เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 881

บทที่ 881 อินทรีกับพยัคฆ์

หัวหน้าหน่วยประจำค่ายวิ่งไปแจ้งข่าวที่กระโจมของแม่ทัพ ทว่าพอเปิดม่านก็ได้กลิ่นคาวเลือดรุนแรงตีเข้าหน้า ตามมาด้วยภาพที่ทำให้ตกตะลึง หลู่ฉือนอนแข็งทื่ออยู่บนเตียงกลางกองเลือดเปรอะเปื้อน…ไร้ศีรษะ

พอตระหนักว่าแม่ทัพถูกศัตรูลอบสังหาร สีหน้าของหัวหน้าหน่วยซีดเผือด คืนนี้เขาเป็นผู้รับผิดชอบดูแลค่ายยามค่ำคืน แต่กลับปล่อยให้ศัตรูแทรกซึมเข้ามาจนถึงขั้นสังหารแม่ทัพได้ หากมีการสืบสวนภายหลัง เขาย่อมต้องถูกประหาร

ความผิดนี้ไม่ลบล้างได้แล้ว หัวหน้าหน่วยจ้าวฮวนจึงตัดสินใจพาผู้ติดตามที่ไว้ใจได้หลายสิบคนหนีออกจากค่ายท่ามกลางความวุ่นวาย มุ่งหน้าสู่ทุ่งโล่งและหายลับไป

ครั้นหัวหน้าหน่วยที่รับผิดชอบเฝ้ายามยังหนีไป ทั้งค่ายก็ยิ่งอลหม่าน

แม้หัวหน้าหน่วยและรองแม่ทัพหลายคนได้ยินข่าวและรีบมาจะเริ่มจัดระเบียบทหารเพื่อไล่ตามกองทัพศัตรู แต่ก็สายเกินไปแล้ว ทหารกว่าพันคนค้นหาอย่างหนักเกือบครึ่งชั่วยามก็ยังไม่พบร่องรอยของกองทัพศัตรูแต่อย่างใด

เหลยหู่พาลูกน้องหนีออกมาได้ไกลกว่าสามลี้แล้ว

ทุกคนวิ่งเหยาะ ๆ มาตลอดทาง ไม่ได้หยุดพักแม้แต่น้อย

ทว่าเสียงฝีเท้าม้าก็ยังคงดังตามหลังมา

เหลยหู่ไม่กล้าลังเล เขาโบกมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องชะลอฝีเท้า แกล้งทำเป็นกำลังค้นหาศัตรู

ชั่วอึดใจ กองทหารม้ายี่สิบคนวิ่งตามมาทัน เมื่อเห็นเหลยหู่และพรรคพวกสวมเกราะเบาเหมือนตน ขุนพลหยาเจี้ยงที่นำทาง แม้แม่ทัพจะสงสัย แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเป็นศัตรู เพียงถามว่า “พวกเจ้าวิ่งเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?! พวกข้าควบม้า แต่กลับวิ่งตามหลังพวกเจ้าเสียนี่”

เผชิญหน้ากับคำถามของแม่ทัพศัตรู เหลยหู่ไม่มีอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขาตอบอย่างสงบว่า “นับตั้งแต่เกิดการโจมตี พวกข้าก็ออกไล่ล่าพวกมัน ด้วยเหตุนี้จึงเร็วกว่า”

ได้ยินคำอธิบายนี้ แม่ทัพไม่สงสัยอีก แค่ถามต่อ “แล้วพวกเจ้าพบร่องรอยของศัตรูบ้างหรือไม่?”

เหลยหู่ชี้ไปทางทิศเหนือ แล้วกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้พวกข้าพบรอยเท้าที่สับสนอยู่บ้าง คาดว่าพวกมันน่าจะหนีไปทางทิศเหนือ”

แม่ทัพพยักหน้าเบา ๆ โดยไม่พูดอะไรอีก แล้วนำทหารใต้บังคับบัญชามุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ

ทว่าภายใจกลับรู้สึกว่า กองทัพที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่น่าสงสัย

“หากเป็นกองกำลังที่ออกจากค่ายเป็นกลุ่มแรก พวกเขาต้องเป็นทหารยามกลางคืนแน่”

“แต่ไยทหารยามถึงสวมอาวุธและชุดเกราะอย่างครบถ้วน?”

นึกถึงการแต่งกายของเหลยหู่ แม่ทัพขมวดคิ้วแน่น ธนู ลูกศร แหลน ดาบ ล้วนนำติดตัวมา ด้วยที่เอวยังแขวนถุงน้ำและถุงเสบียงอาหาร…

“ไม่ถูกต้อง!”

แม่ทัพกระตุกสายบังเหียน หันหัวม้ากลับ มองไปทางที่เหลยหู่อยู่ แล้วตะโกนเสียงต่ำ “เกือบถูกพวกมันหลอกเข้าแล้ว!”

“ศัตรูปลอมตัว สวมเกราะคล้ายเรา กองทหารที่พวกเราเจอเมื่อครู๋เป็นศัตรูที่ลอบบุกเข้าค่าย!”

แม่ทัพตะโกนบอกแล้วควบม้า นำกำลังพลใต้บังคับบัญชามุ่งกลับไป

พอกลับมาถึงตำแหน่งที่เจอเหลยหู่เมื่อครู่ก็ไม่พบร่องรอยใดแล้ว แม่ทัพแค่นเสียงเยาะ “เฮอะ! ข้าไม่เชื่อ ว่าพวกมันจะงอกปีกบินหนีไปได้!”

“ค้นหาให้ทั่ว…”

ยังไม่ทันออกคำสั่งเตรียมค้นหาโดยรอบอย่างละเอียด ลูกธนูก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามา

แม่ทัพถือคบเพลิงอยู่ในมือกลายเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน เขาถูกยิงเข้าที่ไหล่ ร่วงตกจากหลังม้า

พร้มกันนั้นเสียงเล็กแหลมพลันดังขึ้น ไม่ต้องสงสัย นี่คือสัญญาณโจมตี

การเคลื่อนไหวเหล่านี้ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ฝ่ายจงรักภักดีของเป่ยตี๋ในจัวโจวเข้าใจผิดคิดว่าศัตรูบุก จึงระดมกำลังทหารเตรียมต่อสู้

ช่วงเวลาเดียวกัน ข่าวก็ถูกส่งกลับไปยังเทือกเขาสยงอิง

เมื่อทราบว่าหลู่ฉือถูกศัตรูแทรกซึมเข้ามาลอยสังหาร หลี่จางแทบไม่มีปฏิกิริยาใด เพียงแต่กล่าวเสียงเย็นชาว่า “เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้”

“ความสามารถของหลู่ฉือเหมาะกับการเป็นแม่ทัพกองโจร นำกำลังทหารขนาดเล็กออกรบ แต่ตอนนี้เขากลายเป็นแม่ทัพใหญ่ของฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้นอกอำนาจ ตำแหน่งแตกต่างมากเกินไป ด้วยความสามารถของเขาย่อมไม่อาจรับมือ”

“ค่ายทหารหลักถูกโจมตีแบบไม่แทรกซึมโดยกองกำลังขนาดเล็กของศัตรู แม่ทัพถูกสังหารยามหลับ แสดงให้เห็นว่าการรักษาความปลอดภัยของค่ายทหารหละหลวม!”

“การให้นักรบคนหนึ่งเป็นผู้นำสูงสุดช่างเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมจริง ๆ”

“การรบพอทำเนา แต่ด้านการบริหารภายใน การระวังภัย และพลาธิการ ล้วนแต่ยุ่งเหยิง”

จิ่งเชียนอิ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย หลู่ฉือเป็นทหารผ่านศึกร้อยสนามรบก็ยังถูกหลี่จางวิจารณ์ว่าไร้ความสามารถ นางที่ไม่ได้เป็นแม้แต่ทหารจึงไม่กล้าแสดงความคิดเห็นตามอำเภอใจ

จิ่งเชียนอิ่งถามด้วยความอ่อนน้อม “อย่างไรหลู่ฉือก็เป็นแม่ทัพ เมื่อเขาตาย ฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้นอกอำนาจจะไม่กลายเป็นมังกรไร้หัวหรอกหรือ?”

ได้ยินแบบนี้หลี่จางอดหัวเราะไม่ได้ “ฮ่า ๆๆ คุณหนูสี่ไม่จำเป็นต้องกังวล”

“ฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้นอกอำนาจอาจเป็นมังกรจริง แต่หลู่ฉือไม่ใช่หัวมังกร แม้แต่หัวงูก็ยังไม่ใช่”

“หัวมังกรตอนนี้ยังอยู่ในเมืองหลวงเป่ยตี๋นู้น”

จิ่งเชียนอิ่งย่อมเข้าใจว่า ‘หัวมังกร’ ที่หลี่จางพูดถึง หมายถึงฉินเฟิง

แต่ตอนนี้ทั้งซางโจว จัวโจว ต่างก็วุ่นวาย ไม่ใช่ว่าจะทำให้แผนเดิมพังเอาหรอกหรือ?

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ