เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 909

บทที่ 909 การโจมตีเชิงรุก

วิธีการเอาชนะด้วยกำลังคนที่น้อยกว่ามีหลายวิธี แต่ปัจจัยที่ทำให้ชนะได้สรุปได้เพียงสองประการ หนึ่งคือ ขวัญกำลังใจ

อีกหนึ่งคือ ลดพื้นที่ปะทะระหว่างสองกองทัพให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดข้อได้เปรียบด้านจำนวนของฝ่ายตรงข้าม

ทหารแปดร้อยคนล้วนเป็นองครักษ์ของหลู่หลี ด้านขวัญกำลังใจ ฉินเฟิงจึงไม่มีข้อได้เปรียบเลย

เหลือเพียงทางเลือกเดียว หาวิธีทำให้องครักษ์ของหลู่หลีแตกกระจาย

แนวคิดง่าย แต่การปฏิบัติยาก ท้ายที่สุดแล้ว หลู่หลีเคยเป็นแม่ทัพชายแดนมาก่อน มีประสบการณ์การทำสงครามมากมาย การจะหลอกล่อหลู่หลีให้ตกหลุมพรางไม่ใช่เรื่องง่าย

ฉินเฟิงกวาดตามองด่านตรงหน้า แล้วหันไปมองทุ่งร้างมืดมิดสองข้างทางหลวง ความคิดหนึ่งเกิดขึ้นม

“หลิ่วหมิง”

พอได้ยินเสียงเรียกของฉินเฟิง หลิ่วหมิงก็รีบวิ่งมาอยู่ข้างกาย

“โหวฉิน เชิญสั่ง”

ฉินเฟิงจ้องมองไปยังทุ่งร้างทางด้านขวาของถนนหลวง แล้วถามขึ้นลอย ๆ ว่า “ในรัศมีสิบลี้โดยรอบ มีทหารซุ่มโจมตีและหน่วยนกฮูกราตรีอยู่ประมาณเท่าไหร่?”

เมื่อเผชิญกับคำถามของฉินเฟิง หลิ่วหมิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบตอบทันทีว่า “มีประมาณห้าร้อยคน ส่วนหน่วยนกฮูกราตรี เนื่องจากการเคลื่อนไหวลับ ๆ ล่อ ๆ จึงยากที่จะทราบจำนวนแน่ชัด แต่คาดคะเนอย่างคร่าว ๆ แล้ว อย่างน้อยสิบคน มากสุดก็สามสิบคน”

ฉินเฟิงยกยิ้มเล็กน้อย

“คำนวณตามสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด โดยยกตัวอย่างที่สามสิบคน ในรัศมีสิบลี้ มีทหารซุ่มซ่อนอยู่ห้าร้อยคน และหน่วยนกฮูกราตรีสามสิบ เหมือนหลู่หลีจะวางกับดักขนาดใหญ่ ป้องกันไม่ให้พวกเราขี่ม้าบุกฝ่าออกไป ด้วยความหนาแน่นเช่นนี้ พวกเราเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็จะถูกสกัดกั้น ไม่สามารถวิ่งไปได้ไกลก็จะถูกเหนื่อยตายเสียก่อน”

“แต่นี่ก็คือโอกาสของพวกเราเช่นกัน”

“กับดักที่วางไว้ใหญ่เกินไป ฮ่า ๆๆ หลู่จู้กั๋วมีประสบการณ์การรบมากมาย น่าเสียดายที่เขาฉลาดเกินไปจนกลายเป็นโง่ ตอนนี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว หากข้าเป็นจู้กั๋ว ข้าจะรวบรวมกำลังทหารส่วนใหญ่แล้วทำการล้อมสังหาร พร้อมกับส่งกองทหารม้ากลุ่มเล็ก ๆ ไปคอยสนับสนุนรอบนอก ป้องกันไม่ให้มีใครหลุดรอดไปได้”

“หลู่จู้กั๋วอายุมากแล้ว การตอบสนองก็ช้าลงด้วย ไม่ยอมรับความแก่ชราก็ไม่ได้แล้ว!”

ได้ยินคำพูดของฉินเฟิง แม้ว่าทุกคนจะไม่เข้าใจว่าฉินเฟิงจะพลิกสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้อย่างไร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำพูดเหล่านี้ช่างสร้างกำลังใจได้อย่างมาก

ทุกคนไม่มีข้อสงสัยในความสามารถของฉินเฟิง หัวใจที่เคยแขวนลอย ค่อย ๆ กลับลงสู่พื้นดิน

ฉินเฟิงออกคำสั่งหลิ่วหมิง “เจ้านำกองกำลังหน่วยอาวุะลับแทรกซึมไปทางปีกซ้ายขวา ในรัศมีสิบลี้มีศัตรูเพียงห้าร้อยคน ความหนาแน่นเปรียบเสมือนแหขนาดใหญ่ ทั้งสามารถจับปลาตัวโตและสกัดกั้นเป็นชั้น ๆ ป้องกันการบุกทะลวงของพวกเรา แต่กลับมีประสิทธิภาพไม่ดีนักในการจัดการกับปลาตัวเล็ก”

“ภารกิจของพวกเจ้าคือ ลอบสังหารในบริเวณใกล้เคียงเพื่อสร้างความวุ่นวาย!”

“จำไว้ หากเจอกับหน่วยนกฮูกราตรีต้องหลีกเลี่ยงการต่อสู้ เว้นแต่จะจำเป็นจริง ๆ อย่าได้พัวพันกับหน่วยนกฮูกราตรี เพราะพวกเขาล้วนเป็นสายสอดแนมระดับสูงสุด หากต่อสู้กันจริง ๆ ยังไม่อาจรู้ได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ”

“การกินลูกพลับต้องเลือกผลที่นิ่ม เช่นเดียวกับการล่าทหารซุ่มโจมตี เพียงแค่สังหารพวกมันก็พอ”

การลอบสังหารและแทรกซึมเป็นความเชี่ยวชาญของหน่วยลับ หลิ่วหมิงมั่นใจ “ท่านโหวฉินวางใจ ข้าน้อยจะทำให้บริเวณโดยรอบนี้พลิกผันจนสิ้น!”

ความจริงแล้ว ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่อันตรายที่สุด หากหลู่หลีฉวยโอกาสส่งกองทหารม้าหนึ่งร้อยคนของเขาออกมา อาศัยความได้เปรียบด้านจำนวน ย่อมจะสร้างการโจมตีที่เป็นอันตรายถึงชีวิตต่อฉินเฟิงอย่างแน่นอน

โชคดีที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม อีกทั้งค่ายเทียนจีองครักษ์และกองกำลังลับยังคงเคลื่อนไหวอยู่รอบ ๆ สายลับของหลู่หลีไม่สามารถเข้ามาใกล้ได้ จึงไม่รู้เลยว่าการจัดวางกำลังทหารภายใต้การบังคับบัญชาของฉินเฟิงได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

“เซียวหลาน ข้าจะมอบทหารราบเจ็ดสิบคนให้เจ้า”

เมื่อเห็นฉินเฟิงมอบหน้าที่สำคัญเช่นนี้ให้ หลี่เซียวหลานลำบากใจ “เฟิงเอ๋อร์ ข้าไม่เก่งเรื่องการนำทัพรบ หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาจะทำอย่างไร”

ฉินเฟิงยิ้มอย่างผ่อนคลาย พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไม่ต้องกังวลไป ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของข้า เจ้าเพียงแค่นำทหารราบเจ็ดสิบคนนี้ถอยหลังไปสองหลี่ แล้วซ่อนร่องรอยไว้ก็พอ หากเจอกองกำลังข้าศึกขนาดเล็ก ก็สามารถโจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัวได้ แต่ถ้าเจอกองกำลังข้าศึกขนาดใหญ่ ก็ให้เพิกเฉยไป”

หลี่เซียวหลานไม่อยากจากข้างฉินเฟิงไป แต่เมื่อคำนึงว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เป็นความเป็นความตาย เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ฉินเฟิง หลี่เซียวหลานยอมทำตามอย่างว่าง่าย หลี่เซียวหลานกำลังนำทหารออกเดินทาง เสียงของฉินเฟิง ดังขึ้นจากด้านหลัง

“เซียวหลาน ก่อนเที่ยงวันพรุ่งนี้ ข้าจะต้องพาเจ้าเข้าสู่เมืองหลวงอย่างปลอดภัยแน่นอน!”

หลี่เซียวหลานหันกลับมามองฉินเฟิง ยิ้มอย่างเข้าใจ

“ข้าเชื่อใจเจ้า!”

หลังจากมองส่งหลี่เซียวหลาน ฉินเฟิงพร้อมด้วยกองทหารม้าสามสิบคนจากเป่ยซียังคงยืนอยู่ที่เดิม จ้องมองไปยังด่านตรวจที่อยู่ไกลออกไป

เวลานี้ รอบ ๆ ด่านตรวจจุดคบเพลิงแล้ว ทำให้เห็นเป้าหมายได้อย่างชัดเจน

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ