เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 772

บทที่ 772 ข้ามีเพียงตัวข้า และสุดท้ายก็มีเพียงตัวข้าที่เดียวดาย

ความสามารถทางการทหารและวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของเฉินซือไม่มีผู้ใดกล้าสงสัย แต่หากพูดถึงสัญชาตญาณทางการเมืองหลี่อวี้ยังคงเหนือกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่หลี่อวี้ได้รับมา การจะโค่นฉินเฟิงทางการเมืองในตอนนี้เป็นไปไม่ได้ อาจกล่าวได้ว่า ยากกว่าต่อสู้ทางทหารเสียอีก

การทหารเป็นเพียงส่วนขยายของการเมือง ฉินเฟิงสามารถพัฒนาด้านการทหารมาถึงจุดนี้ได้แสดงให้เห็นว่า รากฐานทางการเมืองของเขาในแคว้นต้าเหลียงมั่นคงเพียงใด

หลี่อวี้ครุ่นคิด ก่อนกล่าวเสียงทุ้ม “แม่ทัพเฉินกล่าวถูกต้อง เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือต้องเรียกตัวฉินเฟิงเข้าเมืองหลวงเป่ยตี๋ให้เร็วที่สุด ไม่อาจปล่อยให้เขาก่อความวุ่นวายในซานโจวต่อไปได้”

“เรื่องการรับมือกับเขาในอนาคตค่อยว่ากันไปตามสถานการณ์ ดีกว่าปล่อยให้เหตุการณ์ลุกลามโดยที่พวกเราทำอะไรไม่ได้เช่นนี้”

“ส่วนเรื่องการล่มสลายของกองพลหมาป่าเหมันต์ต้องปิดเป็นความลับ ห้ามรั่วไหลเด็ดขาด มิฉะนั้นจะเป็นการทำลายเกียรติภูมิของเป่ยตี๋เรา แล้วความยำเกรงที่แคว้นโดยรอบมีต่อเป่ยตี๋ก็จะลดลงไป”

ฮ่องเต้เป่ยตี๋เห็นด้วยกับข้อเสนอของหลี่อวี้แต่ก็ยังคงกังวลเรื่องการปิดบัง

“ใต้เท้าหลี่ ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับแคว้นเป่ยตี๋ของเราอย่างเดียว การปิดบังข่าวไม่ใช่เรื่องยาก แต่เกรงว่าแคว้นต้าเหลียงจะฉวยโอกาสป่าวประกาศอย่างโจ่งแจ้ง”

หลี่อวี้รีบประสานมือคำนับพลางอธิบายเสียงทุ้ม “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย ตามความเห็นของกระหม่อม ต้าเหลียงจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้เด็ดขาด ด้วยใต้หล้าล้วนรู้ว่า ศึกระหว่างแคว้นเป่ยตี๋กับต้าเหลียงจบลงแล้ว การกระทำของฉินเฟิงคราวนี้นับว่าต้าเหลียงละเมิดข้อตกลง เขาโจมตีเป่ยตี๋เรา สังหารทหารของเรา ไม่เท่ากับผิดสัญญาหรอกหรือ?”

ได้ยินคำอธิบายของหลี่อวี้ ฮ่องเต้เป่ยตี๋เลยโล่งอกได้บ้าง

แต่ฮ่องเต้เป่ยตี๋ก็รู้ดี หลังศึกคราวนี้ แคว้นเหลียงได้รับประโยชน์ทั้งหมด มีเพียงเป่ยตี๋ต้องกลืนน้ำลายตัวเองอย่างขมขื่น

พอนึกย้อนไปตอนฉินเฟิงถูกล้อมที่ภูเขาชิงอวี้ ฮ่องเต้เป่ยตี๋ก็อดเสียดายไม่ได้ “ตอนนั้นเราควรตัดไฟสียแต่ต้นล้ม สังหารฉินเฟิงให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรจริง ๆ”

ไม่กี่วันต่อมา

ข่าวที่กองทัพฉินเฟิงเอาชนะกองพลหมาป่าเหมันต์ก็แพร่ไปถึงพระราชวังต้องห้าม แคว้นต้าเหลียง

ฮ่องเต้ต้าเหลียงกำลังอ่านรายงานทางทหารที่กรมกลาโหมเขียนถวายอยู่ในห้องทรงพระอักษร

ดวงตาเขาเปล่งประกาย อดไม่ได้เอ่าปากชื่นชมไม่ได้ “สมกับเป็นฉินเฟิง เพิ่งไปซางโจวก็พิชิตเทือกเขาสยงอิง ทำลายกองพลหมาป่าเหมันต์ ทั้งยังสังหารแม่ทัพใหญ่สองคนของเป่ยตี๋อย่างเฉินโหมวและเฉินหลี่ได้”

“ความสามารถทางการทหารของเขาไม่มีใครเทียบจริง ๆ”

“แคว้นต้าเหลียงของเจิ้นก่อตั้งด้วยการทหาร แต่หลังจากผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายยุคสมัย ก็เริ่มกลายเป็นแคว้นแห่งบัณฑิต เน้นวรรณกรรมและขนบธรรมเนียมมากกว่าการทหาร กระทั่งเป่ยตี๋และแคว้นโดยรอบก็ดูถูกว่า แคว้นต้าเหลียงที่มีแต้บัณฑิตนั้นอ่อนแอ บัดนี้นับว่าสอนบทเรียนให้พวกเขา…การทหารของต้าเหลียงยังคงแข็งแกร่ง!”

เลือดในกายฮ่องเต้ต้าเหลียงพลุ่งพล่านด้วยความฮึกเหิม

นับตั้งแต่ขึ้นครองบัลลังก์เขาก็เป็นเหมือนนักบวชที่ไม่ยึดติดในกิเลส แทบไม่มีสิ่งใดทำให้อารมณ์ปั่นป่วนได้ ทว่าตั้งแต่ฉินเฟิงปรากฏตัว ฉินเฟิงก็ทำให้เขาประหลาดใจและตื่นเต้นได้ตลอดจริง ๆ

สำหรับราชวงศ์หลี่ ฉินเฟิงอาจไม่มีประโยชน์และอาจถึงขั้นเป็นภัย แต่สำหรับต้าเหลียงทั้งแคว้น การมีอยู่ของฉินเฟิงนับเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง

องค์หญิงใหญ่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ไม่เพียงการทหาร เพราะการเมืองและการค้าก็เกรงว่าไม่มีผู้ใดเทียบฉินเฟิงได้แล้ว”

“เจ้าเด็กสารเลวฉินเฟิง นับว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง”

“หลังเทือกเขาสยงอิงถูกตีแตกและกองพลหมาป่าเหมันต์พ่ายแพ้ ซางโจวก็กลายเป็นเมืองไร้เจ้าของอย่างแท้จริง รักษาความสงบสุขต้าเหลียงได้ในระยะหมื่นลี้ สำหรับต้าเหลียงนับเป็นข่าวดียิ่ง สมควรประกาศให้ทั่วหล้ารับรู้ สร้างแรงใจแก่คนรุ่นหลัง ยกย่องวีรบุรุษอย่างเต็มที่ จึงจะทำให้ผู้มีความสามารถก้าวออกมา”

ฮ่องเต้ต้าเหลียงพยักหน้าเหมือนจะเห็นด้วยกับข้อเสนอขององค์หญิงใหญ่ แต่กลับวางรายงานทหารไว้ข้าง ๆ แล้วเอ่ยเสียงเบา “ตอนนี้เป็นช่วงสงบศึก เรื่องนี้ไม่อาจป่าวประกาศด้วยจะเป็นการผิดวาจา ต่อไปจะไม่มีใครเชื่อถือ”

“หม่อมฉันออกเรือนแล้ว เดิมทีก็นับว่าเป็นคนนอก…”

ฮ่องเต้ต้าเหลียงจ้องมององค์หญิงใหญ่ สายตาผิดหวัง มากกว่านั้นคือความโศกเศร้า ตลอดมา ตำแหน่งขององค์หญิงใหญ่ในใจของฮ่องเต้ต้าเหลียงคือคนเดียวที่เขาไว้วางใจอย่างสมบูรณ์ มีนางคอยช่วย ภาระและความกดดันแบ่งเบาลงได้ไม่น้อย

แต่วันนี้เขากลับพบว่า แม้แต่น้องสาวแท้ ๆ ก็ค่อย ๆ ห่างเหิน

ยิ่งฮ่องเต้ต้าเหลียงพยายามจับสิ่งใดไว้ ก็ยิ่งสูญเสียไป

บางทีนี่อาจเป็นความเศร้าโศกที่ผู้ปกครองแผ่นดินต้องประสบ

ข้ามีเพียงตัวข้า และสุดท้ายก็มีเพียงตัวข้าที่เดียวดาย…

ฮ่องเต้ต้าเหลียงคำนึงถึงความผูกพันพี่น้องเลยไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง เพียงโบกมือเป็นสัญญาณให้องค์หญิงใหญ่ถอยออกไป ในห้องทรงพระอักษรกว้างใหญ่จึงเหลือเพียงฮ่องเต้ต้าเหลียงเพียงผู้เดียว

เขาค่อย ๆ หลับตาลง ก่อนจะถอนหายใจออกมา “สิ่งที่ควรมาถึง ในที่สุดก็มาถึงแล้ว”

ครั้นองค์หญิงใหญ่ออกจากห้องทรงพระอักษรก็ตัดสินใจว่าจะกลับไปจัดข้าวของ แล้วย้ายกลับไปอยู่ที่จวนของตนเพื่อหลีกหนีจากเรื่องวุ่นวายเสีย

ทว่าเดินมาได้ไม่ไกลก็เห็นหลี่ยงกับผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระราชวังกำลังพูดคุยบางอย่างกัน

องค์หญิงใหญ่ใจหายวาบ แต่ก็ทำได้แค่เดินผ่านไปเหมือนไม่เห็น

หลี่ยงไม่สนใจองค์หญิงใหญ่ ยังคงส่งสัญญาณสายตาให้ผู้บัญชาการทหารรักษาพระราชวัง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ