เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 874

บทที่ 874 ความตื่นเต้นในเมืองเล็ก ๆ

เสียงอุทานด้วยความประหลาดใจดังไปทั่วบริเวณ สายตาที่เคยหมดหวังและสิ้นหวังของผู้คนกลับมาลุกโชนด้วยความหวังอีกครั้ง พวกเขาจ้องมองฉินเฟิง สายตาร้อนแรง

“ท่านโหวมาเพื่อช่วยเหลือพวกเราจริง ๆ”

“ดีจริง ๆ ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตา”

“แม้ท่านโหวฉินจะเป็นคนดี แต่ ท่านเป็นคนต้าเหลียง…”

“แล้วอย่างไร?! พวกเราแทบจะตายอยู่แล้ว ยังจะมาสนใจว่าท่านเป็นคนแคว้นใดหรือ?”

“นั่นแหละที่ข้าจะพูด พวกเราเป็นชาวเป่ยตี๋ แต่กลับต้องให้คนแคว้นต้าเหลียงมาช่วยเหลือ ใต้หล้านี้จะมีเรื่องน่าเศร้ากว่านี้อีกหรือ? ข้าไม่สนหรอกว่าท่านโหวฉินจะเป็นคนแคว้นใด ตอนนี้เขาคือพระโพธิสัตว์ผู้มาโปรดชีวิตพวกเรา!”

ชาวบ้านส่งเสียงเซ็งแซ่ด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะตะโกนออกมาพร้อมกัน “พระโพธิสัตว์ผู้มีชีวิต”

ฉินเฟิงไม่ได้ตั้งใจจะทำเรื่องใหญ่โต เขามาอำเภอฉางสุ่ยก็เพียงเพื่อรับประกันว่าแผนการจะดำเนินไปอย่างราบรื่น หลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

ช่วยไม่ได้ที่เป่ยตี๋เพิ่งผ่านสงครามใหญ่ แล้วไม่ทันไรก็มีภัยหนาวตามมา ชีวิตประชาชนยากลำบาก ชาวบ้านใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างสิ้นหวัง ช่วงเวลาเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ชาวบ้านย่อมซาบซึ้งและนับเป็นผู้มีพระคุณ

ราชสำนักเป่ยตี๋เพิกเฉยต่อประชาชน ก่อนหน้านี้เปิดคลังแจกจ่ายธัญพืช บรรเทาภัยพิบัติก็จริง น่าเสียดายที่คลังแผ่นดินว่างเปล่า ประกอบกับความไม่พอใจของประชาชนที่พลุ่งพล่าน นโยบายทั้งหมดจึงมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงเป็นหลัก ราชสำนักทำได้เพียงมองข้ามการกดขี่และปล้นชิงอาหารของขุนนางท้องถิ่นและคหบดี เกรงว่าหากเข้าไปยุ่งเกี่ยวจะทำให้สถานการณ์ภายในแคว้นยิ่งเลวร้าย

ความกังวลมีเหตุผล แต่ผลลัพธ์กลับแย่ เงินถูกใช้ไป อาหารก็ถูกบริจาค แต่ประชาชนกลับไม่ซาบซึ้งความดีของราชสำนัก ตรงกันข้าม ความไม่พอใจของประชาชนยิ่งขยายวงกว้าง

เสียเงินแล้วแต่ไม่สำเร็จสักอย่าง

แน่นอน ไม่อาจโทษว่าเป็นความผิดราชสำนักทั้งหมด เพราะอำนาจราชสำนักก็มีจำกัด ความสนใจมุ่งไปที่สามเรื่องใหญ่ คือ ความสัมพันธ์กับต้าเหลียง ข้อตกลงทางการค้า เรื่องของอำเภอซางโจวกับจัวโจว

ส่วนกรมคลังที่รับผิดชอบความเป็นอยู่ของประชาชนก็เป็นฝ่ายเหยี่ยวที่ต่อต้านฉินเฟิง เพื่อต่อต้า ฉินเฟิง ความใส่ใจต่อประชาชนลดน้อยลงมากภายใต้การเพิ่มมาตรการอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ภายในแคว้นของเป่ยตี๋น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง!

ทว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของฉินเฟิงที่จะต้องกังวล อย่างน้อยก่อนที่จิ่งเชียนอิ่งจะกลับคืนสู่ราชวงศ์เป่ยตี๋ ฉินเฟิงแค่ต้องยืนดูอยู่ห่าง ๆ

“เจ้าชื่ออะไร?” ฉินเฟิงมองไปยังสตรีคนถัดไป ถามด้วยสีหน้าอ่อนโยน

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ฉินเฟิงอดทนอย่างยิ่ง สอบถามสถานการณ์ของเหล่าสตรีทีละคน หากครอบครัวใดมีผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กที่ต้องดูแลเลี้ยงดู เขาก็จะชดเชยให้หนึ่งถุงข้าว

ส่วนสตรีที่ถูกตระกูลอู๋จับมาโดยไม่มีภาระทางครอบครัว เขาจะชดเชยให้ครึ่งถุงข้าว พอจัดการกับสตรีทั้งหมดเรียบร้อยก็เริ่มจัดการกับฝ่ายบุรุษ สำหรับผู้ที่ไม่สมัครใจจะรับค่าชดเชยครึ่งกระสอบข้าวเช่นกัน ส่วนผู้ที่สมัครใจมาทำงานจะถูกพาเข้าไปภายในศาลาว่าการอำเภอเพื่อพักหลบหนาว

หลังเสร็จสิ้นทั้งหมด จากคนหลายร้อยคนก็เหลือเพียงชายฉกรรจ์ไม่ถึงห้าสิบคน

คนเหล่านี้มีฐานะยากจนจำเป็นต้องออกมาหาเงินท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเพื่อช่วยเหลือครอบครัว

ฉินเฟิงเหลือบมองอู๋เหิง ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก อู๋เหิงก็ยิ้มแย้มเต็มหน้าพลางโค้งคำนับ

“โหวฉิน ท่านวางใจได้ ข้ารับรองว่าจะจัดการให้ดี”

“พวกเจ้ายืนเหม่ออยู่ทำไม? รีบไปขนของตั้งค่าย เอาฟืนจากเรือนตระกูลอู๋มา อากาศหนาวเย็นเช่นนี้หากทำให้ผู้คนเป็นอันตรายจากความหนาว พวกเจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?”

ชาวบ้านต่างตกตะลึง

อู๋เหิงอาศัยความเป็นญาติกับอู๋ต้ากุ้ย ปกติชินกับการข่มเหงรังแกผู้อื่น อย่าว่าแต่จะไปยั่วยุเขา แค่บังเอิญเจอกันกลางทางก็เสี่ยงถูกเขากลั่นแกล้งทุบตีอย่างไม่มีเหตุผล

แต่ตอนนี้เหมือนเป็นคนละคน เขากระตือรือร้นเสียจริง ๆ

จนทุกคนสังเกตเห็นว่า สายตาของอู๋เหิงที่มองไปที่ฉินเฟิงประจบประแจงอย่างที่สุด พวกเขาถึงได้ตระหนักว่า คนผู้นี้ถูกฉินเฟิงทำให้ขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว

ตอนนี้เอง อู๋เหิงวิ่งกลับมา หายใจหอบแรง ซวนเซไปมา

“นายท่าน! นายท่าน! เร็วเข้า รีบจัดการคนไปสร้างเพิงพักที่ศาลาว่าการอำเภอ”

อู๋ต้ากุ้ยขมวดคิ้วถามอย่างสงสัยว่า “สร้างเพิงพักไปไย?”

อู๋เหิงหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอด แล้วพูดว่า “จะทำอะไรอีกเล่า ก็ต้องสร้างที่พักให้พวกชาวบ้านพวกนั้นน่ะสิ”

ได้ยินคำพูดนี้ อู๋ต้ากุ้ยหน้าบึ้งตึง “พวกไพร่เท้าเปล่ามีอะไรดีให้ข้าต้องจัดการที่พักให้?”

“ประหลาดจริง ๆ เจ้าฉินเฟิงนั่นเป็นพระโพธิสัตว์กลับชาติมาหรือไร?”

“แม้จะเป็นพระโพธิสัตว์จริง ขาก็ควรออกเงินออกแรงเองสิ จะมาลากข้าลงน้ำไปทำไมกัน?”

“ข้าส่งข้าวไปแล้วหลายร้อยต้าน ขาดทุนย่อยยับ ตอนนี้ยังจะต้องสร้างเพิงพักให้อีก จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะพอ?”

พอเห็นอู๋ต้ากุ้ยโกรธแค้นฉินเฟิง อู๋เหิงตกใจจนหน้าซีด รีบเอานิ้งชี้แตกปากส่งเสียง “ชู่”

อู๋เหิงรีบลากเจ้าของร้านไปด้านข้าง แล้วกระซิบเสียงต่ำ

“นายท่านอย่าบ่นเลย โหวฉินไม่สนใจจะมาเอาเรื่องกับพวกเรา แค่นี้ก็ดีใจไว้เถิด”

ได้ยินแบบนี้ อู๋ต้ากุ้ยขมวดคิ้วแน่น “อย่างไร? ฉินเฟิงไม่คิดจะมาสืบสาวความผิดแล้วหรือ?”

อู๋เหิงถอนหายใจพลางยิ้มขื่น “โหวฉินไม่ได้คิดจะมาตั้งแต่แรกแล้ว ท่านอย่าตกใจไปเองเลย”

พอเห็นอู๋ต้ากุ้ยยังหวาดหวั่นอยู่บ้าง อู๋เหิงก็อธิบายอย่างอดกลั้น “นายท่าน ข้าคิดว่าข้าเข้าใจแล้ว!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ