บทที่ 979 ทั้งเมืองต่างยินดี
ข่าวดีของตระกูลฉินแพร่สะพัดไปทั่วเมืองฉางสุ่ยอย่างรวดเร็ว เสิ่นชิงฉืออุ้มหนิวเอ้อร์วิ่งเข้ามา พอเห็นหลี่เซียวหลานนอนอยู่บนเตียง เสิ่นชิงฉือตื่นเต้นนัก นางรีบวิ่งไปข้างเตียง วางหนิวเอ้อร์ที่หลับสนิทไว้ข้าง ๆ แล้วจับมือหลี่เซียวหลานแน่น
เสิ่งชิงฉือกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “เซียวหลาน เจ้าคือผู้มีพระคุณของตระกูลฉินเราจริง ๆ”
ในฐานะคุณหนูใหญ่ตระกูลฉิน เสิ่นชิงฉือรู้ดีว่าจุดอ่อนของตระกูลฉินอยู่ที่ใด นั่นก็คือการมีทายาท
แม้ว่าสี่สาวจะถือว่าตนเองเป็นคนของตระกูลฉินอย่างจริงใจ แต่การที่ตระกูลฉินไม่มีทายาทก็ยังคงเป็นความจริง หากไม่มีทายาท ต่อให้ตระกูลฉินมีอำนาจล้นฟ้าก็เหมือนตักน้ำใส่ตะกร้าไม้ไผ่สาน
ตอนนี้จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของตระกูลฉินแก้ไขสำเร็จด้วยความช่วยเหลือของหลี่เซียวหลาน เสิ่นชิงฉือยินดีจากใจ
เสี่ยวเซียงเซียงกับชูเฟิงยืนอยู่ที่ประตู มองคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองกอดกันร้องไห้ด้วยความดีใจ ในใจพวกนางปลาบปลื้มยินดีอย่างยิ่ง หนิงหู่ จางเจิ้นไห่ และหลิ่วหมิงที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บก็พากันมาแสดงความยินดี
หนิงหู่โอบไหล่ฉินเฟิงอย่างตื่นเต้น แล้วกล่าวว่า “พี่ฉิน สมแล้วที่เป็นท่าน ท่านก้าวล้ำหน้าพวกข้าไปไกลจริง ๆ”
ฉินเฟิงลูบจมูกตัวเอง แม้ในเรื่องนี้ประสบการณ์ของฉินเฟิงจะแทบเป็นศูนย์ทำให้เขาตื่นเต้นมาก และเขาก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
จางเจิ้นไห่กับหลิ่วหมิงประสานมือคำนับแสดงความยินดีกับฉินเฟิง พวกบุรุษหยาบกร้านเหล่านี้ได้แต่ยิ้มเขิน ๆ อย่างเดียว
ฉินเฟิงอารมณ์ดีขึ้นมาก พอรู้ว่าจางเฉาอยู่รอในห้องโถงใหญ่ก็ไม่ ‘ยืดเยื้อ’ อีก ก้าวเดินเดินไป พอฉินเฟิงเปิดม่านประตูก็เห็นจางเฉาที่กำลังหิวโหยและง่วงงุน
ฉินเฟิงกระแอมเบา ๆ จางเฉาสะดุ้งตื่น พอเห็นฉินเฟิงยืนอยู่ตรงหน้า เขาตื่นเต้นดีใจนัก แต่ก็เกร็งมากเช่นกัน จางเฉารีบลุกยืน แล้วคำนับนอบน้อม
“จางเฉาจากกรมพิธีการ คารวะท่านโหวฉิน”
แรกเริ่มจางเฉาคิดว่า อย่างน้อยต้องรออีกสองสามวันถึงจะได้พบฉินเฟิง ไม่รู้ว่าร่างกายแก่ ๆ ของเขาจะทนรอได้หรือไม่ ไม่คิดว่าเพิ่งมาไม่นานก็ได้พบฉินเฟิงสมใจแล้ว นับว่าเป็นโชคดีในความโชคร้าย
ฉินเฟิงยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้จางเฉานั่งลงตามสบาย ส่วนตัวเองก็เลือกเก้าอี้นั่งลงอย่างไม่ถือตัว ไม่สนใจเรื่องอาวุโสหรือชนชั้น เขาอารมณ์ดีเลยทำตามสบาย
“ใต้เท้าจาง ข้าได้ยินว่าครั้งนี้ท่านมาพร้อมของขวัญขอขมา ไม่ทราบว่าของขวัญมีอะไรบ้าง” ฉินเฟิงถามตรง ๆ
จางเฉาไม่ทันตั้งตัว เขาไม่เคยพบใครที่เอ่ยปากขอของขวัญตรง ๆ ทันทีที่พบหน้าเช่นนี้มาก่อน ช่างไร้กฎเกณฑ์
แต่เมื่อคำนึงว่าอีกฝ่ายคือฉินเฟิง ไม่อาจคาดเดาตามหลักทั่วไป จางเฉาก็ไม่ลังเล รีบตอบว่า “เรื่องที่โจรเฒ่าหลู่หลีลอบสังหารโหวฉิน อฮ่องเต้เป่ยตี๋เราทรงกริ้วนัก เพื่อชดเชยให้แก่ท่านโหวฉิน พระองค์จึงได้ร่างพระราชโองการมอบเงินหนึ่งแสนตำลึง ทองสามพันตำลึง ไข่มุก หยก และโมรารวมสองหีบ ม้าศึกคุณภาพห้าร้อยตัว สาวใช้อายุสิบสามถึงสิบแปดปีสามสิบคน”
ได้ยินของขวัญที่อีกฝ่ายนำมา ฉินเฟิงนึกขันนัก เหมือนว่าฮ่องเต้เป่ยตี๋จะทุ่มเทกับการเจรจาสงบศึกไม่น้อย และแน่นอนว่านี่เป็นการเจรจาระดับแคว้นจึงต้องเตรียมของกำนัลหนักสักหน่อย
แต่สิ่งของเหล่านี้เมื่อเทียบกับเงินทุนที่ฉินเฟิงลงทุนไปในสงครามฤดูหนาวก็นับว่าเป็นแค่ของเด็กเล่นเท่านั้น
ฉินเฟิงยิ้มพลางพยักหน้าเบา ๆ “ข้าคิดว่าแคว้นเป่ยตี๋ของพวกเจ้าคงสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว ไม่คิดว่าจะยังหยิบยื่นเงินทองมากมายขนาดนี้ได้อีก เหมือนว่าเสบียงสำหรับการรบทัพจับศึกกับกระเป๋าของขุนนางผู้มีอำนาจในแคว้นเป่ยตี๋พวกเจ้าจะไม่ได้ใช้บัญชีเดียวกันกระมัง”
ได้ยินคำพูดนี้ จางเฉาหน้าแดงหูแดง
ได้ยินราคาที่ฉินเฟิงเรียกร้อง จางเฉาชะงักงัน จ้องมองฉินเฟิงอย่างเหม่อลอย ไม่อาจตั้งสติได้
ข้อเรียกร้องสามข้อนี้ แม้แต่ข้อเดียวก็ไม่มีทางเป็นไปได้
กล่าวให้ชัดเจนคือ ฉินเฟิงไม่มีทางถอนทัพ จางเฉาคาดการณ์ไว้แล้วว่าการเจรจาครั้งนี้คงไม่ราบรื่น แต่ไม่คาดคิดว่าท่าทีของฉินเฟิงจะแน่วแน่เพียงนี้
จางเฉายังไม่ยอมแพ้ กล่าวอ้อนวอนจนเกือบจะวิงวอนว่า “ท่านโหวฉินไม่ได้ต้องการให้แผ่นดินเป่ยตี๋แตกสลายจริง ๆ กระมัง? ท่านคงไม่หวังจะเห็นประชาชนนับล้านต้องล้มตายไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูก?”
นับว่าเป็นการผูกมัดทางศีลธรรมหรือไม่?
ฉินเฟิงหัวเราะ แล้วกล่าวว่า “ฮ่า ๆ ใต้เท้าจางพูดหนักเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่มุ่งเป้าไปที่ฮ่องเต้เป่ยตี๋ ไม่คิดเป็นศัตรูใด ๆ ต่อประชาชนเป่ยตี๋ ข้าอยากถามสักคำว่า เป่ยตี๋นี้เป็นของฮ่องเต้เป่ยตี๋หรือเป็นของประชาชนนับร้อยตระกูล?”
จางเฉาถึงกับพูดไม่ออก หากยอมรับว่าแผ่นดินเป่ยตี๋เป็นของฮ่องเต้เป่ยตี๋ เช่นนั้นฉินเฟิงโจมตีเป่ยตี๋ก็เพียงเพื่อต่อต้านอำนาจฮ่องเต้เป่ยตี๋
แต่หากกล่าวว่าแคว้นเป่ยตี๋เป็นของประชาชนเป่ยตี๋ การสละบัลลังก์ของฮ่องเต้เป่ยตี๋ก็แก้ปัญหาได้แล้ว หากฮ่องเต้เป่ยตี๋ยึดมั่นในอำนาจก็มีแต่จะลากประชาชนทั่วหล้าให้ตกตายไปด้วย อำนาจฮ่องเต้เป่ยตี๋จะกลายเป็นไม่ชอบธรรม
หลังผ่านไปนาน จางเฉาสูดหายใจลึก แล้วกล่าวว่า “บ้านไม่อาจขาดผู้นำตระกูลแม้แต่วันเดียว แคว้นก็ไม่อาจขาดฮ่องเต้ได้แม้แต่วันเดียว”
ฉินเฟิงพยักหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวนิ่ง ๆ “หากองค์หญิงอวี้ซูสืบทอดราชบัลลังก์ นางจะต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการปกครองแผ่นดิน ตำแหน่งฮ่องเต้เป่ยตี๋ย่อมไม่ว่างเว้นแน่นอน”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ