บทที่ 825 กลยุทธ์กลับของฮ่องเต้ต้าเหลียง
เป็นไปตามที่สวีจ่างชิงคาดการณ์ กองทัพใหญ่ของกบฏที่รวมตัวกันมาจากหลากหลายฝ่ายขาดความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างยิ่ง อีกทั้งยังแบ่งพรรคแบ่งพวกกันชัดเจน
ทหารที่ตระกูลหลินส่งมาไม่ต้องการเสียสละโดยไร้ประโยชน์จึงจงใจถอยร่นไปด้านหลัง ส่วนทหารที่มาจากค่ายตะวันออกและตะวันตกเพื่อรักษากำลังพลเลยไม่ยอมทุ่มเทกำลัง ไม่ต้องพูดถึงกองทัพของตระกูลใหญ่ทางใต้ที่หวังหาผลประโยชน์ในน้ำขุ่น
กลายเป็นว่า มีเพียงทหารของฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้ที่กล้าหาญ เผชิญหน้ากับการรุกไล่ทีละก้าวของกองทัพช่วยเหลือจากอำเภอเป่ยซี พวกเขายืนหยัดได้นานที่สุด แต่ก็ทำได้แค่ยื้อเวลาพ่ายแพ้ออกไป เมื่อพันธมิตรด้านหลังไม่ยอมออกแรงช่วยเหลือ สุดท้ายต้านทานได้ไม่นานก็จำต้องล่าถอยไปด้านหลัง
เมื่อฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้ถอยร่น กองทัพเป่ยซีก็รุดหน้าอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นเพียงกองทหารราบ แต่กลับสามารถแทรกเข้าไปในแนวรบของข้าศึกได้โดยตรง
ผิวเผินเหมือนพวกเขาตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึก เสี่ยงถูกโจมตีรอบด้าน แต่ความเป็นจริงแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
การเดินทัพและการรบ ‘ความคุ้นเคย’ สำคัญที่สุด
กองทัพสามหมื่นคนใหญ่โตก็จริง แต่ไม่มีกำลังพอจะแจกจ่ายเครื่องแบบ เกราะ และอาวุธที่เป็นมาตรฐานเดียวกันให้พวกเขาได้ในเวลาสั้น ๆ
เมื่อแนวรบแตกก็เห็นชัดเจนว่า กองทัพใหญ่ก็เป็นแค่กองกำลังผสมที่รวมเอาหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน
กลับกัน ฝ่ายกองทัพสนับสนุนฮ่องเต้จากเป่ยซีสวมเครื่องแบบและถืออาวุธแบบเดียวกัน เว้นแต่จะเป็นคนที่โชคร้ายอย่างถึงที่สุด ทหารของกองทัพเป่ยซีแทบไม่มีการบาดเจ็บจากความผิดพลาด
ขณะที่ฝ่ายหนึ่งเสื่อมถอย อีกฝ่ายกลับฮึกเฮิม เมื่อแนวรบทัพกบฏสับสนวุ่นวาย ประกอบกับความไม่คุ้นหน้าคุ้นตาและความมืด ไม่สามารถแยกแยะฝ่ายได้แม่นยำ ก็เริ่มกลายเป็นว่า…ฆ่าฟันกันเอง
สงครามพัฒนาไปตามการคาดการณ์ของสวีจ่างชิงแทบไม่มีคลาดเคลื่อน
ตั้งแต่เห็นการแต่งกายสับสนของศัตรู เขาก็มองทะลุจุดอ่อนร้ายแรงของฝ่ายตรงข้ามแล้วว่า ศัตรูย่อมต้องกลัวความ ‘วุ่นวาย’ สวีจ่างชิงจึงออกคำสั่งเด็ดขาดให้เหล่าทหารใต้บังคับบัญชารักษาขบวนทัพให้แน่นหนา ไม่ให้ปะปนกับกองทัพศัตรูได้
อีกด้านหนึ่ง ทหารส่งสารวิ่งเข้ามารายงานสถานการณ์แก่หลี่อวี้ซิวไม่หยุด
“ท่านแม่ทัพ! แนวหน้าเกิดเหตุวุ่นวายอย่างหนัก!”
“กองทัพแตกขบวน ทหารนับหมื่นคนปะปนกันจนยากจะแยกออกว่าใครเป็นมิตรใครศัตรู”
ดวงตาของหลี่อวี้ซิวเบิกกว้าง แววตาสิ้นหวัง เขารู้อยู่แล้ว หากพูดถึงประสบการณ์การรบจริง กองทัพภายใต้บังคับบัญชาของเขาไม่อาจเทียบกับกองทัพจากชายแดนเหนือได้ แต่เขาไม่คิดว่ากองทัพฝ่ายเขาจะพังทลายเร็วเพียงนี้
หม่าชูที่อยู่ข้าง ๆ ตกตะลึง สิ่งที่เขากังวลในที่สุดก็เกิดขึ้นจริง
ขณะที่หลี่อวี้ซิวกำลังสับสน หม่าชูกัดฟันแน่นแล้วชักดาบออกจากเอว สะบั้นคอของหลี่อวี้ซิวในคราวเดียว
ตุบ!
หลี่อวี้ซิวตกจากหลังม้า ตายคาที่ หม่าชูไม่สนใจสายตาตกตะลึงของเหล่าทหารรอบข้าง เขาตะโกนสั่งเสียงดังด้วยความโกรธ “แม่ทัพหลี่ถูกศัตรูโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว เสียชีวิตแล้ว! ต่อจากนี้ ข้าจะเป็นผู้บัญชาการศึกคราวนี้! นี่เป็นพระประสงค์ขององค์ชาย ข้ามีอำนาจบัญชาการได้ทุกเมื่อ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สายตาของเหล่าทหารจึงสงบลง
หม่าชูกัดฟันด้วยความโกรธ “ช่างเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลาจริง ๆ”
“หลี่อวี้ซิวส่งกำลังหลักเข้าต่อสู้กับกองทัพชายแดนเหนือเหมือนจะถูกต้อง แต่ความจริงช่างโง่เขลา!”
“ทหารศัตรูล้วนเป็นทหารผ่านศึกร้อยสนามรบ พวกเขาย่อมมีพลังในการต่อสู้ที่เหนือกว่า การปะทะกันโดยตรงจะทำให้เราต้องสูญเสียมหาศาล เพื่อแลกกับชัยชนะเล็กน้อยนับว่าไม่คุ้มเสีย”
“การระดมทัพใหญ่นับหมื่นคนและจัดการรบอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้!”
“หรือคำสั่งเพียงประโยคเดียวของหลี่อวี้ซิวจะส่งถึงหูของทหารทุกคนได้อย่างชัดเจนเล่า? ต่อให้คำสั่งของเขาดีเพียงใด กว่าจะแพร่ไปทั่วทั้งกองทัพ ดอกลิลลี่ก็เย็นแล้ว!”
“โง่เขลา โง่เขลาเป็นที่สุด!”
“ภารกิจหลักของพวกเราคือการบุกทะลวงภูเขาไท่ จับกุมฮ่องเต้ต้าเหลียง เพียงแค่ควบคุมหมากสำคัญนี้ได้ถึงจะเป็นกองทัพชายแดนเหนือก็ต้องโจมตีอย่างระมัดระวัง!”
ครึ่งชั่วยามก่อนยังมีคนแปดร้อยคน แต่ตอนนี้เหลือเพียงสี่ร้อยคนแล้ว
จำนวนคนลดลงครึ่งหนึ่งอย่างวดเร็ว ขณะเดียวกัน กองกำลังกบฏกลับมีมากขึ้นเรื่อย ๆ หลบหลีกการต่อสู้พลีชีพของเหล่าทหารองครักษ์หลวง พุ่งตรงไปยังกลางภูเขา เตรียมใช้กลยุทธ์จับโจรต้องจับหัวหน้าเสียก่อน
จางซิวเย่อ้อนวอนอย่างสุดกำลัง ขอให้ฮ่องเต้ต้าเหลียงไปหลบภัยที่ค่ายใหญ่ แต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงกลับไม่สนใจ
เขายืนปักหลักอยู่ในตำแหน่งที่เด่นชัดที่สุดไพล่ไว้ด้านหลัง ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและสง่างาม
หากแม้แต่กองทัพกบฏเล็ก ๆ ยังต้องหวาดกลัว แล้วเขาจะควบคุมฉินเฟิงที่เป็นดั่งมีดคมกริบได้อย่างไร?
ขณะนั้นเอง เสียงตะโกนฆ่าฟันดังมา ทหารกบฏนับร้อยคนบุกมาถึงตำแหน่งที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงประทับอยู่แล้ว
จางซิวเย่ตกใจจนหน้าซีดเผือด ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
แต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงกลับส่งเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอ แล้วกล่าวอย่างดูแคลน “เจ้าคนไร้ประโยชน์! แค่กบฏจะกลัวไปไย?!”
ตอนนี้จางซิวเย่ไม่สนอะไรแล้ว ภายในหัวเฝ้าแต่คิดว่า เขากับฮ่องเต้ต้าเหลียงต้องตายแน่แล้ว
เสียงฝีเท้าหนักก็ดังขึ้นเป็นจังหวะถี่ หมากลับในมือของฮ่องเต้ต้าเหลียงปรากฏตัว…องครักษ์หลวงห้าสิบคน!
เกราะเปล่งประกายสีทองอร่าม แม้ยามค่ำคืนก็ยังจ้าจนแสบตา
องครักษ์หลวงห้าสิบคนง้างธนู แล้วยิงออกไปพร้อมกัน กองกำลังกบฏกว่ายี่สิบคนที่อยู่แถวหน้าล้มตาย
พวกเขาง้างธรูยิงอีกรอบ ก่อยจะวางธนูแล้วจัดขบวนเป็นสองแถว แถวหน้าถือโล่ใหญ่พุ่งเข้าปะทะกับกบฏโดยตรง แถวหลังเป็นแหลนตามติด แทงศัตรูอย่างดุดัน
กองกำลังกบฏกว่าร้อยคนที่บุกขึ้นมาอย่างยากลำบากถูกสังหารสิ้นในพริบตา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ