บทที่ 853 อำนาจเกิดจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน
การค้าใด ๆ ก็ไม่อาจละเลยต้นทุนการขนส่งอันสำคัญได้ ยิ่งการคมนาคมล้าหลังเท่าใด ต้นทุนการขนส่งก็ยิ่งเป็นตัวชี้ขาดความเป็นความตายมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น พ่อค้าจากเป่ยตี๋ หากต้องการขนส่งสินค้าเข้าไปในดินแดนแคว้นต้าเหลียง ถ้าไม่ขอเส้นทางผ่านเมืองซางโจว เลือกเส้นทางที่ไกลกว่า เวลาที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่ไม่กี่ชั่วยามหรือไม่กี่วันเท่านั้น
เมืองซางโจวกว้างจากตะวันออกไปตะวันตกเกือบหนึ่งพันห้าร้อยลี้ อีกทั้งขบวนพ่อค้าก็เดินทางช้าอยู่แล้ว หากต้องอ้อมเมืองซางโจว ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางทางตะวันตกผ่านแคว้นเกาชาน หรือทางตะวันออกผ่านแคว้นเยว่จ้าวก็จะเพิ่มระยะเวลาเดินทางขึ้นอีกสองเดือน!
ช่วงสองเดือนนี้ ไม่นับค่าแรง แค่อาหารที่คนและสัตว์ต้องบริโภคก็น่าตกใจแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น มีคำกล่าวว่า ยิ่งนานยิ่งมีเรื่อง การเลือกเส้นทางอ้อม อีกทั้งยังเป็นการหลีกเลี่ยงเส้นทางการค้าหลัก ย่อมเพิ่มความเสี่ยงนานัปการอย่างมหาศาล
ทั้งโจรป่าที่ซุ่มอยู่ตามป่าและภูเขา รวมถึงกองโจรและพวกอันธพาลที่เห็นแก่ทรัพย์ ล้วนเพียงพอที่จะทำให้ขบวนพ่อค้าต้องลำบากทั้งสิ้น
นี่เป็นเพียงความเสี่ยงที่พ่อค้าต้องแบกรับ หากขยายไปถึงระดับการค้าทั้งหมด เส้นทางการค้าซางโจวจะเป็นตัวตัดสินโดยตรงว่าการค้าของเป่ยตี๋จะมีความสามารถในการแข่งขันหรือไม่
การสูญเสียเส้นทางการค้าซางโจวทำให้ไม่สามารถใช้ทางลัดได้ ไม่ว่าจะแคว้นต่าง ๆ หรือเป่ยตี๋ก็ถูกกำหนดให้ไม่มีวันแข่งขันกับแคว้นต้าเหลียงได้
ฉินเฟิงยอมทำทุกวิถีทางให้ได้ยึดครองซางโจวก็เพื่อจะครอบครองตำแหน่งผู้นำอย่างเด็ดขาดในการค้าที่กำลังจะมาถึง
จิ่งฉือที่นั่งอยู่บนที่นั่งสูง กำหมัดแน่นสลับกับคลายออก ฝ่ามือของนางชุ่มไปด้วยเหงื่อ
นางมองฉินเฟิงด้วยสายตาราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง
นางได้ยินเฉินซือประเมินฉินเฟิงมาหลายครั้ง เขบอกว่า ฉินเฟิงมีปัญญาอันล้ำลึก ก้าวเพียงก้าวเดียวมองไกลไปสิบก้าว
นับตั้งแต่สงครามระหว่างแคว้นสิ้นสุดลง ฉินเฟิงก็วางแผนเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพทั้งหมดแล้ว
แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้นางตกตะลึงและเคารพนับถือ แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่า… ฉินเฟิงยังฉวยโอกาสยึดครองอำนาจควบคุมเมืองซางโจวได้ในคราวเดียว…
เดิมทีนางก็คิดว่าถึงตรงนี้ก็น่าจะจบแล้วกระมัง?
แต่ความจริงไม่ใช่ ทุกคนในเป่ยตี๋รวมถึงนางยังประเมินวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของฉินเฟิงต่ำเกินไปอย่างร้ายแรง ซางโจวไม่เพียงแต่กลายเป็นเขตกันชนของแคว้นต้าเหลียงที่สกัดกั้นภัยคุกคามทางทหารไว้ทางเหนือของซางโจว รักษาความสงบสุขตามชายแดน แต่ยังกลายเป็นดินแดนที่ฝ่ายสนบัสนุนฮ่องเต้นอกอำนาจใช้สร้างฐานอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นด้านการทหารหรือการเมืองล้วนครองความสำคัญที่ไม่อาจเทียบได้
ทว่ายังไม่จบ ตอนนี้ด้านการค้า คุณค่าของเมืองซางโจวก็ได้ปรากฏชัดขึ้นมาอีกอย่างแล้ว
หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน ซางโจวและชายแดนเหนือของแคว้นต้าเหลียงจะกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้า สองดินแดน แต่เดิมสามารถเป็นประตูแลกเปลี่ยนระหว่างแคว้นต้าเหลียงกับแคว้นเป่ยตี๋ได้
ผลลัพธ์คือ ดินแดนสำคัญที่สุดทั้งสองแห่งถูกฉินเฟิงรวบเข้าครอบครองทั้งหมด
บางทีตอนนี้ฉินเฟิงอาจยังห่างไกลจากการเป็นผู้ร่ำรวยที่สุดในใต้หล้าอยู่มาก แต่การครอบครองดินแดนทั้งสองแห่ง ในอนาคตอันใกล้ ฉินเฟิงจะกลายเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุดในใต้หล้าอย่างแน่นอน
ตอนนี้ จิ่งฉือไม่รู้ว่าควรชื่นชมวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของฉินเฟิง หรือควรหวาดกลัวดีแล้ว
“โหวฉิน เจ้าช่างมีเล่ห์เหลี่ยมลึกล้ำนัก…นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้าในการควบคุมเมืองซางโจวใช่หรือไม่?”
คำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เหล่าพ่อค้าที่นั่งกันอยู่ถึงตระหนักได้ว่า สถานการณ์ไม่ชอบมาพากล พวกเขาหันมองฉินเฟิงด้วยสายตาหวาดกลัว
และตอนนี้เองที่เป็นโอกาสอันดีของฉินเฟิงในการสร้างความน่าเชื่อถือและชิงใจผู้คน
ฉินเฟิงคว้าโอกาสไว้ เขาพยักหน้าเล็กน้อย แต่แล้วก็ส่ายหน้า ภายใต้สายตาที่สับสนและงุนงงของผู้คนมากมาย ฉินเฟิงกล่าวอย่างเรียบเฉย “องค์หญิงพูดถูกเพียงข้อเดียว แต่ไม่เข้าใจอีกข้อหนึ่ง”
“มีคำกล่าวว่า การสร้างอาณาจักรนั้นง่าย แต่การรักษาอาณาจักรไว้นั้นยาก”
“ข้าเป็นพ่อค้า แต่ก็ไม่ใช่แค่พ่อค้าเท่านั้น”
แม้พวกเขาจะไม่ใช่ขุนนางผู้มีชื่อเสียง แต่ก็เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์เช่นกัน ตามความเข้าใจของพวกเขา ผู้ที่มีเงินและอำนาจย่อมควบคุมสามัญชนทั่วไปได้ นี่คือหลักการที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่โบราณกาล
แต่ฉินเฟิงกลับบอกว่าไม่ใช่ พบิกความเข้าใจของพวกเขากลายเป็นความเข้าใจผิดไปได้?
หากคำพูดเหล่านี้หลุดออกมาจากปากของคนอื่น ทุกคนคงจะหัวเราะแล้วไม่สนใจ
แต่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมาจากปากของฉินเฟิง…
ฉินเฟิงเป็นผู้ใดเล่า?
เขาเป็นผู้ปกครองชายแดนเหนือ โหวอันดับหนึ่งแห่งต้าเหลียง ผู้ควบคุมทั้งการทหาร การเมือง และการค้า แม้อยู่ในต่างแดนก็ยังสามารถเดินอย่างองอาจได้
คำพูดที่น่าตื่นตระหนกของเขา เลยทำให้ผู้คนต้องครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
เมื่อเห็นทุกคนก้มหน้าครุ่นคิด ฉินเฟิงปลื้มใจนัก อย่างน้อยคนเหล่านี้ก็ยังรู้จักคิด
ฉินเฟิงมองไปยังจิ่งฉือที่ยังงุนงง เขายิ้มพลางกล่าวว่า “การให้ประชาชนมั่งคั่ง ปกครองบ้านเมืองให้สงบสุข ได้รับความรักจากประชาชน อำนาจในมือก็จะมั่นคงเอง ผู้ใดกล้าแย่งชิง ประชาชนจะเป็นคนแรกที่ไม่ยอม”
“กลับกัน เพื่อรักษาสิ่งที่เรียกว่าอำนาจ แต่ละเลยความทุกข์ยากของประชาชน ทำในสิ่งที่ผิด ยิ่งกอบโกยอำนาจมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งสูญเสียไปเร็วเท่านั้น”
“องค์หญิง ท่านคิดว่า เหตุใดแคว้นซางโจวจึงอยู่ในการควบคุมของข้าได้อย่างแน่นหนา?”
“หากเป็นจริงดังที่แคว้นเป่ยตี๋ของท่านประกาศชวนเชื่อว่า ประชาชนชาวซางโจวใช้ชีวิตอยู่ในความทุกข์ยาก เพียงแค่อาศัยกองทัพปราบปราม จะปราบปรามได้นานสักเท่าไร?”
“เถึงเวลานั้น หากประชาชนเมืองซางโจวร่วมมือกับกองทัพเป่ยตี๋ ทั้งภายในและภายนอก ผู้ที่จะถูกบีบตายและถูกเบียดตาย เกรงว่าจะเป็นข้าเองแล้ว”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ