บทที่ 875 วิหารเล็กไม่อาจรองรับเทพผู้ยิ่งใหญ่
อู๋เหิงมีแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็แฝงไว้ด้วยความโล่งอกเล็กน้อย
“ฉินเฟิงไม่สนใจจะเสียเวลากับพวกเราหรอก ตราบใดพวกเราไม่ไปวุ่นวายกับเขา เขาก็จะทำเป็นมองไม่เห็น”
“ท่านลองคิดดู ฉินเฟิงมีฐานะและตำแหน่งสูงส่งเพียงใด แล้วมองย้อนดูพวกเรา ต่างกันมากไม่ใช่หรือ?”
“แทนที่จะกังวลเรื่องฉินเฟิง เราน่าจะกังวลเรื่องคนสองคนที่อยู่ข้างกายเขามากกว่า”
พอแน่ใจว่าฉินเฟิงไม่มีเวลามาสนใจเขา อู๋ต้ากุ้ยก็ถอนหายใจ ราวกับยกภูเขาออกจากอก เขาแอบกวาดตามองรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า “เจ้าหมายถึงหนิงหู่หรือ?”
อู๋เหิงพยักหน้าราวกับตำกระเทียม “ไม่ใช่แค่หนิงหู่เ ยังมีชายชื่อหลิ่วหมิงด้วย พวกเขาล้วนไม่ใช่คนดี”
“เมื่อครู่ข้าหาโอกาสแอบเข้าไปในศาลาว่าการอำเภอ ล้วงข้อมูลมากมายจากหัวหน้าโจว แต่ละเรื่องล้วนแต่น่าตกใจสิ้น”
“พวกเราไม่ใช่ขุนนาง สิ่งที่พวกเรารู้ก็เป็นเพียงผิวเผิน”
“แท้จริงแล้วหนิงหู่ไม่ใช่แค่แม่ทัพธรรมดา”
“เขาเองก็ได้รับการแต่งตั้ง มีตำแหน่งขุนนางเป็ยเชียนฮู่โหว เป็นแม่ทัพติดตามข้างกายฉินเฟิงเสมอ เป็นมือขวาของฉินเฟิง และเป็นผู้นำขององครักษ์ค่ายเทียนจี รวมถึงเป็นหนึ่งในสามแม่ทัพหลักของอำเภอเป่ยซี”
“ท่านรู้จักจงหลิงหรือไม่?”
ได้ยินชื่อจงหลิง สีหน้าอู๋ต้ากุ้ยชัดเจนว่าเคารพยำเกรงอย่างยิ่ง
“ชื่อเสียงของจงหลิงผู้ใดบ้างไม่รู้จัก? เขาคือขุนพลหยาเจี้ยงผู้เป็นตำนานแห่งแคว้นต้าตี๋เรา ออกรบในแนวหน้าเสมอ ต่อสู้กับแคว้นเหลียงนับครั้งไม่ถ้วน ได้รับฉายาว่าขุนพลหยาเจี้ยงผู้ไม่เคยพ่าย…”
อู๋เหิงพลันตบเข่าฉาด “จงหลิงตายไปนานแล้ว!”
“จงหลิงตายแล้ว? เป็นไปได้อย่างไร!” อู๋ต้ากุ้ยอุทานด้วยความตกใจ
อู๋เหิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนกระซิบตอบ “ตอนแรกที่ได้ยินจากหัวหน้าโจว ข้าก็ไม่กล้าเชื่อ แต่นี่เป็นความจริง”
“ก่อนสงครามระหว่างแคว้นจะเริ่ม จงหลิงก็ตายอยู่ในดินแดนของต้าเหลียง เพียงแต่ราชสำนักกังวลว่าจะทำให้ขวัญกำลังใจของทหารตกต่ำจึงปิดบังไว้ และคนที่สังหารจงหลิงก็คือฉินเฟิงกับหนิงหู่!”
ได้ยินข่าวน่าตกใจนี้ อู๋ต้ากุ้ยเหมือนสมองอื้ออึงไปหมด
นับตั้งแต่สงครามระหว่างแคว้นเริ่มจนถึงวันนี้ เวลาผ่านมาหนึ่งปีแล้ว ทว่าไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าจงหลิงตาย ช่างเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อจริง ๆ
ต้องรู้ไว้ว่า จงหลิงเป็นวีรบุรุษชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งดินแดนเป่ยตี๋
อู๋ต้ากุ้ยเช็ดเหงื่อเย็นที่ผุดซึมออกมาบนหน้าผาก “สวรรค์! ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าคนไร้ประโยชน์เฉินเถียน พอได้ยินชื่อฉินเฟิงก็ตกใจ เอาแต่ฟังคำสั่งเขา ข้าไม่คิดเลยว่าฉินเฟิงกับหนิงหู่จะมีภูมิหลังน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้”
อู๋เหิงหน้าซีดเผือด กล่าวว่า “น่าสะพรึงแล้วหรือ? นี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น!”
“เฉินโหมวและเฉินหลี่ แม่ทัพและรองแม่ทัพของกองพลหมาป่าเหมันต์ อีกทั้งยังเป็นญาติของเฉินซือผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ของเป่ยตี๋เรา เมื่อไม่นานมานี้พวกเขาต่างต้องตายอยู่ที่เขตซางโจว กระทั่วกองพลหมาป่าเหมันต์ก็ล่มสลายไปแล้ว คงไม่ต้องบอกกระมัง…ผู้ที่ทำเรื่องทั้งหมดก็คือ ฉินเฟิง!”
ด้วยความตกใจอย่างสุดขีดถึงกับทำให้อู๋ต้ากุ้ยทรุดตัวบนเก้าอี้อย่างหมดแรง หากเขารู้แต่แรกว่าฉินเฟิงถึงกับทำลายกองพลหมาป่าเหมันต์ที่ชาวต๋าตี้ภาคภูมิใจนักหนาลงได้ ต่อให้มีร้อยความกล้า เขาก็ไม่กล้าท้าทายฉินเฟิง
“แต่เจ้า…เจ้าเพิ่งบอกว่าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องฉินเฟิงเพียงแค่ระวังหนิงหู่ก็พอ เพราะเหตุใด?”
อู่เหิงกระทืบเท้าร้อนรน “นายท่าน เหตุใดถึงยังไม่เข้าใจ? ฉินเฟิงอยู่สูงส่งเกินไป ไม่สนใจจะเสียแรงกับพวกเรา แต่หนิงหู่แตกต่าง เขาเป็นคนของฉินเฟิง หากทำให้เสือร้ายตัวนั้นโกรธตระกูลอู๋ของพวกเราจบเห่แน่นอน”
“ยังมีหลิ่วหมิงอีกคน เขาเป็นหัวหน้าหน่วยอาวุธมืดองครักษ์เสื้อแพร รับผิดชอบงานองครักษ์เงาและการลอบสังหาร”
“ร้องอะไรกัน เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ?!”
“คนที่อยู่นอกประตูศาลาว่าการคือฉินเฟิง เพียงเขาเหยียบเท้าเบา ๆ ทั้งแคว้นเป่ยตี๋ก็สั่นสะเทือนไปสามวันแล้ว กับแค่อำเภอฉางสุ่ยเล็ก ๆ จะรองรับเทพผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร? ท่านอยากทำอะไรก็ปล่อยให้ท่านทำ รีบรับใช้เทพผู้ยิ่งใหญ่ให้จากไปโดยเร็ว ทุกคนจะได้มีความสุข”
“หูของพวกองครักษ์เสื้อแพรว่องไวตั้งขนาดไหน หากเจ้ายังพูดจาไร้สาระลับไม่เลิก ต่อให้เป็นข้าก็คงปกป้องเจ้าไม่ได้แล้ว!”
ถูกเฉินเทียนทั้งดุทั้งขู่ ฮูหยินค่อย ๆ สงบลง
แต่พอนางมองข้าวของเครื่องใช้ของตนถูกเจ้าหน้าที่ขนออกไปให้พวกชาวบ้านใช้สอยก็ยังไม่อาจยินยอมได้อย่างเต็มใจ “สามี ถึงอย่างไรท่านก็เป็นนายอำเภอปกครองอำเภอนี้ ฉินเฟิงจะไม่ให้หน้าท่านเลยหรือ?”
ได้ยินคำพูดนี้ เฉินเทียนหัวเราะลั่น “นายอำเภอแล้วอย่างไร?!”
“พรรคเหยี่ยวของราชสำนักมีรากฐานแข็งแกร่งมั่นคง อำนาจยิ่งใหญ่เพียงใด? อย่าว่าแต่หัวหน้าพรรค แม้แต่ผู้ร่วมพรรคเหยี่ยวยศต่ำก็ยังเป็นขุนนางขั้นห้า แค่คำพูดเดียวของขุนนางขั้นห้าก็ตัดสินอนาคตนายอำเภอของข้าได้แล้ว”
“แล้วผลเป็นยังไง? ฉินเฟิงใช้เวลาแค่ชั่วยามกว่า ๆ บุกยึดหอประตูเมืองหลวงเป่ยตี๋ พรรคเหยี่ยวที่แข็งแกร่งปานนั้นถึงกับต้องสลายตัวเพื่อขอขมาเขา”
“เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ? ฉินเฟิงไม่ใช่แค่ทูตต่างแคว้น เขาคือดาวร้ายที่มาเร่งความตายของพวกเรา!”
“ตอนนี้แคว้นต้าตี๋กำลังเผชิญกับปัญหาทั้งภายในและภายนอก อยู่ในสถานการณ์อันตราย ไม่สามารถทนต่อความวุ่นวายใด ๆ ได้ แต่ฉินเฟิงกลับถือก้อนหินไว้ในมือ พร้อมจะโยนใส่ทุกเมื่อ แคว้นต้าตี๋ต้องเผชิญกับคลื่นปั่นป่วนไม่พัก”
พูดถึงตรงนี้ เฉินเถียนก็ไม่สนใจว่าภรรยาจะเข้าใจหรือไม่แล้ว เขาตวาดเสียงต่ำว่า “พวกสาวใช้ของเจ้าก็อย่ามัวให้อยู่เฉย ออกไปช่วยกันคนละไม้ละมือ พยายามสร้างความประทับใจให้ท่านโหวฉินเสีย”
“คำพูดโหวฉินคำเดียว ข้าอาจตายไม่มีที่ฝังได้ แต่แค่คำพูดเดียว ตระกูลเฉินของพวกเราก็อาจได้รับความเจริญรุ่งเรืองอย่างถ้วนหน้าได้เช่นกัน!”
ฮูหยินเฉินไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ก็พอจะเข้าใจคำที่ว่า ‘เจริญรุ่งเรืองอย่างถ้วนหน้า’ ใบหน้าที่บิดเบี้ยวของนางพลันเปลี่ยนกลับ นางแย้มยิ้มยินดีเต็มใบหน้า

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ