเลือด ครอบครัวก็ยิ่งเหงื่อน้อย”

“หัวหน้าหน่วยออกคำสั่งเถิด!”

เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของเหล่าทหารหาญ หวังซื่อไห่สูดลมหายใจลึก แววตามุ่งมั่น ยกแหลนม้าในมือขึ้น แล้วคำราม “ทหารม้าเบาแห่งอำเภอเป่ยซี บุก!”

ภายใต้การนำของหวังซื่อไห่ ทหารม้าเบาแปดสิบคนบุกโดยไม่ลังเล

พวกเขาเตรียมพร้อมสละชีพ ทว่าก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เสียงฝีเท้าม้าดังกระหึ่ม ทัพม้าหนึ่งปรากฏจากทิศตะวันออก

ตามมาด้วยเสียงคุ้นหู

“กองพลหมาป่าเหมันต์ ข้า ฉินเฟิง มาแล้ว! ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเจ้าเอง!”

หวังซื่อไห่และทหารม้าเบาที่เหลือเพียงแปดสิบคนมองฉินเฟิงที่นำทัพกลับมาอย่างงุนงง ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าควรตกตะลึงหรือควรภาคภูมิใจ

พวกเขาเป็นเพียงทหารไร้ชื่อกับหัวหน้าหน่วยตัวเล็ก ๆ มีค่าคู่ควรอะไรถึงทำให้ท่านโหวอันดับหนึ่งแห่งแคว้นต้าเหลียงยอมเสี่ยงอันตรายกลับมาช่วยเหลือ?

หวังซื่อไห่แสบจมูก ครั้นหันมองพี่น้องทหารรอบข้างก็เห็นว่าทุกคนล้วนมีน้ำตานองหน้า

“ท่านโหวกลับมาช่วยพวกเราหรือ? น่าตายนัก ถ้ารู้จะเช่นนี้ พวกข้าชิงตายในสนามรบไปเสียก่อนคงดีกว่า…”

“เพื่อพวกเรา นายน้อยของเราถึงกับยอมเสี่ยงอันตราย…”

“โหวอันดับหนึ่งแห่งต้าเหลียง ผู้ปกครองแห่งชายแดนเหนือ นายน้อยของพวกเราที่มีอำนาจปานนั้นยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อทหารตัวน้อย ๆ ไม่กี่คน ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพี่น้องจึงยินดีลุยภูเขาดาบทะเลเพลิงเพื่อนายน้อยฉิน มีเจ้านายเช่นนี้แม้ต้องตายอย่างทรมานข้าก็ไม่กลัว!”

ตอนเกิดสงครามระหว่างแคว้น ฉินเฟิงถูกล้อมอยู่ที่ภูเขาชิงอวี้ ผู้ที่รับผิดชอบการโจมตีภูเขาคือ เฉินผิง ซึ่งก็เป็นลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งของเฉินซือ

และเมื่อครู่เขาก็เพิ่งสังหารเฉินโหมวผู้บัญชาการกองพลหมาป่าเหมันต์ผู้แข้งแกร่งไป ตอนนี้ก็มีญาติอีกคนหนึ่งของเฉินซือโผล่มาอีกคนนาม เฉินหลี่

ฉินเฟิงอดทึ่งไม่ได้ว่า คนตระกูลเฉินแข็งแกร่งจริง ๆ

เห็นฉินเฟิงไม่ตอบ เฉินหลี่จ้องเขม็ง ยกแหลนม้าชี้หน้าฉินเฟิง แล้วกล่าวว่า “เจ้าสังหารพี่น้องของข้า เฉินผิง สังหารญาติของข้าเฉินโหมว ตัดแขนพี่ใหญ่ของข้าเฉินซือ ความแค้นระหว่างเจ้ากับตระกูลเฉินของข้าไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ไม่ว่าผู้ใดในตระกูลเฉินของข้าพบเจ้า ฉินเฟิง ทุกคนจะสังหารเจ้า!”

ฉินเฟิงรับธนูจากมือของรองแม่ทัพมาอย่างเงียบ ๆ ขึ่นธนู แล้วยิงใส่เฉินหลี่ น่าเสียดายที่ยิงไม่โดน เพราะมีทหารคนหนึ่งมาขวางวิถีธนู

ระยะทางเพียงห้าสิบก้าวแต่ตรงกลางมีกองทหารม้านับพันกำลังรบกันชุลมุน

“น่าเสียดายจริง ๆ”

ฉินเฟิงถอนหายใจ คืนธนูให้รองแม่ทัพ ไม่สนใจคำสาปแช่งของเฉินหลี่ เขาชักดาบออกมา แล้วตะโกนเสียงต่ำ “ฆ่า! คืนนี้ทหารม้าเบาอำเถอเป่ยซีของข้ากับกองพลหมาป่าเหมันต์จะต้องตัดสินให้รู้ดำรู้แดง!”

ฉินเฟิงไม่ใช่คนชอบใช้กำลัง แต่ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายรบกันวุ่นวาย ไม่อาจถอนทัพ ทำได้เพียงกัดฟันสู้ รักษาขวัญกำลังใจของทหารที่กำลังฮึกเหิมไว้ แม้จะเป็นการดื่มยาพิษแก้กระหายก็ไม่อาจหยุดได้

ยามที่ทั้งสองฝ่ายกำลังสู้รบดุเดือด กองกำลังผสมประกอบด้วยกองทหารม้าหนึ่งพันคน พลธนูหนึ่งพันคน และทหารราบสามพันคนก็ได้เดินทัพอย่างเร่งรีบมาจากชายแดนแคว้นเกาชาน

ผู้นำทัพคือแม่ทัพปีกขวาแห่งเป่ยตี๋เฝิงเชิน เขาขมวดคิ้วแน่น สั่งให้รองแม่ทัพเร่งทหารราบให้เร็วขึ้น

“กองพลหมาป่าเหมันต์ติดอยู่ในการรบดุเดือด รีบไปช่วยเหลือโดยเร็ว!”

เปลือกตาเฝิงเชินกระตุก ในใจสาปแช่ง ‘สองแคว้นไม่ได้ยุติสงครามกันแล้วหรอกหรือ? ไยยังมีเรื่องวุ่นวายรบรากันอยู่อีก?’

ช่วงเวลาเดียวกัน จิ่งเชียนอิ่งกับหนิงหู่ก็นำกองทหารม้าหนึ่งพันและทหารราบสองพันรุดหน้ามายังสนามรบเช่นกัน

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ