บทที่ 857 มหาเสนามาถึงแล้ว ชำระล้างพรรคสนับสนุนฮ่องเต้
บรรดาราษฎรบนถนนต่างพากันหลีกทางให้อย่างว่าง่าย ผู้ที่หลบหลีกไม่ทันก็กระโดดเข้าไปในพงหญ้าข้างทางโดยไม่ลังเลเพื่อไม่ให้ถูกเหยียบ
สาเหตุที่ชาวบ้านนหวาดกลัวถึงเพียงนี้ นอกจากขบวนรถม้านี้จะมีขนาดใหญ่แล้ว รูปแบบของรถม้า รวมถึงเครื่องแต่งกายของแม่ทัพที่ติดตามมา แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นใต้เท้าจากเมืองหลวง
ผู้ที่นั่งอยู่ในรถม้าไม่ใช่ใครอื่น แตjเป็นฉินเทียนหู่!
จ้าวอวี้หลงนำทัพกองทหารม้าทมิฬ รวมถึงกองทหารม้าหนึ่งพันคนที่เกณฑ์มาจากกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ คุ้มกันฉินเทียนหู่อย่างแน่นหนา
ฉินเทียนหู่มองผ่านทางหน้าต่างรถม้า ดูราษฎรบนถนน สายตาเยือกเย็นอย่างยิ่ง
เขากดดันพรรคสนับสนุนฮ่องเต้มาหลายครั้งแล้วเพื่อจะปลดอำนาจทางทหาร แต่ทุกครั้งที่ส่งจดหมายไปก็เหมือนถมหินใส่ทะเล ไร้การตอบสนองใด ๆ
ชัดเจนว่าฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้ตั้งใจจะต่อต้านจนถึงที่สุด
ตอนแรกฉินเทียนหู่คิดจะส่งผู้ช่วยเสนาบดีกระทรวงกลาโหมมา แต่หลังจากคิดทบทวน สุดท้ายก็ตัดสินใจมาด้วยตัวเอง
เหตุผลที่ต้องออกหน้าเองก็เพราะคนอื่นอาจไม่สามารถควบคุมฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้ที่หยิ่งผยองได้
แม้แนวทางหลักจะถูกกำหนดไว้ และพร้อมที่จะปราบปรามฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้ได้ทุกเมื่อ แต่หากมีการสู้รบ ผู้ที่เดือดร้อนก็คือประชาชน อีกทั้งยังเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนยากลำบาก ถ้าไม่จำเป็น เขาก็ไม่อยากให้เกิดการต่อสู้ขึ้น
ขณะเดียวกันภายในเมืองหลวงตอนนี้มีพลพรรคเถาหลินและเส่าเป่าคอยดูแล ไม่มีความวุ่นวายใดเกิดขึ้น
ทันใด เสียงของจ้าวอวี้หลงดังมาจากด้านนอก
“ท่านมหาเสนา ด้านหน้าคือที่ตั้งของพรรคสนับสนุนฮ่องเต้แล้วขอรับ”
ฉินเทียนหู่มองออกไป บริเส้นขอบฟ้าระยะไกลมีค่ายขนาดใหญ่ที่สร้างด้วยไม้ตั้งอยู่
ระยะทางจากค่ายไปยังเมืองไม่ไกลนัก หากเกิดสงคราม กองทัพของพรรคสนับสนุนฮ่องเต้ก็สามารถเข้าไปประจำการณ์ในเมือง สละค่ายทิ้ง ป้องกันได้ทันที ค่ายจึงไม่จำเป็นต้องสร้างให้แข็งแรงนัก
ช่วงเวลาเดียวกันนี้ พรรคสนับสนุนฮ่องเต้ก็ทราบข่าวการมาถึงของฉินเทียนหู่แล้ว
รองแม่ทัพฝ่ายขวาของพรรคสนับสนุนฮ่องเต้ หม่าเปียว รออยู่บนถนนสายหลัก เมื่อรถม้าของฉินเทียนหู่มาถึงตรงหน้า เขาก็ประสานมือคำนับ
“ข้าน้อย นายกองกองทหารจ้าวอู่นาม หม่าเปียว ขอต้อนรับท่านมหาเสนาฉินขอรับ”
รถม้าค่อย ๆ หยุดลง แต่ฉินเทียนหู่ยังไม่ลงจากรถ
จ้าวอวี้หลงขี่ม้าเดินเข้ามาช้า ๆ แล้วหยุดตรงหน้าหม่าเปียว แม้แต่ท่าทีจะลงจากหลังม้าก็ไม่มี
เขาเหลือบมองและเงยหน้ากวาดตามองผู้คนนับร้อยที่อยู่เบื้องหลังหม่าเปียว ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หลีกทางให้ด้วย!”
หม่าเปียวขมวดคิ้ว เงยหน้ามองจ้าวอวี้หลงที่นั่งอยู่บนหลังม้าสูงเหนือศีรษะ สีหน้าที่เคยยิ้มแย้มหายไปสิ้น “แม่ทัพผู้นี้เป็นผู้ใดกัน?”
จ้าวอวี้หลงตอบออกมาทันที “ข้าคือผู้บัญชาการกองทหารม้าทมิฬ จ้าวอวี้หลง”
เมื่อรู้ถึงตัวตนของจ้าวอวี้หลง สีหน้าของหม่าเปียวเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาลอบถอนหายใจ…
ไม่แปลกใจเลยที่จะเย่อหยิ่ง ที่แท้ก็เป็นบุตรชายของผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์
หม่าเปียวมีท่าทีถ่อมตนอย่างที่สุด แสดงออกถึงความจริงใจและไมตรี แต่ฉินเทียนหู่กลับไม่ยอมโผล่หน้า กนะทั่งจ้าวอวี้หลงก็ยังนั่งอยู่บนหลังม้า มองลงมาจากที่สูง?
ช่างไร้มารยาทเสียจริง!
จ้าวอวี้หลงเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงก็จริง เป็นมือขวาขาซ้ายของฉินเฟิงผู้ใดก็รู้ แต่หากพูดถึงตำแหน่ง จ้าวอวี้หลงก็เป็นเพียงรองแม่ทัพอำเภอเป่ยซี หากจะเปรียบเทียบกันจริง ๆ เกรงว่ายังสู้นายกองขั้นเจ็ดไม่ได้ด้วยซ้ำ
ส่วนหม่าเปียว เขาเป็นถึงนายกองจ้าวอู่ขั้นหกแห่งแคว้นต้าเหลียง
แม่ทัพส่วนใหญ่มักมีตำแหน่งค่อนข้างต่ำ นายกองขั้นหก จึงถือว่ายิ่งใหญ่มากแล้ว
“ไสหัวไป!”
จ้าวอวี้หลงดันแหลนม้าไปข้างหน้า ปลายคมของแหลนแทงทะลุเข้าไปตามรอยต่อเกราะของหม่าเปียว
ความเจ็บปวดที่อกแล่นริ้ว สายตาที่ไม่ต้องสงสัยของจ้าวอวี้หลงคมกล้า หม่าเปียวกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เกรงว่าจ้าวอวี้หลงคงกล้าฆ่าเขาแน่
เหตุผลก็ง่ายดาย เขาเป็นมือขวาขาซ้ายของฉินเฟิง
ดังคำกล่าวที่ว่า คานบนไม่ตรง คานล่างเบี้ยว มีฉินเฟิงหนุนหลัง ใต้หล้านี้ยังมีอะไรที่พวกเขาไม่กล้าทำอีกหรือ? หม่าเปียวต้องจำใจยอมรับว่าไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว เขาค่อย ๆ ถอยไปข้างทาง สายตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น จ้องมองขบวนของฉินเทียนหู่ผ่านหน้าไป
รองนายกองที่อยู่ข้าง ๆ กัดฟันกรอด “แม่ทัพ จ้าวอวี้หลงผู้นี้ช่างโอหังนัก!”
“ถึงในเมืองหลวงและที่ชายแดนเหนือเขาจะมีอำนาจล้นฟ้า แต่ที่นี่คือดินแดนจงหยวนของพวกเรา มาที่นี่แล้วยังวางท่า ไม่กลัวถูกตายไร้ที่ฝังกระมัง?”
หม่าเปียวแค่นเสียงเบา ๆ “คนหยิ่งผยองย่อมพบจุดจบไม่ดี รอดูไปเถิด!”
จ้าวอวี้หลงไม่คิดเสียเวลากับปลาตัวน้อย นำขบวนรถม้ามุ่งหน้าสู่ค่ายของพรรคสนับสนุนฮ่องเต้
ตลอดเส้นทาง แม่ทัพนายกองออกมาต้อนรับอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม หน้าของฉินเทียนหู่ยังไม่ได้เห็น ก็ถูกจ้าวอวี้หลงไล่ไปเสียแล้ว
กระทั่งมาถึงประตูใหญ่ โจวอวิ๋นไห่ แม่ทัพใหญ่ฝ่ายขวาปรากฏตัว
โจวอวิ๋นไห่ได้รับรายงานเรื่องพฤติกรรมหยิ่งผยองของจ้าวอวี้หลงมาแล้ว แต่พอคำนึงว่าจ้าวอวี้หลงเป็นบุตรชายของจ้าวหลี โจวอวิ๋นไห่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีขุ่นเคือง ทั้งยังยิ้มบาง ๆ ให้
“ไม่คิดว่ามหาเสนาฉินกับแม่ทัพจ้าวจะมาด้วยตนเอง ฮ่ะฮ่า ข้าต้องขออภัยที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับก่อน ขอพวกท่านอย่าถือสา”
ได้เห็นรอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าของโจวอวิ๋นไห่ จ้าวอวี้หลงกระโดดลงจากหลังม้า ประสานมือคำนับลวก ๆ เป็นการทักทาย
“ท่านแม่ทัพโจว เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านยังจะวางท่ามากเกียรติของคนพรรคสนับสนุนฮ่องเต้อยู่อีกหรือ?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ