บทที่ 967 ด่าจนเลือดหมาโชกหัว*[1]
บนกำแพงเมืองมีผู้คนรวมตัวกันกว่าร้อยคน ล้วนเป็นทหารที่จงรักภักดีต่อฉินเฟิง พอเห็นแม่ทัพศัตรูกล้าหมิ่นฉินเฟิง สถานการณ์ก็ระเบิดอก องครักษ์ค่ายเทียนจีหลายคนเตรียมพุ่งตัวลงจากกำแพงไปสังหารแม่ทัพศัตรู บางคนถึงกับไปหาบันไดมาแล้ว
พอเห็นทุกคนโมโหรุนแรง ฉินเฟิงอดขำไม่ได้
สมแล้วที่เป็นทหารที่หนิงหู่ฝึกมา แต่ละคนช่างดื้อเหมือนลา โมโหง่ายเสียจริง
ฉินเฟิงยกมือปราม บอกให้ทุกคนใจเย็น ๆ พร้อมกับขยิบตาให้หนิงหู่ ตอนแรกหนิงหู่ไม่เข้าใจความหมาย กระทั่งฉินเฟิงเอามือไพล่หลังแล้วชี้ไปที่หน้าไม้สองข้างหนิงหู่จึงเข้าใจ เขายิ้มกว้างแล้ววิ่งลงไปจัดการ
แม่ทัพศัตรูที่อยู่ใต้กำแพงเห็นทหารป้องกันโกรธเกรี้ยวก็ยิ่งหยิ่งผยอง
“ฮ่า ๆๆ เจ้าฉินเฟิง เจ้าก็แค่เต่าหดหัวหลบอยู่แต่ในกระดองจะเรียกว่าวีรบุรุษได้อย่างไร? ถ้ามีความกล้าก็ออกมาประลองกับข้าสักสองสามกระบวนท่า”
“ฮึ! ข้าก็ว่าเจ้าไม่กล้า!”
“ข้าได้ยินมาว่า แม้จะอยู่ในดินแดนศัตรูเจ้าก็ยังพาสตรีมาด้วย ขณะที่ทหารรบเลือดตกยางออกอยู่แนวหน้า แต่เจ้ากลับกกกอดสตรีอยู่ด้านหลัง ช่างไร้ยางอายและคุณธรรม?”
ฉินเฟิงเกลียดเวลามีคนพูดถึงครอบครัวเขาในทางไม่ดีเป็นที่สุด แต่ถ้าโกรธตอนนี้ก็จะเข้าทางศัตรูพอดี ฉินเฟิงจึงสงบจิตใจ แล้วแย้มยิ้ม
“อิจฉาข้าหรือ?”
แม่ทัพฝ่ายศัตรูไหนเลยจะคาดคิดว่าฉินเฟิงจะมาไม้นี้ ช่างไม่เป็นไปตามหลักการ แม่ทัพศัตรูงุนงงไปชั่วขณะ
การสำราญกับสตรีในเบื้องหลังโดยไม่รู้สึกละอาย กลับภาคภูมิใจเสียอีก นี่หรือคือคำพูดที่แม่ทัพควรเอ่ยออกมา?
ขณะที่แม่ทัพฝ่ายศัตรูอึ้ง ฉินเฟิงก็ฉวยโอกาสเหน็บแนมว่า “เมืองฉางสุ่ยเป็นดินแดนของแคว้นเป่ยตี๋เจ้า ทั้งยังเป็นเมืองสำคัญใกล้เมืองหลวง บัดนี้กลับตกอยู่ในมือของข้า”
“เพื่อโจมตีเมืองฉางสุ่ย พวกเจ้าต้องสูญเสียไปมากเพียงใดแล้ว?”
“ฮ่า ๆๆ ดังที่พวกเจ้ากล่าวไว้ ข้าเพียงแค่อยู่เบื้องหลังสำราญกับสตรีก็ปกป้องเมืองได้ง่ายดาย ใช้โล่ของศัตรูพิชิตทหารของศัตรู ทำให้พวกเจ้าแตกพ่ายไม่เป็นขบวน ช่างสุขใจเสียจริง”
“แคว้นของเจ้าเสียเมืองซางโจวไปแล้ว ตอนนี้จัวโจวก็กำลังถูกโจมตี แม้แต่เมืองฉางสุ่ยที่อยู่ใต้จมูกก็ยังเอาคืนไม่ได้ ในฐานะทหาร พวกเจ้าทำได้แค่นี้ช่างน่าอับอายนัก”
“อยากต่อสู้กับข้าตัวต่อตัวหรือ? ไม่รู้ว่าใครให้ความมั่นใจเจ้าถึงได้ไม่รู้จักละอายปาก อย่าโทษข้าว่าไม่ให้โอกาสเลย หากอยากประลองกับข้าก็จงฝ่าด่านสังหารแม่ทัพ ไต่ขึ้นมาจากทหารยศต่ำเสียก่อน”
“ทหารเมืองหลวงผู้ทรงเกียรติ เผชิญหน้ากับป้อมปราการแข็งแกร่งกลับไม่มีความกล้าที่จะโจมตี ซ้ำยังมาบ่นมากเหมือนสตรีเสียอีก ผู้คนมักกล่าวว่าทหารเป่ยตี๋แข็งแกร่ง แต่ความจริงพิสูจน์แล้ว การได้เห็นกับตาเพียงครั้งดีกว่าได้ยินร้อยครั้ง ข้ากล้าพูดเลยว่า ชายชาวเป่ยตี๋ยังสู้สตรีแห่งต้าเหลียงข้าไม่ได้เลย”
เมื่อเผชิญกับคำเยาะเย้ยถากถางอย่างต่อเนื่องของฉินเฟิง แม่ทัพฝ่ายศัตรูก็เดี๋ยวหน้าแดงหน้าขาว พยายามจะโต้แย้งหลายครั้ง แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปากก็ต้องกลืนกลับไป
คำพูดของฉินเฟิงล้วนมีเป้าหมาย ตรงประเด็นทุกคำ ทำให้แม่ทัพฝ่ายศัตรูทั้งโกรธทั้งจนปัญญา
สุดท้ายก็ได้แต่กล่าวแห้ง ๆ “ฉินเฟิงเจ้าเด็กน้อย ปากของเจ้าช่างสมกับคำเล่าลือจริง ๆ”
กล่าวเท่านั้น แม่ทัพศัตรูก็คิดพาคนของตนถอย ทว่าฉินเฟิงก็พลันหัวเราะเยาะ “นึกอยากมาก็มา อยากไปก็ไป พวกเจ้าคิดว่าเมืองฉางสุ่ยเป็นที่ใดกัน?”
พร้อมกับคำพูดนี้ หน้าไม้ทั้งสี่บนกำแพงเมืองเล็งไปที่แม่ทัพศัตรูทั้งหมด
แม้แม่ทัพศัตรูจะหลบอยู่นอกระยะยิง ธนูทั่วไปยากจะยิงถึง แต่เมื่อเผชิญกับหน้าไม้ที่มีระยะยิงราวเจ็ดถึงแปดร้อยก้าวก็เป็นอีกเรื่อง
ฉินเฟิงแค่นเสียงเย็นชา กล่าวด้วยท่าทีดุดันว่า “เมื่อเจ้าไม่เข้ามาเอง เช่นนั้นก็ลองความแม่นยำของหน้าไม้เมืองฉางสุ่ยของข้าสักหน่อยเป็นไร”
แม่ทัพศัตรูและกองทหารม้าหน้าซีดเผือด ก่อนหน้านี้พวกเขาก็รู้ถึงความร้ายกาจของหน้าไม้ป้องกันเมืองแล้ว รู้ดีว่าหน้าไม้ที่อยู่ห่างออกไปในระยะยิงธนู การจะยิงสังหารพวกเขาง่ายดายราวกับเตะรองเท้าขึ้นเตียง
“ด้านหนึ่งเป็นป้อมปราการที่ยากจะโจมตี อีกด้านหนึ่งเป็นแนวรบทางใต้ที่มีการโจมตีอย่างรุนแรง เหมือนว่าท่านแม่ทัพเฉินจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเสียแล้ว”
“ตอนนี้การป้องกันเมืองของฉางสุ่ยสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว แม้กองทัพศัตรูจะทุ่มสุดกำลัง การจะโจมตีฉางสุ่ยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย”
“หากทุ่มเทกำลังหลักมาที่ฉางสุ่ย การโจมตีทางใต้ก็จะรุดหน้าได้ร้อยลี้ในวันเดียว!”
“ฮ่า ๆๆๆ แต่ข้าก็หวังว่าพี่เฉินจะทุ่มความสนใจมาที่ข้า ด้วยวิธีนี้ ความสูญเสียของสงครามฤดูหนาวครั้งนี้ก็จะไม่มาก”
คำพูดนี้ช่างเรียกขวัญและกำลังใจได้ดีเหลือเกิน
หนิงหู่ฮึกเฮิม ใบหน้าเต็มไปด้วยความปรารถนา “อา ถ้าข้าอยู่ในแนวรบทางใต้ก็คงดี จะได้สู้รบอย่างสะใจ!”
“การปกป้องเมืองฉางสุ่ย แม้จะสบาย แต่นานไปก็น่าเบื่อหน่ายอยู่บ้าง”
พอได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงก็ถลึงตา แล้วกล่าวอย่างไม่พอใจ “เจ้าเหลิงแล้วใช่หรือไม่?!”
“หากไม่ใช่เพราะช่างฝีมือที่ไว้ใจได้สร้างเครื่องยิงหินและหน้าไม้ยักษ์ได้รวดเร็ว การจะป้องกันเมืองฉางสุ่ยด้วยกำลังคนเพียงอย่างเดียวก็ไม่ต่างอะไรกับความฝันของคนโง่!”
“พูดถึงเรื่องนี้ พวกเราล้วนเดินอยู่บนเส้นความตาย และที่นี่เป็นใจกลางของเป่ยตี๋ แม้ฉางสุ่ยจะแข็งแกร่งก็ไม่อาจประมาทศัตรูได้เด็ดขาด!”
เผชิญกับคำสั่งสอนอันเข้มงวดของฉินเฟิง หนิงหู่เกาศีรษะพลางหัวเราะเก้อเขิน
ฉินเฟิงทอดสายตามองค่ายของศัตรูที่อยู่ไกล ๆ เมื่อแน่ใจว่าเร็ว ๆ นี้คงไม่มีการโจมตีที่น่าเป็นห่วง ก็ไม่รีรอ หมุนตัวลงจากกำแพงเมืองไป
[1] เลือดหมาโชกหัว (狗血淋头) เป็นสำนวนจีน หมายถึง การดุอย่างรุนแรงจนทำให้คนที่ถูกดุพูดไม่ออก และทำอะไรไม่ได้เลย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ