บทที่ 949 ศึกเมืองโดดเดี่ยวใกล้จะเริ่มแล้ว
แนวป้องกันพื้นฐานของอำเภอฉางสุ่ยสร้างเสร็จแล้ว เพียงขนย้ายเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นไปยังตำแหน่งที่กำหนด แล้วแบ่งพื้นที่ป้องกันให้ทหารก็ถือว่าเสร็จสิ้น ส่วนเครื่องยิงหินและหน้าไม้ยักษ์ แม้ช่างฝีมือทั้งหมดจะทำงานราวจักรปั่นกลับชาติมาเกิด ก็ไม่อาจสร้างเสร็จได้ในเวลาอันสั้น อย่างน้อยต้องรออีกสองสามวัน
ตามแผนพื้นฐานของฉินเฟิง กำแพงเมืองทิศตะวันออกและตะวันตกจะมีทหารคุ้มกันอย่างหนาแน่น ส่วนกำแพงเมืองทิศเหนือและใต้จะเป็นสนามรบหลัก นอกจากนี้ยังเน้นหนักที่ส่วนบนและเบาที่ส่วนล่าง โดยแนวป้องกันทางใต้จะเป็นจุดสำคัญที่สุด
ทว่าการวางแผนยุทธวิธีของฉินเฟิงก็ถูกทำลายลง!
แผนการไม่อาจตามทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ฉินเฟิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง มองดูกองทหารม้าที่วนเวียนอยู่ไกล ๆ เปลือกตาขวากระตุกไม่หยุด รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
นับตั้งแต่เข้าสู่สภาวะสงครามหนิงหู่ก็ไม่ห่างไปไหน พอเห็นฉินเฟิงขมวดคิ้วแน่นเหมือนจะมีความกังวลบางอย่าง เขาถามตรงไปตรงมา “พี่ฉิน แผนการของพวกเราสมบูรณ์แบบ ยังจะต้องกังวลอะไรอีกเล่า?”
ฉินเฟิงจ้องมองไปยังกลุ่มกองทหารม้าที่อยู่ไกลออกไป แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ใต้หล้านี้ไม่มียุทธวิธีใดที่สมบูรณ์ไร้พ่าย ถึงจะเตรียมการอย่างสมบูรณ์แบบก็ยังมีโอกาสที่จะถูกโจมตีแตก เราต้องไม่ประมาทเด็ดขาด”
“อีกทั้งเครื่องยิงหินและหน้าไม้ยักษ์ ตราบใดที่ยังไม่ถูกขนส่งมาถึงแนวป้องกัน แนวรบของพวกเราก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าสร้างเสร็จสมบูรณ์ หากข้าศึกจู่โจมอย่างหนัก เราก็ทำได้แค่ใช้ทหารเข้าต้าน”
ได้ยินคำพูดนี้ หนิงหู่ก็หัวเราะลั่น “ฮ่า ๆๆ พี่ฉิน ตอนนี้ทางเมืองหลวงกำลังวุ่นวายไปหมด การเคลื่อนพลถูกขัดขวางพลาธิการสับสนอลหม่าน กองทัพศัตรูไม่มีทางที่จะมาถึงฉางสุ่ยได้ภายในเวลาสามวันห้าวัน ถึงจะมาถึงก็ยังต้องใช้เวลาอีกสองสามวันในการตั้งค่ายและระดมพล”
“ข้าคาดว่า ภายในครึ่งเดือน ศุตรูไม่มีทางโจมตีอย่างจริงจังได้”
เห็นหนิงหู่มั่นใจ ฉินเฟิงกลับยิ่งกังวล หนิงหู่เป็นแม่ทัพผู้กล้าหาญจริง แต่ไม่ใช่ผู้บัญชาการที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ด้วยความสามารถทางทหารของเขา การบัญชาการกองกำลังพันคนก็ถือว่าถึงขีดจำกัดแล้ว สำหรับการควบคุมสถานการณ์โดยรวมแทบจะไม่ต้องพูดถึงเลย
แม่ทัพผู้กล้าหาญที่มีความคิดแน่วแน่มักจะมีจุดอ่อนร่วมกันหนึ่งอย่างคือ มักจะประมาทและดูถูกศัตรู
ฉินเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ภายในครึ่งเดือน? เป้าหมายของพวกเราคือป้องกันเมืองสามเดือน ฮ่องเต้เป่ยตี๋จะต้องธรรมดาและโง่เขลาเพียงใด ถึงจะเสียเวลามากมายขนาดนั้น?”
“ทางจากเมืองหลวงวุ่นวายจริง แต่ด้วยความสามารถของฮ่องเต้เป่ยตี๋จะต้องสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน”
“อย่าว่าแต่สิบวันเลย แค่สามารถต่อเวลาได้สามวันก็ต้องจุดธูปขอบคุณสวรรค์แล้ว”
“อีกอย่าง…”
“แม่ทัพฝ่ายศัตรู เก้าในสิบส่วนเป็นเฉินซือรับหน้าที่แน่ เฉินซือมีฝีมือทางการทหารที่แข็งแกร่ง เขาย่อมรู้ดีว่าจุดอ่อนของเมืองฉางสุ่ย ตอนนี้คือการตั้งมั่นที่ยังไม่มั่นคงและแนวป้องกันที่บางเบา เขาจะต้องฉวยโอกาสโจมตีอย่างหนัก ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงที่อันตรายที่สุดของฉางสุ่ย จำเป็นต้องระมัดระวังให้ดี”
ฉินเฟิงทั้งกระตุ้นหนิงหู่ไม่ให้ประมาท ทั้งคำนวณเวลาในใจ ครั้งล่าสุดที่สายลับจากเมืองหลวงรายงานกลับมาเป็นเมื่อสองวันก่อน
ฉินเฟิงออกคำสั่งให้รายงานวันละครั้ง แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของสายลับ คาดเดาได้ว่า บริเวณรอบฉางสุ่ยถูกกองกำลัง ทหารม้าเบาปิดตายแล้ว แม้แต่น้ำก็ไหล่ผ่านไม่ได้ และเมื่อเริ่มปิดกั้นข่าวสาร สิ่งที่จะตามมาอย่างแน่นอนคือปฏิบัติการทางทหารที่รุนแรง
ถ้าเป็นเขา ฉินเฟิง ถ้าจะเริ่มการโจมตีก็จะปิดกั้นข่าวสารก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายศัตรูเตรียมพร้อมล่วงหน้า ฉินเฟิงชี้มือไปยังที่ไกล ๆ ที่มีกองทหารม้าอยู่แล้วถามว่า “เจ้าสามารถบอกได้หรือไม่ว่าพวกมันเป็นทหารม้าเบาหรือกองทหารม้าหนัก?”
เนื่องจากระยะห่าง ทำให้เห็นกองทหารม้าที่เคลื่อนไหวไปมาเป็นแค่จุดดำ ๆ มองเห็นเพียงโครงร่าง
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของหนิงหู่ไปได้
ขณะนั้นเอง ฉินเฟิงพบความปกติ กลุ่มทหารม้าที่เคลื่อนไหวอยู่ไกล ๆ กลับไปแล้ว
“ไม่ดีแล้ว! ออกคำสั่งให้ทั้งเมืองเตรียมพร้อมรบ!”
หนิงหู่ไม่กล้าลังเลชักช้า วิ่งลงจากกำแพงเมืองไปเรียกทหารส่งสารส่งคำสั่งไปยังทหารทุกคนรให้รีบไปยังแนวป้องกันของตน เตรียมพร้อมต้านทานศึกใหญ่
ฉินเฟิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง ขมวดคิ้วแน่น แม้จะเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่แล้ว แต่หากบอกว่าไม่กังวลเลยก็คงเป็นเรื่องโกหก!
สถานการณ์ในสนามรบเปลี่ยนแปลงในพริบตา…
กองทัพศัตรูไม่ให้เวลาฉินเฟิงเสริมแนวป้องกัน ตามการคำนวณเวลา กองหน้าของกองทัพศัตรูควรจะเพิ่งมาถึงอำเภอฉางสุ่ย แต่กลับส่งคนมาสอดแนมพื้นที่ทันทีโดยที่ยังไม่ทันตั้งค่ายด้วยซ้ำ ชัดเจนว่าพวกเขากำลังเตรียมการโจมตีรุนแรง ทุ่มหมดหน้าตักในคราวเดียว
เมืองหลวงวุ่นวาย แต่ยังสามารถออกคำสั่งได้อย่างเด็ดขาด นอกจากเฉินซือแล้วคงไม่มีใครอีก
ฉินเฟิงสูดหายใจลึก ปากพึมพำ “พี่เฉิน ในที่สุดพวกเราก็ต้องสู้กันอีกครั้ง คราวนี้คงต้องตัดสินทั้งแพ้ชนะและความเป็นความตาย”
เหล่าแม่ทัพนายกองเพิ่งไปถึงแนวป้องกันของตน ก็เห็นกองทัพทหารมากมายปรากฏขึ้นในระยะไกล อย่างน้อยคาดว่าหลายพันคน!
เมื่อเห็นสถานการณ์ หนิงหู่อุทานด้วยความตกใจ “พี่ฉิน! หากไม่ใช่เพราะสายตาเฉียบคมของท่าน ศึกครั้งนี้เราคงเผชิญหายนะใหญ่ไปแล้ว!”
ฉินเฟิงไม่สนใจหนิงหู่ กระซิบสั่งทหารข้างกาย “ดูสิว่ามีเครื่องมือโจมตีเมืองหรือไม่!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ