บทที่ 952 ทั้งฝ่ายเราและศัตรูต่างก็เป็นกองกำลังชั้นยอด
พลธนูห้าร้อยคนกำลังง้างคันธนูและขึ้นลูกธนู เล็งไปยังบนของกำแพงเมือง พอปล่อยมือ ลูกธนูห้าร้อยดอกก็พุ่งออกมา วาดเส้นโค้งทำมุมเกือบสี่สิบห้าองศา พุ่งเข้าไปในเมือง
แล้วลูกธนูก็ตกลงมาในแนวเกือบตั้งฉาก กระทบร่างของทหารรักษาการณ์ ฉินเฟิงเห็นกับตาว่าทหารรักษาการณ์คนหนึ่งถูกลูกธนูยิงจนร่างเต็มไปด้วยลูกธนูราวกับเม่น
ไม่เพียงเท่านั้น ทหารกรรมกรที่กำลังขนหินและท่อนไม้อยู่ใต้เงากำแพงเมืองก็ตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงจากลูกธนูที่ยิงโค้งเข้ามาเช่นกัน
สายตาของฉินเฟิงเคร่งเครียด เขารีบออกคำสั่ง “เพิ่มโล่ป้องกันโดยเร็ว!”
เสบียงและอุปกรณ์ที่กองอยู่หลังกำแพงเมืองถูกทหารกรรมกรขนขึ้นมาบนกำแพงท่ามกลางฝนลูกธนู ทหารกรรมกรแบ่งหน้าที่กันทำงาน บางคนรับผิดชอบขนของ ขณะที่ทหารบางคนถือโล่ใหญ่คอยป้องกันลูกธนูที่ตกลงมาจากฟากฟ้าเพื่อไม่ให้ตนเองและเพื่อนร่วมรบถูกยิง โล่หลายแผ่นถูกส่งขึ้นไปบนกำแพงเมือง มีทั้งโล่ขนาดใหญ่และโล่หนังขนาดเล็ก
ด้านหลังของโล่ใหญ่มีขาตั้ง สามารถวางขอบกำแพงได้ ความสูงของแนวป้องกันกำแพงเลยเพิ่มขึ้นอีกห้าฉื่อ ช่วยป้องกันลูกธนูของข้าศึกที่ยิงเข้ามาได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ทุกคนได้โล่หนังขนาดเล็กคนละหนึ่งอัน โล่หนังมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวสามฉื่อ ด้านหลังมีห่วงกลมสองอัน สวมเข้ากับแขนได้
ทหารหลายคนถึงกับโยนอาวุธทิ้ง แล้วยกโล่หนังขนาดเล็กขึ้นเหนือศีรษะ เนื่องจากลูกธนูถูกยิงเข้ามาในมุมเเดิม ๆ แม้ว่าพื้นที่ของโล่หนังจะเล็ก แต่ก็สามารถป้องกันธนูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พลธนูของข้าศึกสร้างความยุ่งยากมากให้กับกองทัพป้องกันเมืองของฉินเฟิง และยังมีความได้เปรียบด้านจำนวน ฉินเฟิงจึงออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด ให้หยุดยิงธนู พลธนูทั้งหมดให้เปลี่ยนมาถือโล่ ร่วมมือกับสหายทหารในการผลักบันไดเมฆที่พาดกำแพงเมือง และตัดตะขอเกี่ยว
กองทัพป้องกันมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือการขัดขวางไม่ให้ข้าศึกบุกขึ้นกำแพงเมืองได้ ฉินเฟิงไม่รู้เลยว่า ในแนวรบของข้าศึก พลธนูห้าร้อยคนที่เคยเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบได้กระจายกันออกไป แล้วรวมตัวเป็นกลุ่มกลุ่มละสิบคน ล้อมเป็นวงกลมรอบกองไฟ
พวกเขากำลังจะเปลี่ยนมาใช้ธนูไฟ โดยผูกผ้าป่านที่ดูดซับน้ำมันไว้ที่หัวลูกธนู เมื่อผ้าป่านสัมผัสกับไฟก็ลุกไหม้ และไม่จำเป็นต้องรอคำสั่ง ใครที่ลูกธนูติดไฟก็ยิงเข้าไปในเมืองทันที
ลูกธนูไฟพุ่งเข้ามาในกำแพงเมืองทีละดอก แม้จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อทหารรักษาการณ์ แต่กลับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสบียงทัพ เสบียงที่กองสุมเป็นภูเขาติดไฟอย่างรวดเร็ว ทหารกรรมกรเริ่มวิ่งวุ่นดับไฟ
นับตั้งแต่เริ่มการรบจนถึงตอนนี้เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม แต่การต่อสู้กลับดุเดือดอย่างยิ่ง ข้าศึกทุ่มสุดกำลัง การโจมตีครั้งแรกก็เป็นการบุกหนักแล้ว แม้อัตราการบาดเจ็บล้มตายของทหารรักษาการณ์จะต่ำมาก แต่อัตราการสิ้นเปลืองเสบียงกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ก้อนหินที่กองอยู่บนกำแพงเมืองถูกโยนออกไปจนใกล้หมดแล้ว ส่วนท่อนไม้ที่กองอยู่ใต้กำแพงก็ติดไฟเพราะลูกธนูไฟศัตรู
บนกำแพงเมืองเกลื่อนไปด้วยอาวุธ ทหารรักษาการณ์เกือบเจ็ดส่วนทิ้งการโต้ อาศัยแต่โล่ในมือป้องกันตัว
เมื่อทหารศัตรูคนแรกปีนขึ้นกำแพงเมืองมาได้ ทหารรักษาการณ์ที่เผชิญหน้าก็ออกหมัด หมัดยังไม่ทันถึงตัวโล่หนังบนแขนก็กระแทกหน้าศัตรู โล่หนังหุ้มขอบด้วยแผ่นเหล็กมีพลังทำลายล้างไม่แพ้ค้อนขนาดเล็ก เพียงกระแทกครั้งเดียว ข้าศึกก็พลัดตกกำแพงเมือง
“เร็วเข้า มาทางนี้ พวกเราต้านไม่ไหวแล้ว!”
ทหารโบกโล่หนังตะโกนบอกสหายเสียงดัง
หน่วยเล็ก ๆ ที่ประกอบด้วยทหารห้าคนรีบวิ่งมาหา ทหารคนหนึ่งถือโล่ใหญ่ ส่วนอีกสี่คนช่วยกันยกไม้ง่ามขนาดใหญ่ผลักบันไดที่อยู่ตรงหน้าให้ล้มลง
แต่พอผลักบันไดด้านนี้ล้ม บันไดอีกด้านก็ถูกวางขึ้นมาใหม่
เนื่องจากไม่สามารถทำลายบันไดได้ ตราบใดที่ฝ่ายศัตรูยังมีกำลังโจมตี บันไดที่ถูกผลักล้มไปก็จะถูกพาดขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่อง และขณะที่ทหารฝ่ายป้องกันทุ่มเทกำลังจัดการกับบันได ทหารศัตรูจำนวนหนึ่งก็ปีนขึ้นมาตามเชือกอย่างเงียบเชียบ
“จงป้องกันแนวรบทางทิศใต้ให้ดี เว้นแต่ว่าจำนวนทหารจะลดลงเกินครึ่ง หาไม่ห้ามเคลื่อนย้ายกำลังสำรองเด็ดขาด!”
แม้ว่าผลลัพธ์นี้จะโหดร้ายอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่มีทางเลือดอื่น ฉินเฟิงมองดูพี่น้องใต้บังคับบัญชาที่ล้มจมกองเลือดไปทีละคน หัวใจของเขาปวดร้าวราวกับถูกมีดกรีด แต่สงครามย่อมมาพร้อมกับการเสียสละ ความเมตตาชั่วขณะจะนำมาซึ่งการสูญเสียที่ใหญ่กว่า
ด้านจิ่งเผิง เขาขมวดคิ้วแน่น เสียงตะโกนของทหารส่งสารดังขึ้นไม่หยุด
“แม่ทัพจิ่ง แนวป้องกันศัตรูแข็งแกร่งผิดปกติ ยากจะเจาะทะลวงขอรับ”
“ลูกธนูชุดแรกของพลธนูยิงออกไปหมดแล้ว แต่แนวป้องกันของศัตรูยังวุ่นวายสักนิด เห็นได้ชัดว่าแทบไม่ได้ผล”
“ท่านแม่ทัพ! แนวป้องกันศัตรูแข็งแกร่ง…ทหารมีอาวุธยุทโธปกรณ์ดีนัก ทั้งโล่ใหญ่ โล่เล็ก ลูกธนูยากที่จะทะลวงการป้องกันของทหารศัตรูได้”
“แม่ทัพ! กองทัพโจมตีเมืองฝ่ายเป่ยตี๋เราถูกขัดขวาง บันไดไม่อาจพาดกำแพงได้อย่างราบรื่น”
“กองพันที่เจ็ดมีทหารบาดเจ็บล้มตายกว่าสามส่วน กองพันที่แปดมีบาดเจ็บล้มตายกว่าครึ่ง แม่ทัพของกองพันที่เจ็ดและแปดร้องขอให้มีคำสั่งถอนทัพ หาไม่เกรงว่าขวัญกำลังใจทหารจะพังทลายสิ้นขอรับ”
เวลาเพียงไม่นาน กองพันที่เจ็ดและแปดของจิ่งเผิงก็ได้รับความเสียหายหนัก เห็นได้ชัดว่าไม่มีกำลังรบอีกต่อไป
จิ่งเผิงอกคำสั่งเด็ดขาดให้กองพันที่เจ็ดและกองพันที่แปดที่ทำหน้าที่เป็นกำลังหลักในการโจมตีถอยทัพ ทว่าไม่อาจหยุดการโจมตี เพียงเปลี่ยนเป็นส่งกองพันที่ห้าและกองพันที่หกเข้าไปแทน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ