เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 876

บทที่ 876 ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน

ภรรยาของนายอำเภอชำเลืองมองสามีพลางบ่นเบา ๆ “สามี หากท่านบอกเช่นนี้แต่แรก ข้าก็คงเข้าใจตั้งนานแล้ว”

“หากได้เกาะขาใหญ่ของท่านโหวฉิน แม้จะต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติทั้งหมดก็คุ้มค่า”

“พวกเจ้ายืนเหม่ออยู่ทำไม? รีบขนของออกไปเร็วเข้า! เอากระถางไฟที่ข้าใช้ไปส่งให้ท่านโหว หากท่านโหวเป็นหวัดเพราะความเย็น แล้วโทษมาถึงพวกเจ้า พวกทาสสุนัขเช่นพวกเจ้าจะรับไหวหรือ?!”

เพื่อแสดงความเอาอกเอาใจ ภรรยาของนายอำเภอนำสาวใช้มาด้วยตนเอง ถือกระถางไฟมาที่ข้างฉินเฟิง พร้อมรอยยิ้มประจบประแจง

“ท่านโหว โปรดใช้กระถางไฟนี้ก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะให้สาวใช้คอยรับใช้อยู่ข้าง ๆ เติมถ่านหรืออะไรก็ตาม ขอท่านอย่าได้รังเกียจเลย”

“อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ถ้าไม่มีลมพัดก็ยังดี แต่พอลมพัดขึ้นมา ช่างทรมานคนเหลือเกิน ท่านโหวไปพักผ่อนที่เรือนหลังเถิด หากมีธุระใดก็สั่งให้บ่าวไพร่จัดการก็พอ”

ดังคำกล่าวที่ว่า ไม่ตบคนที่ยิ้มให้ เหยียนเผิงไม่ได้เอ่ยปากพูด เพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ ถือว่ารับน้ำใจไว้แล้ว

ส่วนฮูหยินอำเภอนั้นเป็นคนเช่นไร ก่อนมาที่นี่องครักษ์เสื้อแพรก็สืบรู้มาอย่างถ่องแท้แล้ว

แม้จะไม่ได้ชั่วร้ายอะไรมากมาย แต่นางก็เป็นคนเห็นแก่ได้ และรักเงินยิ่งกว่าชีวิต

เฉินเถียนยังพอรักษาหน้าที่ของตน แต่มีภรรยาเป็นคนทำเรื่องเลวร้าย มักจะคอยสั่งการเจ้าหน้าที่ลับ ๆ ให้ช่วยนางเก็บเงิน จะว่ากดขี่ประชาชนก็ไม่ใช่ เพราะในคลังของประชาชนมีแค่ไม่กี่อัฐ ถูกคหบดีท้องถิ่นกวาดไปจนหมดแล้ว นางจึงมุ่งเน้นไปที่การสบตาส่งสัญญาณกับคหบดีท้องถิ่นที่รับเงินมาจากผู้คน แลกกับการช่วยแก้ไขปัญหา คนแบบนี้มีมากนัก

ฮูหยินของนายอำเภอเห็นฉินเฟิงไม่ตอบอะไร ในใจรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วยังไม่ยอมแพ้

นางยังคงยิ้มประจบเต็มใบหน้า ทำท่าทางถ่อมตัวลงไปอีก

“ท่านโหว ท่านช่างมีจิตใจเมตตา ใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านถึงเพียงนี้”

“พวกเขาต้องทนหนาวอยู่ที่นี่ ท่านก็ยอมทนหนาวด้วย ช่างเป็นผู้นำที่ยอมเสียสละจริง ๆ ข้าเลื่อมไสนัก”

“แต่ท่านก็เป็นถึงท่านโหว ส่วนพวกเขาเป็นเพียงไพร่ต่ำต้อย ย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

“หากท่านเกิดเป็นอะไรไปเพราะความหนาวเย็น พวกไพร่ต่ำต้อยเหล่านี้จะรับผิดชอบไหวหรือ?”

เจตนาเดิมของฮูหยินคือการเกลี้ยกล่อมให้ฉินเฟิงกลับไปพักผ่อนที่เรือนหลัง พร้อมกับเตือนชาวบ้านที่อยู่ในที่นั้นไม่ให้เป็นภาระแก่ฉินเฟิง และให้พวกเขาช่วยกันเกลี้ยกล่อมด้วย

แต่นางเคยชินกับการพูดจาร้ายกาจ คำพูดจึงออกมา ‘น่าฟัง’ เป็นที่สุด

ฉินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย หันมองภรรยานายอำเภอ แล้วกล่าวว่า “พูดจาว่าไพร่ต่ำต้อยอยู่เรื่อย ประชาชนก็คือประชาชน เหตุใดต้องเติมคำว่าต่ำต้อยด้วยเล่า?”

“หรือว่าต้องเหยียบย่ำประชาชนไว้ใต้ฝ่าเท้าจึงจะแสดงให้เห็นถึงความสูงส่งของนางผู้เป็นฮูหยินนายอำเภอ?”

“ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน เหตุใดจึงต้องแบ่งแยกสูงต่ำดีเลว?”

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา สายตาของประชาชนที่อยู่ในที่นั้นก็จ้องมองฉินเฟิงอย่างเร่าร้อน

พวกเขาลืมไปแล้วว่าฉินเฟิงมีสถานะเป็นทูตต่างแคว้น พวกเขามองว่าฉินเฟิงเป็นขุนนางที่คิดถึงประชาชนอย่างจริงใจ ราวกับเป็นพ่อแม่ของพวกเขา

ฉินเฟิงไม่อยากเสียเวลาพูดจากับภรรยาของนายอำเภออีก เขาโบกมือไล่ เป็นสัญญาณว่าไม่มีธุระอะไรกับนางแล้ว

ภรรยาของนายอำเภอก้มหัวคำนับพร้อมรอยยิ้มประจบ แต่พอหันหลังกลับ สีหน้าก็เปลี่ยนไป เต็มไปด้วยความดูถูก เดินหางไปไม่กี่ก้าวปากก็พึมพำออกมา

“ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน? ตลกสิ้นดี!”

“หรือคิดว่าตัวเองเป็นพระโพธิสัตว์จริง ๆ? เฮอะ!”

“คนเราตั้งแต่เกิดมาก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าผู้ใดเป็นคนสูงศักดิ์ ผู้ใดต่ำต้อย”

“ฮึ เจ้าเห็นพวกไพร่เป็นสมบัติล้ำค่า แต่สำหรับข้า ถึงจะฆ่าพวกมันทั้งหมด ข้าก็ไม่แยแสเลยสักนิด”

“พวกปลวกกินข้าวสุกเปล่า ตายให้หมดเสียยิ่งดี!”

ฉินเฟิงมองภรรยานายอำเภอ ไม่แสดงอาการใด ๆ จากแววตาที่ไม่ยอมแพ้ของนางก็รู้ได้ว่า ต่อให้ฉินเฟิงพูดจนปากฉีก นางก็จะไม่มีทางสำนึกผิดแม้แต่น้อย อีกทั้งนางเป็นฮูหยินนายอำเภอ และเป็นสตรี รอบข้างยังมีสายตามากมายจับจ้อง หากลงมือหนักเกินไปก็จะดูไม่เหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้น นางก็ไม่ได้พูดผิด ถึงเวลาอาหารจริง ๆ

เป่ยตี๋แตกต่างจากแคว้นต้าเหลียง เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ร่างกายต้องการพลังงานเพื่อต้านทานลมหนาว การกินอาหารวันละสองมื้อไม่เพียงพอ จึงมีมื้อเย็นเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งมื้อเมื่อเทียบกับแคว้นต้าเหลียง

การกินอาหารเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนทรัพยากรเช่นนี้

ฉินเฟิงอยากจะเห็นว่าฮูหยินผู้นี้จะเตรียมอาหารเย็นแบบใดให้กับชาวบ้านที่นางดูถูก

พอฮูหยินกลับมาถึงเรือนหลัง แล้วประตูปิดลง นางก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดอารมณ์ด่าทอ

“น่ารังเกียจนัก เจ้าสารเลวฉินเฟิง ช่างไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ!”

“ไม่ดูตัวเองบ้างว่าเป็นอย่างไร เขาฆ่าคนมานับไม่ถ้วน แต่ตอนนี้กลับมาทำตัวเป็นโพธิสัตว์ผู้เมตตา เฮ่อ ๆ”

“ข้าทั้งบริจาคเงินทั้งบริจาคของ สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าเอาหน้าร้อนไปแปะก้นเย็น ช่างน่าขยะแขยงเสียจริง!”

“ถุย!” ภรรยาของนายอำเภอโกรธจัด เรียกสาวใช้มาแล้วพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “ไปบอกพ่อครัวให้เตรียมถั่วคนละชามก็พอ ให้พวกไพร่ชั้นต่ำพวกนั้นกินรำละเอียด ยังไม่ดีเท่าให้หมูกินเลย”

สาวใช้ทำหน้าลำบากใจ ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า “นายหญิง เกรงว่าจะไม่เหมาะสมนะเจ้าคะ”

“อีกอย่าง นายท่านได้ออกคำสั่งไว้แล้ว ให้เตรียมอาหารเย็นสำหรับชาวบ้านข้างนอกเป็นข้าวฟ่างคนละชาม น้ำแกงคนละถ้วย ไม่จำเป็นต้องเห็นเนื้อ ขอแค่มีกลิ่นก็พอ”

“และยังบอกว่า…”

เพียะ!

ไม่ทันที่สาวใช้จะพูดจบ ฮูหยินก็ตบหน้านาง สาวใช้น้ำตาร่วง “เจ้าจะฟังคำสั่งของนายท่าน หรือจะฟังข้า?!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ