บทที่ 839 งานชิมสุรา
งานชิมสุราไม่นับว่าเป็นความคิดแปลกใหม่ ต้องรู้ว่า พวกขุนนาง คหบดี คนมีชื่อเสียง วัน ๆ ไม่ได้ทำการใด สมองคิดแต่เรื่องหาความสนุกสนานฆ่าเวลาอันยาวนานและน่าเบื่อ พวกงานสังสรรค์เขาล้วนจัดและเข้าร่วมมานับไม่ถ้วน
ไม่ว่าจะเป็นงานชมดอกไม้ งานชิมชา งานชมจันทร์ และงานสังสรรค์ขึ้นชื่อมากมาย
ส่วนเหตุผลที่จิ่งฉือลังเลก็เพราะชื่อเสียงของฉินเฟิงย่ำแย่ เขาจะจัดงานชิมสุรา ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีคนให้เกียรติเข้าร่วมหรือไม่? เกรงว่าคนที่มาก็คงตั้งใจมาเพื่อเหยียบย่ำดูแคลนเขาเท่านั้น ความคิดของฉินเฟิงคราวนี้ไม่ใช่เป็นการหาเรื่องให้ตนเองอับอายหรอกหรือ?
แต่เมื่อคิดอีกครั้งจิ่งฉือก็รู้สึกว่า ด้วยความฉลาดและความสามารถของฉินเฟิง เขาคงไม่ทำเรื่องโง่เขลา ยกหินทุบเท้าตัวเอง
งานชิมสุราครั้งใหญ่ แปดส่วนคงเป็นแค่การหลอกลวง
จิ่งฉืออยากจะเห็นนักว่า ฉินเฟิงจะเล่นพิเรนทร์ใดอีก แต่เพื่อความปลอดภัย นางก็ส่งผู้ติดตามไปรายงานเรื่องนี้ให้ฮ่องเต้เป่ยตี๋ทราบไว้ก่อน เมื่อได้รับอนุญาตจึงเริ่มช่วยฉินเฟิงเลือกสถานที่และเชิญแขก
ไม่นานข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง
เหล่าบัณฑิตที่รวมตัวกันกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ในหอวรรณกรรม เมื่อทราบว่าฉินเฟิงจะจัดงานชิมสุราครั้งใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่น
“ฮ่า ๆๆ เจ้าฉินเฟิงรู้จักคำว่าละอายใจบ้างหรือไม่?”
“เป็นแค่หนูข้างถนน โผล่หน้าออกมาก็มีแต่จะถูกชาวบ้านที่โกรธแค้นขว้างผักและไข่เน่าใส่ แต่เขาถึงกับกล้าจะจัดงานชิมสุรา ฮ่า ๆ น่าขันนัก”
“คนไม่รู้จักอายย่อมไร้คู่ต่อสู้ ข้าอยากรู้นัก ภายในเมืองหลวงเป่ยตี๋ผู้มีหน้ามีตาคนใดจะสนใจเขา?”
“ฮิ ๆ ข้ากลับหวังว่าจะมีคนไปร่วมงานมากกว่า ข้าอยากเห็นว่าความหยิ่งผยองของเขาจะไปได้สักกี่น้ำ”
“เฮ่อ ๆ เกรงว่าคงไม่มีโอกาสนั้นน่ะสิ”
ไม่นานข่าวก็แพร่ไปถึงกรมกลาโหม จางปิ่งกั๋วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ
“แม่ทัพเฉิน ฉินเฟิงสงบอยู่ได้ไม่กี่วัน ท่านว่าไยถึงเริ่มก่อเรื่องอีกแล้ว? หรือว่าเขาจะอยู่เฉยไม่ได้แม้แต่อึดใจเดียว?”
แม้ก่อนหน้านี้ที่หอสุราหอมเหนือปัชชุนจางปิ่งกั๋วจะสนทนากับฉินเฟิงอย่างสนุกสนาน แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังนึกดูถูกฉินเฟิง
ฉินเฟิงไม่ได้มาเพื่อให้ผลประโยชน์แก่เป่ยตี๋ จางปิ่งกั๋วจึงไม่มีเหตุผลที่จะให้หน้า
เฉินซือยังคงใจเย็นเช่นเคย “ฮ่า ๆ ที่เรียกว่างานชิมสุราใหญ่ก็แค่นำเสนอสุราของเขา”
ได้ยินคำพูดนี้ จางปิ่งกั๋วนึกสนใจขึ้นมา “นำเสนอสุรา? หรือว่าฉินเฟิงคิดทำธุรกิจจริง ๆ?”
เฉินซือหัวเราะอย่างอดไม่ได้ “ฮ่า ๆ ข้าจะบอกให้สักหน่อย ตอนข้าไปยังเมืองหลวงของแคว้นต้าเหลียง ข้าได้เห็นโรงหมักสุราของฉินเฟิงกับตา เขาสนใจการค้าสุรามากจริง ๆ”
“ส่วนเรื่องการค้าขายเขาไม่เคยโกหกท่าน เขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำการค้าแน่นอน”
“อย่างที่เขาว่ากันว่า ขุนนาง ชาวนา ช่างฝีมือ วาณิช สถานะของพ่อค้าวาณิชต่ำต้อยที่สุดก็ ด้วยเหตุนี้ฉินเฟิงถึงได้รับแต่งตั้งเป็นเพียงเทียนลู่โหว ไม่อย่างนั้นด้วยความสามารถของเขา ต่อให้ได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ชั้นกงก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ”
จางปิ่งกั๋วอดไม่ได้ที่จะลูบคางครุ่นคิด
หากฉินเฟิงตั้งใจจะทำการค้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ท้ายที่สุดแล้วยิ่งฉินเฟิงมีผลประโยชน์ในเป่ยตี๋มากเท่าไร นโยบายในอนาคตของเขาก็จะยิ่งเอนเอียงมาทางเป่ยตี๋มากเท่านั้น
คิดได้แบบนี้ จางปิ่งกั๋วลดเสียงลง กระซิบเตือนเฉินซือว่า “แม่ทัพใหญ่เฉิน การกระทำของฉินเฟิงคราวนี้ถือเป็นผลดีต่อพวกเราชาวเป่ยตี๋ด้วย”
“หากสามารถผูกฉินเฟิงไว้กับเรือของเป่ยตี๋ได้…”
ไม่ทันที่จางปิ่งกั๋วจะพูดจบ เฉินซือก็ตัดบทอย่างตรงไปตรงมา “ใต้เท้าจาง ระวังคำพูดและการกระทำด้วย!”
“แต่หากรวมกำลังหลัก ทั้งสองคนจะต้องหดหัวกลับไปยังซางโจวแน่”
“ถ้ากองทัพหลักยังรักษาการณ์อยู่ที่จัวโจว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างที่พักทหารหรือต้องการการสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ อย่างไรก็ต้องลงทุนลงแรงมหาศาล”
“หากบุกรุกก็จะต้องปะทะกับกองทัพใหญ่ภายใต้ของฉินเฟิงซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ข้าไม่อยากเห็น”
“ตอนนี้ทำได้เพียงส่งกองกำลังขนาดเล็กที่แข็งแกร่งออกไปอย่างต่อเนื่อง ประสานงานกับกองกำลังท้องถิ่นต่าง ๆ เปิดศึกยืดเยื้อกับกองกำลังกบฏ”
ได้ยินคำพูดของเฉินซือ จางปิ่งกั๋วก็กวาดตามองไปรอบ ๆ พอแน่ใจว่าไม่มีสายลับ ก็ลดเสียงลง โน้มตัวเข้ามา ท่าทีลึกลับ
“แม่ทัพเฉิน มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากบอกท่าน ข้าจะบอกท่านผู้เดียวเท่านั้น”
“กองพลพญาอินทรี ช่วงนี้เหมือนกำลัง…เตรียมพร้อมรบ”
กองพลพญาอินทรี? หัวใจของเฉินซือพลันจมดิ่ง
ต้องรู้ว่า อำนาจบัญชาการของกองพลพญาอินทรีและกองพลหมาป่าเหมันต์ล้วนอยู่ในมือของเขา เฉินซือ หากกองพลพญาอินทรีเคลื่อนไหวโดยที่เขาไม่รู้ หมายความว่า ฮ่องเต้เป่ยตี๋ข้ามหน้าเฉินซือ ส่งคำสั่งลับโดยตรง
เฉินซือรู้ว่าฮ่องเต้เป่ยตี๋ไม่ได้หมดความเชื่อมั่นในตัวเขา ทว่าฝ่าบาทตัดสินใจเดิมพันครั้งสุดท้าย คิดลงมือสังหารจิ่งเชียนอิ่งอย่างไร้ความปรานี
ตราบใดจิ่งเชียนอิ่งยังมีชีวิต นางก็นับเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อราชบัลลังก์ของฮ่องเต้เป่ยตี๋
แต่การใช้กองพลพญาอินทรีแลกกับชีวิตจิ่งเชียนอิ่งคนเดียว เป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าจริงหรือ?
บางทีสำหรับฮ่องเต้เป่ยตี๋อาจคุ้มค่า แต่สำหรับแคว้นเป่ยตี๋ทั้งหมดนับว่าได้ไม่คุ้มเสีย หนำซ้ำยังเป็นการขาดทุนหนักด้วย
เฉินซือสูดหายใจลึก แล้วส่งสัญญาณสายตาให้จางปิ่งกั๋ว บอกให้เขารักษาความลับให้ดี อย่าได้พูดถึงเรื่องนี้อีก

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ