เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 828

บทที่ 828 แผนสังหารยามค่ำคืนของเป่ยตี๋

แน่นอน ฉินเฟิงเคยเผชิญหน้ากับยอดฝีมือมาก่อน แต่คนฝีมือร้ายกาจอย่างชายชุดดำตรงหน้านับเป็นครั้งแรก

เมื่อเผชิญกับคำถามของฉินเฟิง ชายชุดดำมองด้วยสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึก ราวกับเป็นเทพแห่งความตายที่บริสุทธิ์

“จะตายอยู่แล้ว อย่าเสียเวลาพูดให้มากความเลย” เขากล่าว

ชายชุดดำหยิบเข็มเหล็กออกมาจากแขนเสื้อ เขาชำนาญการใช้อาวุธลับ

เมื่อเผชิญหน้ากับมือสังหารชั้นยอดไม่แปลกที่หน่วยอาวุธมืดของเขาจะพ่ายแพ้ยับเยิน ภายในสมองฉินเฟิงพลันปรากฏภาพของบุคคลหนึ่งขึ้น…เว่ยเซียว!

ด้วยความสามารถของเว่ยเซียวเขาสมควรได้รับการขนานนามว่าเป็นมือสังหารอันดับหนึ่งของใต้หล้า ฉินเฟิงเคยได้สัมผัสกับฝีมือของเว่ยเซียวมาก่อน เมื่อเทียบกับชายชุดดำตรงหน้าไม่อาจเปรียบเทียบกันได้เลย

ต้องยอมรับว่าท ฝีมือลอบสังหารของชายตรงหน้าเหนือกว่าเว่ยเซียว เช่นนี้มีเพียงความเป็นไปได้เดียว!

ชายชุดดำตรงหน้าก็คือยอดฝีมืออันดับหนึ่งที่เล่าลือกันว่าซ่อนตัวฝึกฝนอยู่ในหุบเขา!

ฉินเฟิงกุมบาดแผลที่ไหล่แน่น ชะลอการเสียเลือด ก่อนจะส่งสัญญาณทางสายตาไปยังหนิงหู่ เตือนเขาไม่ให้ทำอะไรโดยพลการ จากนั้นก็แสร้งทำเป็นสงบ มองชายชุดดำแล้วกล่าวว่า “เจ้ารู้จักเว่ยเซียวหรือไม่?”

ได้ยินชื่อเว่ยเซียว สายตาของชายชุดดำไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก

“ข้าเคยได้ยินมาว่า มือสังหารจากสมาคมรายนามสวรรค์มีชื่อเสียงอยู่บ้างในแคว้นต้าเหลียง น่าเสียดาย ที่นี่คือแผ่นดินเป่ยตี๋ของข้า!”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ฉินเฟิงหนาวเหน็บไปทั้งหัวใจ

เขาเป็นชาวเป่ยตี๋และไม่สนใจเว่ยเซียวกับสมาคมรายนามสวรรค์ หมายความว่า ชายชุดดำมาเพื่อล้างแค้นให้เป่ยตี๋! ฉินเฟิงไม่คิดเลยว่า ในบรรดาคนหนุ่มสาวหัวรุนแรงรักแผ่นดินของเป่ยตี๋นี้จะมียอดฝีมือระดับนี้อยู่

เพื่อประวิงเวลา ฉินเฟิงไม่สนใจสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารของชายชุดดำ เขาพูดตะล่อมวกวนไปมา

“ท่านยอดฝีมือด้วยวรยุทธ์ของท่านการจะฆ่าข้าก็เหมือนบี้มดสักตัว แต่ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า หลังจากฆ่าข้าแล้วแคว้นของท่านจะต้องแบกรับผลที่ตามมาเช่นไร?”

“ข้าไม่เพียงเป็นทูตของแคว้นเหลียงแต่ยังเป็นเจ้าผู้ครองชายแดนเหนือ!” ฉินเฟิงกล่าวอย่างองอาจ

ชายชุดดำเหมือนจะรู้จักฉินเฟิงดีอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดนี้ เขาเลยแทบไม่มีการตอบสนองใด ๆ มีเพียงความเฉยชาที่ทำให้ฉินเฟิงสิ้นหวังอย่างยิ่ง

ฉินเฟิงเกือบจะป้องกันศัตรูที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ไม่คิดว่าจะเจอผู้มีวรยุทธ์สูงส่งเข้ามาพัวพัน

ชายชุดดำจับเข็มเหล็กแล้วดีดเบา ๆ ของเหลวพลันกระเด็นใส่หน้าของฉินเฟิง แม้จะไม่กี่หยดแต่กลิ่นฉุนที่ตามมารุนแรงมาก

“มีพิษ?!” ฉินเฟิงร้องอย่างตื่นตระหนก

พอเห็นปฏิกิริยาของฉินเฟิง สายตาของชายชุดดำเหยียดหยามอย่างยิ่ง

“ข้าไม่ลงมือง่าย ๆ แต่เมื่อลงมือแล้วข้าจะไม่มีวันพลาด” เขากล่าวอย่างเย็นชา

“ฉินเฟิง เจ้าไม่ใช่หรือที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นเหลียง แม้แต่ชาวเป่ยตี้ทั้งหมดก็เกรงกลัวเจ้า น่าเสียดายเจ้าก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึก เมื่อใกล้ความตายเจ้าก็ยังรู้จักกลัว”

“เพื่อเป็นการตอบแทนวีรกรรมมากมายที่เจ้าได้สร้างไว้ข้าจะให้คำแนะนำที่จริงใจสักประโยค จงละทิ้งความหวังทั้งหมดเสีย คืนนี้ต่อให้เทพเซียนลงมาจากสวรรค์ก็ช่วยชีวิตเจ้าไม่ได้”

สิ้นเสียง ชายชุดดำก็สะบัดแขน ส่งเข็มเหล็กพุ่งตรงมาที่หัวใจของฉินเฟิง

อีกฝ่ายไม่ให้โอกาสฉินเฟิงแม้แต่น้อย มุ่งจะเอาชีวิตให้ได้ แม้แต่ฉินเฟิงก็คิดว่า วันนี้คงถึงคราวตายแน่แล้ว ทว่าตอนนั้นเอง แสงเย็นวาบผ่านอากาศ ปัดเข็มเหล็กกระเด็นไปอีกทาง

ฉินเฟิงตกตะลึง เข็มเหล็กสองอันกระจายไปคนละทิศ เขายังไม่ทันตั้งสติทำความเข้าใจสถานการณ์ก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง

“เหล่าอู๋ โปรดให้หน้าข้าสักครั้ง ปล่อยฉินเฟิงไปสักคราได้หรือไม่?”

“ทว่าความตั้งใจดีจะกลายเป็นผลเสีย” เว่ยเซียวกล่าว “การสังหารฉินเฟิงไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้สถานการณ์ของแคว้นเป่ยตี๋ท่านดีขึ้น กลับจะยิ่งทำให้ตกอยู่ในหายนะใหญ่ด้วยซ้ำ”

ได้ฟังคำพูดของเว่ยเซียว จุดยืนของเหล่าอู๋ไม่สั่นคลอนแม้แต่น้อย “ความเจ็บปวดช่วงสั้น ๆ ดีกว่าเจ็บปวดยาวนาน! ฉินเฟิงยังมีความตั้งใจจะทำลายแคว้นเป่ยตี๋ของข้า ตราบใดเขายังมีชีวิตก็จะคอยสร้างความเสียหาย บั่นทอนผลประโยชน์ของเป่ยตี๋อยู่เรื่อยไป”

“บางทีการสังหารเขาอาจเป็นการจุดชนวนสงครามให้เกิดอีกคราว แต่แค่กัดฟันทนสักหน่อย พอผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ ก็จะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของเป่ยตี๋แล้ว!”

เว่ยเซียวกับเหล่าอู๋ต่างก็ไม่ใช่ขุนนางในราชสำนัก จะบอกว่าพวกเขาสายตาสั้นเหมือนหนู*[2] ก็ไม่เกินจริง ไม่ใช่ว่าดูถูกอย่างไรคนส่วนใหญ่ พอพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ของแผ่นดินก็ล้วนแต่เป็นเช่นนี้

ฉินเฟิงกัดฟันทนต่อความเจ็บปวดรุนแรงจากไหล่ เขากล่าวแทรกขึ้นมา “ผ่านพ้นวิกฤตหรือ? สายตาเหล่าอู๋ที่มองกองกำลังของแคว้นเป่ยตี๋ท่านคงมืดบอดไปแล้ว”

“หากแคว้นของท่านมีกำลังจะทำสงครามอีกจริง ตอนนี้แค่ใช้ข้ออ้าง แก้แค้นให้แก่การล่มสลายของกองพลหมาป่าเหมันต์ รวบรวมกองทัพใหญ่ชี้ดาบใส่ต้าเหลียง เท่านี้ก็ได้แล้ว แต่ผลเป็นอย่างไรเล่า? เป่ยตี๋ยังต้องกล่ำกลืนความแค้น”

คำพูดของฉินเฟิงย่อมทำให้เหล่าอู๋โกรธเคืองอย่างไม่ต้องสงสัย แม้เขาจะไม่ใช่ขุนนาง แต่ก็มีใจห่วงใยบ้านเมือง ดังคำกล่าวที่ว่า วีรบุรุษในหมู่วีรบุรุษก็คือผู้ที่ทำเพื่อแคว้นและประชาชน

ฉินเฟิงใกล้ตายเต็มทีแตายังกล้าดูแคลนแคว้นเป่ยตี๋ ช่างรนหาที่ตาย

แววตาเหล่าอู๋เต็มไปด้วยเจตนาฆ่า “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา”

ฉินเฟิงรู้ดีว่ายิ่งตนอ่อนแอก็ยิ่งยากจะหนีรอดจากสถานการณ์นี้ แต่เมื่อเหล่าอู๋ผู้นี้มาเพื่อปกป้องบ้านเมือง ฉินเฟิงก็สามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้

แค่แยกแยะและอธิบายถึงชประโยชน์และโทษให้ละเอียด เขาก็จะระมัดระวังโดยธรรมชาติ

“ข้าจะมีความสำคัญอะไรเมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่แคว้นของท่านกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้?”

[1] รักบ้านก็เลยรักนกกาไปด้วย(爱屋及乌) เป็นสำนวนจีน หมายถึง ถ้าเรารักคนคนหนึ่ง เราจะใส่ใจคนรอบข้างหรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อกับเขาไปด้วย

[2] สายตาสั้นเหมือนหนู (鼠目寸光) เป็นสำนวนจีน หมายถึง ไม่มองการณ์ไกล โลกทัศน์แคบ มองเห็นเพียงสิ่งที่เกิดตรงหน้า เหมือนกับธรรมชาติของหนูที่จะมองเห็นในระยะหนึ่งนิ้วเท่านั้น

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ