บทที่ 841 การเปลี่ยนแปลงขององค์หญิงจิ่งฉือ
คำตอบของฉินเฟิงทำให้จิ่งฉือยิ่งประหลาดใจ สายตาของนางเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง
ตอนนี้จิ่งฉือถึงได้เข้าใจว่า ภายในใจของฉินเฟิง การช่วยแก้ปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของชาวบ้านเป็นเรื่องธรรมดา ถึงขนาดไม่จำเป็นต้องแสร้งทำหรือหลอกลวงแต่อย่างใด
ไม่น่าแปลกใจที่ราษฎรทุกคนภายใต้การปกครองของเขาล้วนมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง
คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นคนที่ทำให้ชาวเป่ยตี๋นับหมื่นแสนเกลียดชัง แต่กลับเป็นคนที่ห่วงใยราษฎรมากที่สุด
จิ่งฉือถอนหายใจเบา ๆ ความเคียดแค้นที่มีต่อฉินเฟิงหายไปหมดสิ้น แม้จะรู้ว่าฉินเฟิงเป็นศัตรูของแคว้นเป่ยตี๋ แต่นางก็ไม่อาจเกลียดชังเขาได้
ตอนนั้นเอง เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังถือซาลาเปาร้อน ๆ ด้วยสองมือกำลังรีบกลับบ้าน เขาก้มหน้าวิ่งไม่ทันมองทาง
องครักษ์ติดตามขององค์หญิงจิ่งฉือรักษาความปลอดภันอยู่ไม่ไกลทว่าก็ไม่ใกล้เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษามารยาทให้จิ่งฉือสนทนากับฉินเฟิงได้สะดวก
ตอนนี้แม้จะสังเกตเห็นเด็กหนุ่มที่วิ่งไม่มองทางเข้ามา คิดจะเข้าไปห้ามปรามก็ไม่ทันแล้ว
ท่ามกลางสายตาผู้คน เด็กหนุ่มวิ่งชนอกของฉินเฟิงอย่างจัง
เมื่อครึ่งเดือนก่อนฉินเฟิงเพิ่งถูกเหล่าอู๋ลอบสังหาร แม้จะหายดีแล้ว แต่อย่างที่ว่า ‘กระดูกหักเอ็นขาด รักษาตัวร้อยวันถึงจะหาย’ ร่างกายเขายังอ่อนแอนัก พอถูกวิ่งชนก็ทรงตัวไม่อยู่ ถึงกับล้มก้นจ่ำเบ้ากับพื้น
ตุบ!
ผู้คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุพลันตกใจ หนาวสะท้านด้วยความกลัว
หิมะแรกของฤดูกาลเพิ่งเริ่มตก อุณหภูมิยังไม่ต่ำดี หิมะยังไม่ทับถมก่อตัว พอตกลงมาถึงพื้นก็ละลาย ยังไม่ทันได้ปกคลุมพื้นเป็นสีขาว เพียงทำให้พื้นเปียกชื้นเท่านั้น
ชุดของฉินเฟิงไม่ใช่ถูก ๆ แต่ตอนนี้กลับเปรอะเปื้อนชื้นแฉะ
น่าอเนจอนาถอย่างยิ่ง
จิ่งฉือขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรู้ดีว่าฉินเฟิงโหดเหี้ยมเพียงใด ที่เมืองอวี่นางได้เห็นกับตา ฉินเฟิงถึงกับสั่งให้หนิงหู่ตัดลิ้นกระเรียนขาวแห่งเมืองอวี่ต่อหน้าบรรดาบัณฑิตทั้งหมด
แม้เขาจะเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจราษฎร แต่ก็ไม่อาจยอมให้ผู้ใดท้าทายอำนาจเด็ดขาด
คราวนี้นับว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้ว
และก่อนที่จิ่งฉือจะได้เอ่ยปาก องครักษ์ก็พุ่งเข้ามา ยกฝักดาบฟาดลงบนศีรษะของเด็กหนุ่มอย่างแรงพลางตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เจ้าสัตว์ร้ายตัวน้อย ตาบอดหรือไร กล้าวิ่งฝ่าขบวนเสด็จขององค์หญิง จนชนโหวฉินล้ม ครอบครัวเจ้ามีหัวกี่หัวก็ไม่พอชดใช้แล้ว!”
ราษฎรที่กำลังชมหิมะอยู่ใกล้ ๆ ต่างตกใจจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เด็กหนุ่มถูกตีหัวจนตาลาย เห็นดาวระยิบระยับ กรทั่งผ่านไปครู่หนึ่งจึงค่อย ๆ ตั้งสติได้
พอมองเห็นองครักษ์ดุร้ายตรงหน้า กับฉินเฟิงที่หนิงหู่กำลังพยุงขึ้น เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน เขาก็ตระหนักได้ว่าตนเองได้ก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้ว
เด็กหนุ่มอายุสิบหกปี นับว่าอายุไม่น้อยแล้ว ตามธรรมเนียมท้องถิ่นอีกสองสามปีก็แต่งภรรยาได้
ทว่าเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าจะเขาจะเป็นเด็กหนุ่มหรือเด็กน้อยก็กลั้นน้ำตาไม่ไหว ร้องไห้โฮออกมา
เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นทุลักทุเล แล้วทิ้งตัวคุกเข่าต่อหน้าฉินเฟิงกับองค์หญิงจิ่งฉือ ก้มศีรษะคำนับครั้งแล้วครั้งเล่าราวไก่จิกข้าวสาร “ข้า…ข้าน้อยผู้ต่ำต้อย ผิดไปแล้วขอรับ ขอเหล่าใต้เท้าเมตตาไว้ชีวิตสุนัขของข้าด้วยขอรับ”
ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจา เด็กหนุ่มดันวิ่งชนฉินเฟิงล้ม ใครจะช่วยได้
อย่าว่าแต่สถานะของท่านฉินเฟิงในแคว้นต้าเหลียงเลย แม้แต่ในเป่ยตี๋ที่เป็นดินแดนศัตรูก็ไม่มีผู้ใดกล้าทำร้ายฉินเฟิง
และประกาศที่เพิ่งออกมาก่อนหน้านี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ หมายความว่า สถานะของฉินเฟิงก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากศัตรูผู้เลวร้ายกลายเป็นแขกจากต่างแดน
ตอนฉินเฟิงเพิ่งเข้าเมืองมา พวกเขาร่วมก่อจลาจลขับไล่ บางคนถึงกับขว้างปาผักและไข่เน่าใส่ ด้วยในความทรงจำของพวกเขา ฉินเฟิงเป็นปีศาจร้ายที่ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา ไร้หัวใจและเลือดเย็น
พอตอนนี้ได้เห็นความเมตตาของฉินเฟิงด้วยตาตนเอง ทุกคนราวกับเห็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ
หากไม่ใช่เพราะเกรงกลัวองครักษ์ที่อยู่เบื้องหลังองค์หญิง ชาวบ้านในที่เกิดเหตุคงพุ่งเข้าไปซักถามฉินเฟิงแล้วว่าตกลงเขาเป็นพระโพธิสัตว์หรือปีศาจร้ายกันแน่
เด็กหนุ่มราวกับตื่นจากความฝัน เขากล่าวขอบคุณฉินเฟิงครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะมองซาลาเปาที่ตกอยู่บนพื้น แล้วยื่นมือไปเก็บ แต่ก็กลับถูกองครักษ์เตะออก
“เจ้าเด็กสารเลว รอดตายแล้วยังไม่รีบไปอีก มีอารมณ์จะเก็บซาลาเปาหรือ? ช่างไม่เข้าใจสถานการณ์เสียบ้าง!”
จิ่งฉือแม้ไม่พอใจกับพฤติกรรมขององครักษ์ แต่การปกป้องความปลอดภัยของนางเป็นหน้าที่ของพวกเขา นางจึงไม่ได้เอ่ยคำใด
กลับเป็นฉินเฟิงที่ส่งสัญญาณสายตาให้หนิงหู่
หนิงหู่พลันเข้าไปคว้าคอเสื้อองครักษ์และโยนกลับไปด้านหลัง ก่อนจะตะโกนเสียงดัง “พวกอาศัยอำนาจคนอื่น ถ้ามีฝีมือก็มาชนกับข้าซะ มาแสดงอำนาจกับเด็กน้อยทำไมกัน?!”
“ไปให้พ้น!”
องครักษ์ย่อมรู้ว่าหนิงหู่เป็นแม่ทัพคนสำคัญข้างกายฉินเฟิง เขาจะกล้ากล้าส่งเสียงใด ๆ ได้หรือ? ทำได้เพียงหดหัวกลับเข้าไปในแถวอย่างอับอาย
ฉินเฟิงย่อตัวลงเก็บซาลาเปาขึ้นมาจากพื้น ลอกเปลือกนอกซาลาเปาออก แล้วยัดกลับเข้าไปในมือของเด็กหนุ่ม
“หากเป็นเมื่อก่อนข้าคงซื้อซาลาเปาให้เจ้าใหม่แล้ว แต่ตอนนี้การคลังของแคว้นเจ้าตึงเครียด ทั้งบนล่างไม่อาจสุขสบาย ทุกคนต้องสร้างนิสัยประหยัดติดตัว ซาลาเปานี้ยังกินได้ก็อย่าทิ้งขว้างเลย”
“เอาละ จำไว้ ต่อไปอย่าวิ่งพล่านเหมือนแมลงวันไร้หัวอีก เจ้าไปเถิด”
ฉินเฟิงตบท้ายทอยของเด็กหนุ่มทีหนึ่ง เด็กหนุ่มได้สติ ตื้นตันจนน้ำตาคลอ แต่ไม่กล้าพูดอะไรอีก เขาค่อย ๆ เดินออกไป ทว่าก้าวได้สองสามก้าวก็เหลียวมองทีหนึ่งอยู่อย่างนั้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ