เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 884

บทที่ 884 แขกของอำเภอฉางสุ่ย

หลี่เจิ้งลูบคางพลางยิ้มกว้าง “หมายความว่า ข้าจะได้เป็นเพียงเศรษฐีในอำเภอเป่ยซีเท่านั้นหรือ?”

ฉินเทียนหู่เลิกคิ้ว “ยังไม่พอหรือ?”

หลี่เจิ้งหัวเราะก่อนจะรีบตอบรับ “พอแล้ว ๆ ข้าเชื่อในความจริงใจของมหาเสนาฉิน และเชื่อมั่นในความสามารถของฉินเฟิง ภายในหนึ่งเดือน ข้าจะค่อย ๆ ส่งมอบอำนาจทางทหารในมือให้กับมหาเสนาฉิน เป็นอย่างไร?”

ฉินเทียนหู่ตอบตกลง การย่นระยะเวลาสงครามที่จะกินเวลาหลายปีให้เหลือเพียงหนึ่งเดือน ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว ใจร้อนก็กินเต้าหู้ร้อนไม่ได้

อีกอย่าง หลี่เจิ้งบริหารแผ่นดินจงหยวนมาครึ่งค่อนชีวิต สะสมทรัพย์สมบัติไว้มากมาย ย่อมต้องใช้เวลาในการโยกย้ายทรัพย์สินไปยังอำเภอเป่ยซีทีละส่วน

หลังจากหลี่เจิ้งจากไป จ้าวอวี้หลงก็แหวกม่านเดินเข้ามา แล้วเสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมา “ใต้เท้า หลังจากหลี่เจิ้งส่งมอบอำนาจทางทหารเสร็จสิ้น ไยไม่สังหารเขาเสียเลยขอรับ ถือเสียว่ากำจัดภัยร้ายให้สิ้นซาก”

“ช่วงที่ผ่านมา ข้าออกตรวจตราไปทั่วจงหยวน ราษฎรที่นี่ถูกเขารังแก ทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง”

ฉินเทียนหู่ยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ถอนหายใจยาว แล้วกล่าวอย่างจริงจัง “อวี้หลงจะทำการใหญ่ ไม่เพียงต้องมีความกล้าหาญ แต่ยังต้องใจกว้างด้วย”

“หลี่เจิ้งเป็นคนชั่วช้าจริง เขาไม่เพียงแต่ขูดรีดเลือดเนื้อราษฎร ยังสนับสนุนหลี่ยงในการก่อกบฏ ไม่ว่าจะเป็นข้อใดก็เพียงพอจะได้รับโทษโบยจนตาย”

“แต่หากเราฆ่าเขา ชื่อเสียงของพวกเราก็ย่ำแย่ แล้วต่อไปผู้ใดจะกล้าเจรจากับเรา?”

“อย่าเสียการใหญ่เพราะเรื่องเล็ก ทุกเรื่องต้องคำนึงถึงภาพรวม” จ้าวอวี้เป็นคนยุติธรรม เขาอยากกำจัดภัยร้ายเพื่อประชาชน เรื่องนี้ฉินเทียนหู่เข้าใจ และเขาคิดว่า ฉินเฟิงมองคนไม่ผิด

แต่ปัญหาใหญ่ต้องไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง แม้รู้ว่าหลี่เจิ้งเป็นคนเลวก็ต้องปกป้อง

หากเป็นฉินเฟิงอยู่ในเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่จะไม่ยอมรับคำแนะนำของจ้าวอวี้หลง แต่ยังจะติดสินบนหลี่เจิ้งโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนด้วยซ้ำ

เงินไม่สำคัญ ชีวิตคนต่างหากที่สำคัญ

หากต่อสู้กันจริง ๆ จะสูญเสียเงินทองเท่าไหร่ก็ถือเป็นเรื่องรอง แต่ผู้คนจะต้องล้มตายเท่าไหร่ต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่

“อวี้หลง พวกเรามีทูตส่งสารอยู่ข้างกายหรือไม่?”

จ้าวอวี้หลงไม่ต้องคิด ตอบได้ทันที “แน่นอนว่ามีขอรับ”

“เรามีทูตส่งสารห้าคน ไม่เพียงเท่านี้ ข้างกายใต้เท้ายังมีองครักษ์ค่ายเทียนจีอีกยี่สิบคน อาวุธมืดอีกยี่สิบคน และองครักษ์เสื้อแพรอีกสิบคน คอยปกป้องใต้เท้าอย่างลับ ๆ”

ได้ยินคำพูดนี้ ฉินเทียนหู่ขบขันนัก “จำเป็นต้องมีกำลังมากมายเพียงนี้เชียวหรือ? มีเจ้าคอยปกป้องข้าอยู่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใดแล้ว”

จ้าวอวี้หลงส่ายหน้าซ้ำ ๆ สายตามุ่งมั่น “เป็นความประสงค์ของพี่ฉิน แม้เดิมทีจะมีเพียงองครักษ์เสื้อแพรคอยปกป้องท่านมหาเสนา แต่หลังจากฝั่งพี่ฉินเกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อย พี่ฉินก็เพิ่มองครักษ์ค่ายเทียนจีอีกยี่สิบคนเข้ามา”

ฉินเทียนหู่เลิกคิ้วมอง

“เกิดเรื่องเล็กน้อย? เรื่องใด?”

จ้าวอวี้หลงกลัวว่าฉินเทียนหู่จะเข้าใจผิดจึงรีบอธิบาย “ตอนองครักษ์ค่ายเทียนจีมาช่วยป้องกัน พวกเขาบอกข้าว่า พี่ฉินลงมือกับองครักษ์เสื้อแพร”

“ได้ยินว่า เขาแทงหัวหน้าหน่วยอาวุธมืด หลิ่วหมิง แล้วสั่งให้โม่หลีลงจากตำแหน่ง ตัดทอนอำนาจขององครักษ์เสื้อแพรอย่างหนัก”

“ซื่อจื่อถึงกับคิดว่า องครักษ์เสื้อแพรกบฏ ตื่นตระหนกจนส่งสารมาบอกให้ข้าระวังตัวให้ดี”

ฉินเทียนหู่หัวเราะลั่น ดวงตาเปล่งประกายสดใส ภาคภูมิใจในตัวฉินเฟิงอย่างยิ่ง “ฮ่า ๆๆ เฟิงเอ๋อร์ลงมือได้เด็ดขาดจริง ๆ”

“ฮ่า ๆๆ มีโหวฉินคอยควบคุมดูแล แม้แต่ตระกูลอู๋ที่เคยทำตัวเป็นอันธพาลก็ต้องเก็บหางไว้หว่างขา เดินก้มหน้าเรียบร้อย”

“ไม่เพียงเท่านั้น ฤดูหนาวปีนี้ยากลำบากมาก เงื่อนไขที่ท่านโหวฉินเสนอมาช่วยชีวิตพวกเราไว้แท้ ๆ แล้วสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ก่อนเริ่มงาน โหวฉินถึงกับแจกจ่ายเสบียงล่วงหน้าครึ่งเดือน ให้ทุกคนมีเสบียงประทังชีวิต ไม่ใช่ว่าเขาเป็นพระโพธิสัตว์มาโปรดหรอกหรือ?”

“ฮ่า ๆ ได้ทำงานให้ท่านโหวฉินต่อให้ทำจนตายข้าก็เต็มใจนัก”

ขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ รถม้าที่ไม่โดดเด่นคันหนึ่งก็ค่อย ๆ วิ่งเข้ามาในเขตอำเภอฉางสุ่ย

ตามหลักแล้ว ผู้ที่สามารถนั่งรถม้าได้อย่างน้อยก็ต้องเป็นเศรษฐีหรือทหารยศสูง และเพื่อแสดงสถานะย่อมต้องตกแต่งรถม้าให้หรูหรา แต่รถม้าที่อยู่ตรงหน้ากลับแปลกประหลาดนัก แม้เป็นรถม้าแต่ก็เก่าโทรม

นั่งรถม้าได้ แต่ไม่มีเงินซ่อมแซมรถม้า?

เป็นไปได้หรือ?

ขณะที่ผู้คนตามท้องถนนกำลังสงสัยและงุนงง พวกคนว่างงานและนักเลงในเมืองก็ขวางรถม้าไว้

พวกเขามองสำรวจรถม้าขึ้น ๆ ลง ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย

“โฮ่ ๆ แปลกจริง ข้าอยู่มานาน แต่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นรถม้าทรุดโทรมขนาดนี้ คนที่อยู่ข้างในคงเป็นพวกตกอับกระมัง?”

“ตกอับแล้วก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำตัวสง่างาม ลงมาจากรถแล้วเดินเสีย”

“ใช่ สภาพเช่นนี้ยังจะมาทำตัวเป็นคนมีฐานะอีกหรือ?”

“ช่วงนี้มือปราบศาลาว่าการอำเภอต่างยุ่งหัวหมุน ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเล็กน้อย พวกข้าน้อยจึงอาสารับหน้าที่สำคัญนี้ เก็บค่าผ่านทางให้ศาลาว่าการอำเภอ ฮ่า ๆๆ ถ้าอยากจะผ่านทางก็ต้องจ่ายเงินมา สองตำลึง!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ