เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 804

บทที่ 804 การต้อนรับแบบเป่ยตี๋

เรื่องนี้ก็ไม่อาจโทษหลี่ยงได้ เพราะฮ่องเต้ต้าเหลียงเริ่มต้นไว้ไม่ดีก่อน เมื่อฮ่องเต้ต้าเหลียงสามารถใช้วิธีการต่าง ๆ แย่งชิงอำนาจมาได้ แล้วทำไมหลี่ยงจะทำบ้างไม่ได้? บัลลังก์สูงส่งย่อมดึงดูดผู้คนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความรักในครอบครัว มิตรภาพ และความรักอื่น ๆ ล้วนมีราคาที่ชัดเจนเมื่ออยู่ต่อหน้าอำนาจของฮ่องเต้

ฉินเฟิงเลิกคิดถึงเรื่องในอดีต แล้วสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า การเดินทางมาเป่ยตี๋คราวนี้จะได้รับผลประโยชน์มากน้อยเพียงใด ส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของเขาว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน

เมืองหลวงเป่ยตี๋ย่อมไม่อาจเทียบกับเมืองหลวงแคว้นเหลียงได้อย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นขนาดมืองหรือความเจริญรุ่งเรืองก็ต่างกันอยู่หนึ่งระดับ

มีคำกล่าวว่า ‘เมืองหลวงต้าเหลียง หนึ่งล้านครัวเรือน’ แม้คำกล่าวนี้จะประเมินจำนวนประชากรของเมืองหลวงแคว้นต้าเหลียงสูงไปสักหน่อย แต่ตามข้อมูลที่ฉินเฟิงได้รับจากกรมคลัง ประชากรเมืองหลวงต้าเหลียงก็มีถึงแปดแสนคน

ส่วนเมืองหลวงเป่ยตี๋มีประชากรราวห้าแสนคนเพราะตั้งอยู่ทางเหนือของด่าน พื้นที่กว้างใหญ่แต่ประชากรเบาบาง อีกทั้งเป่ยตี๋ยังจำกัดการอพยพเข้าเมืองเพื่อรักษาทรัพยากรของเมืองหลวง เลยทำให้จำนวนประชากรในเมืองหลวงคงที่

ไม่ว่าจะเมื่อไหร่หรือที่ไหน ประชากรก็เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด

เป็นเมืองหลวงแต่กลับมีประชากรเพียงห้าแสนคน ฉินเฟิงเลยผิดหวังอยู่บ้าง

ยามนี้ประตูใหญ่เมืองหลวงเป่ยตี๋เนื่องแน่นท่วมท้นด้วยฝูงชน ด้วยทหารยามตั้งใจเปิดเผยข่าวการมาถึงของฉินเฟิงจนแพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอยด้วยความเร็วที่น่าตกใจ ผู้คนมากมายเลยมาออกันอยู่ที่หน้าประตูเมือง

แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้มาเพื่อต้อนรับ แต่มาด้วยแรงโกรธแค้น

เมื่อคราวหลู่หลีเข้าสู่เมืองหลวงต้าเหลียง เขาถูกฉินเฟิงปฏิบัติอย่างไร้มารยาท บัดนี้ฉินเฟิงมาถึงเป่ยตี๋ ชาวเป่ยตี๋ย่อมต้องตอบแทนด้วยมารยาท

กองกำลังใหญ่ที่ฉินเฟิงนำมาไม่สามารถเข้าเมืองหลวงเป่ยตี๋ได้ จำต้องตั้งค่ายอยู่นอกประตูเมือง มีเพียงหนิงหู่ องครักษ์ค่ายเทียนจีราวห้าสิบคน และองครักษ์เสื้อแพรที่ติดตามฉินเฟิงเข้าเมือง

แทบจะในทันทีที่ฉินเฟิงปรากฏตัว เสียงโห่ร้องด้วยความโกรธแค้นดังอื้ออึง

“ดูเร็ว! ฉินเฟิงมาแล้ว!”

“คนใดเล่าคือฉินเฟิง?”

“ยังต้องคิดอีกหรือ? ต้องเป็นชายหนุ่มที่อยู่หัวแถวแน่ ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่า ฉินเฟิงอายุยังน้อย หน้าตาไม่โดดเด่น ตอนนี้ในขบวนก็มีเพียงเขาที่ตรงกับลักษณะ!”

“ฮึ เขาก็คือฉินเฟิงหรือ? นึกว่าจะมีสามเศียรหกกร ได้เห็นกับตาแล้วจริง ๆ ก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่ ถุย!”

“ฉินเฟิง เจ้ายังกล้ามาเหยียบเมืองหลวงเป่ยตี๋ของพวกข้าอีกหรือ? รีบคุกเข่าโขกหัวขอโทษเสีย!”

“เจ้าหัวสุนัขแซ่ฉิน เจ้ากล้าดูหมิ่นท่านจู้กั๋วของเรา ยามนี้เจ้ามาเมืองหลวงเป่ยตี๋ก็ควรเก็บหางไว้หว่างขา ไม่อย่างนั้นคนนับหมื่นจะต้องรุมประชาทัณฑ์เจ้าตายกลางถนนแน่!”

“เจ้าทุบตีจู้กั๋วแห่งเป่ยตี๋เราได้ พวกข้าก็จะตีเจ้าสักยกจึงจะนับว่าสมเหตุสมผล”

“ยังไม่คุกเข่าลงอีก!”

ท่ามกลางฝูงชน แน่นอนว่ามีเหล่าขุนนางแทรกตัว ทว่าพวกเขาก็ทำเพียงมองอย่างเฉยเมย ไม่มีผู้ใดออกมารักษาความสงบ ไม่ใช่ว่าพวกเขาตั้งใจจะแก้แค้นเสียทีเดียว แต่เพราะประชาชนกำลังเดือดดาลนัก หากพวกเขาแสดงตัวเข้าคุ้มกันฉินเฟิง จะกลายเป็นการยั่วโทสะราษฎร แล้วเป้าโจมตีก็จะเบนจากฉินเฟิงมาที่ราชสำนักเป่ยตี๋แทน

ชาวเมืองหลวงเป่ยตี๋ทยอยมาสมทบกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียงก่นด่าสาปแช่งดังเซ็งแซ่ บางคนถึงกับขว้างไข่และผักเน่าใส่

ฉินเฟิงคาดการณ์ไว้แล้ว ถึงกับสั่งให้หนิงหู่ยกโล่ขึ้นเหนือศีรษะ ป้องกันการ ‘ต้อนรับ’ อย่างเอิกเกริกจากชาวเมืองหลวงเป่ยตี๋มาก่อน

พอเห็นฉินเฟิงราวกับหนูถูกไล่ต้อน จิ่งฉือที่เดินตามหลังอดขำไม่ได้

“ฮึ สมน้ำหน้าจริง ๆ”

“เขาไม่เกรงกลัวฟ้าดินมาแต่ไหนแต่ไรไม่ใช่หรือ ไยบัดนี้กลายเป็นเต่าหัวหดเสียเล่า? ฮึ ดูท่าเขาจะรู้ว่าความโกรธของผู้คนยากจะต้านทาน”

กล่าวได้ว่า โดดเด่นได้มากแค่ไหนก็โอ้อวดเต็มที่

แต่พอเข้าเมืองหลวงเป่ยตี๋มากลับกลายเป็นคนละคน เก็บหางไว้หว่างขาแล้วทำตัวเป็นคนดี*[1]อย่างไร้ที่จติ

ท่ามกลางความชุลมุน ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า ยามนี้ภายในใจฉินเฟิงยินดีนัก

เขาไม่กลัวการจลาจลของชาวเมืองหลวงเป่ยตี๋สักนิด ตรงกันข้าม ถ้าชาวเมืองเป่ยตี๋ทำตัวเป็นผู้มีภูมิ มีเหตุผล ปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพยำเกรง ฉินเฟิงคงจะหงุดหงิดแทบตาย

ไร้มารยาท? ด่าทอ? สาปแช่ง? ดี ดีมาก! การต้านทานความโกรธแค้นของผู้คนยากก็จริง แต่ข้อหาสาปแช่งทูตต่างแคว้นก็ไม่อาจปล่อยผ่านได้ง่าย ๆ เมื่อถึงเวลาพบเหล่าขุนางเป่ยตี๋ ฉินเฟิงย่อมมีข้ออ้างจัดการเต็มที่

แต่ก็จำเป็นต้องควบคุมขอบเขตให้ดี

ไม่อาจยั่วยุประชาชนให้โกรธแค้นไปกว่านี้ได้ หาไม่ การถูกรุมประชาทัณฑ์จนตายกลางถนนจะไม่ใช่แค่คำพูดเลื่อนลอย

คนเท้าเปล่าไม่กลัวคนสวมรองเท้า*[2] นับเป็นสัจธรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาแต่ไหนแต่ไร

ขณะที่ฉินเฟิงถูกฝูงชนล้อมไว้ ไม่อาจเคลื่อนขวบต่อได้ ข่าวก็แพร่ไปถึงที่ทำการกรมกลาโหม

เฉินซือกำลังจิบชา พอทราบข่าวก็พ่นชาออกหมดปาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “อะไรนะ?! ประชาชนกำลังล้อมฉินเฟิง? เจ้าตัวบัดซบใดบังอาจปล่อยข่าวออกไปกัน?!”

“แค่ที่เป็นอยู่ไม่วุ่นวายพอหรือไร?!”

พอเห็นเฉินซือโกรธจัด หลี่อวี้ที่อยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ท่านแม่ทัพเฉิน เดิมทีตอนเยือนต้าเหลียง ฉินเฟิงเสียมารยาทกับพวกเรา ทำร้ายจู้กั๋ว บัดนี้เขามาถึงเมืองหลวงเป่ยตี๋ ถูกประชาชนล้อมก็เป็นสมควรแล้ว นับว่าตอบแทน ไยท่านต้องโกรธ?”

[1] เก็บหางไว้หว่างขาแล้วทำตัวเป็นคนดี (夹起尾巴做人) เป็นสำนวนจีน หมายถึง การสงวนท่าที ไม่เย่อหยิ่ง การทำตัวให้ต่ำต้อย รู้จักวางตัว เพื่อเอาตัวรอด เป็นสำนวนที่มาจากสัตว์ร้ายที่มักจะเอาหางลงเมื่อพบเจอศัตรู เพื่อเอาตัวรอด

[2] คนเท้าเปล่าไม่กลัวคนสวมรองเท้า (光脚的不怕穿鞋的) เป็นสำนวนจีน หมายถึง บุคคลที่ไม่มีอะไรต้องกังวล ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ย่อมไม่กลัวอะไร

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ