บทที่ 998 เขาก็คือฉินเฟิง
หลังจากสั่งการเสร็จ หลิ่วหมิงมองไปที่ฉินเฟิงอย่างไม่มีพิรุธ พอเห็นว่าฉินเฟิงไม่มีท่าทีจะแทรกแซง ก็มั่นใจขึ้น อย่างน้อยก็แสดงว่าการจัดการของเขาเป็นไปตามที่ฉินเฟิงความต้องการ
หลังจากทหารจากไป หลิ่วหมิงมองสำรวจโจวต้าเซิงอย่างสนใจ
“ผู้ที่มีส่วนร่วมในพลาธิการไม่ได้มีแค่คนตระกูลโจวของเจ้า เหตุใดคนที่เจ้ารายงานมาจึงล้วนแต่เป็คนแซ่โจว? หรือว่าคนอื่น ๆ ล้วนใสสะอาด มีเพียงพวกเจ้าตระกูลโจวที่เป็นโคลนเละยึดกำแพงไม่ได้?”
โจวต้าเซิงทำหน้าเศร้าสร้อย โอดครวญ “ทุกครั้งที่รับของจากศาลาว่าการอำเภอ พวกข้าน้อยต่างก็ขนย้ายไปกันเอง คนอื่นจะยักยอกของหรือไม่ ข้าน้อยเลยไม่อาจล่วงรู้”
“ข้าน้อยได้บอกทุกสิ่งที่รู้หมดแล้ว ขอใต้เท้าไว้ชีวิตสุนัขของข้าด้วย”
“ข้ามีมารดาอายุแปดสิบปีกับลูกน้อยที่รอการเลี้ยงดู ใต้เท้าโปรดเมตตาด้วย”
หลิ่วหมิงไม่สนใจคำวิงวอนของโจวต้าเซิง หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดให้ตรวจค้นทุกคนที่มีส่วนร่วมในการแจกจ่ายเสบียง หากพบว่าผู้ใดยักยอกเสบียงไว้เป็นการส่วนตัว ประหารชีวิตทันที
หลังจากสั่งการเสร็จ หลิ่วหมิงก็ตบไหล่หนิงหู่ เป็นสัญญาณว่าเขาเสร็จธุระแล้ว ส่วนที่เหลือให้เป็นหนิ่งหู่จัดการ
หนิงหู่ที่กำลังรออย่างกระวนกระวายยกเท้าเตะเข้าที่ใบหน้าของโจวต้าเซิงแทบจะทันทีที่หลิ่วหมิงเดินออกไป
ปั้ก!
เสียงกระแทกทึบทุ้มดังขึ้น โจวต้าเซิงล้มหงาย
ทว่าหนิงหู่ยังไม่หายแค้น เขาตวาด “ไอ้สุนัขชั่ว โหวฉินมอบหมายให้เจ้าแจกจ่ายเสบียงนับว่าให้เกียรติเจ้า แต่เจ้ากลับแอบทำเรื่องเลว ๆ ลับหลัง ทำลายชื่อเสียงของโหวฉิน”
“ผู้ที่ไม่รู้เรื่องอาจคิดว่าโหวฉินจงใจกักตุนเสบียง และทำเล่ห์กลในเรื่องสำคัญของประชาชน”
“คนที่ทำผิดกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ส่วนใหญ่มักจะร่ำรวยเงียบ ๆ และทำตัวต่ำต้อย แต่เจ้าดีนัก ถึงกับทำตัวเป็นอันธพาลโอ้อวด ทำร้ายคนตามท้องถนน ด่าทอคนตามตรอก แม้แต่โหวฉินก็กล้าใส่ร้ายป้ายสีตามใจชอบ ถ้าวันนี้เจ้าไม่ตายโลกนี้ก็นับว่าไร้ความยุติธรรม!”
เสียงหนิงหู่ก้องไปทั่วบริเวณ ทุกคำพูดนอกจากจงใจต่อว่าโจวต้าเซิง ยังตั้งใจให้ประชาชนคนอื่น ๆ ได้ยินด้วย
พอหนิงหู่คว้าตอเสื้อโจวต้าเซิงมาอีกรอบ ก็พบว่าโจวต้าเซิงแน่นิ่งไป ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ แล้ว
แกล้งตายหรือ?
หนิงหู่แค่นเสียงอย่างเย็นชา ยกเท้าขึ้นเหยียบลงบนหัวเข่าของโจวต้าเซิง ด้วยแรงของเขาหัวเข่าของโจวต้าเซิงส่งเสียงน่าขนลุก
กร๊อบ!
หัวเข่าหัก
โจวต้าเซิงยังคงไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ หนิงหู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย สำรวจลมหายใจ แล้วจับชีพจร จึงยืนยันได้ว่าโจวต้าเซิงตายไปแล้ว… ชาวบ้านที่อยู่ในที่เกิดเหตุหัวใจแทบหลุดออกมาทางลำคอ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
พวกเขาเคยเห็นคนดุร้าย แต่ไม่เคยเห็นใครโหดเท่าหนิงหู่ ถึงกับเตะโจวต้าเซิงตายในคราวเดียว
หนิงหู่ไม่ลังเล ผลักร่างโจวต้าเซิง แล้วลุกขึ้น สายตาดุดันกวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดลงที่เฒ่าโจว
ทันทีที่สบตากับหนิงหู่ เฒ่าโจวก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ร้องไห้โฮพลางอ้อนวอนไม่หยุด
เพียะ! เพียะ! เพียะ!
เฒ่าโจวตบหน้าตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า
“ข้าตาบอด ข้าสมควรตาย ข้าไม่ใช่คน…”
“หนิงเชียนฮู่ โปรดเห็นแก่ข้าที่เป็นคนแก่ ไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าจะไม่กล้าทำอีกแล้ว ข้าเป็นเพียงคนแก่ปากไวใจเร็ว แม้จะคิดทำชั่ว ก็ไม่มีกำลังพอจะทำได้”
“หนิงเชียนฮู่ ข้าผิดไปแล้ว”
แม้แต่เด็ก ๆ ก็ยังรู้ว่าบนสนามรบสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็นผู้แข็งแกร่งก็คือพละกำลัง และผู้ที่มีพละกำลังเหนือคนทั่วไปย่อมมีหลังเสือ เอวหมี รูปร่างสูงใหญ่
อย่างเช่นหนิงหู่ที่เป็นแม่ทัพผู้แข็งแกร่ง
หากไม่ได้เห็นกับตาก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่า ฉินเฟิงในตำนานไร้พ่ายในสนามรบ ไม่เคยพ่ายในการโจมตี ไม่เคยแพ้ในการป้องกัน ท่าทางกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของบัณฑิต…
ชายแซ่หวังที่เดิมคิดว่าฉินเฟิงเป็นเพียงเสมียนศาลาว่าการอำเภอ พอรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของฉินเฟิงเขาก็ตกใจจนขาสั่น เกือบจะล้มทั้งยิน
ฉินเฟิงคว้าไหล่ของเขาไว้อย่างหงุดหงิด แล้วกล่าวว่า “เจ้ากลัวอะไร?”
ชายแซ่หวังกลืนน้ำลาย พูดตะกุกตะกัก “ท่านโหว ข้า… ข้า…”
ความตกใจทำให้ชายแซ่หวังพูดไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว
ก่อนหน้านี้ฉินเฟิงพูดทุกอย่างที่ควรพูดไปแล้ว เขาเลยตบไหล่ชายแซ่หวังเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “อย่ากังวลไปเลย ทว่าเรื่องใดก็เรื่องนั้น แม้ว่าพวกเจ้าจะมีเหตุผลในการต่อสู้กับตระกูลโจว แต่การฝ่าฝืนกฎอัยการศึกก็เป็นความผิดที่ไม่อาจให้อภัย ก่อนฟ้ามืด พวกเจ้าจงไปรับโทษที่ศาลาว่าการอำเภอ เมื่อถึงเวลาจะมีคนจัดการพวกเจ้าเอง”
แล้วฉินเฟิงก็ไม่สนใจเขาอีก ชายแซ่หวังยังยืนงง
ฉินเฟิงหันมองเฒ่าโจวแล้วจงใจส่งสัญญาณให้หลิ่วหมิง หลิ่วหมิงยิ้มรับอย่างเข้าใจ
ท่าทีของฉินเฟิงราวบอกว่า เฒ่าโจวได้รับบทเรียนและคุกเข่าอ้อนวอนแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฆ่า ความจริงเขาก็ไม่อยากมีภาพลักษณ์ของใต้เท้าที่โหดเหี้ยมฆ่าคนไม่กะพริบตา เพียงแต่ถ้าสมควรตายก็ต้องตาย
ภายนอกเหมือนบอกว่าไม่ต้องฆ่า ทว่าจริง ๆ แล้วหลิ่วหมิงเข้าใจดี ฉินเฟิงให้เขาคิดหาวิธีจัดการส่งเฒ่าโจวไปเงียบ ๆ
แม้ฉินเฟิงจะนิสัยดีอ่อนโยนก็ไม่อาจยอมให้ใครมาใส่ร้ายป้ายสีต่อหน้าธารกำนัล โดยไม่ต้องรับผิดชอบ ในโลกนี้จะมีเรื่องดีเช่นนั้นได้อย่างไร
ในฐานะผู้นำ เขาไม่อาจมีแต่อำนาจ ทว่าก็ไม่อาจมีเพียงความเมตตา อำนาจและความเมตตาเป็นของคู่กัน ให้รางวัลและลงโทษ ผ่อนปรนพอเหมาะ จึงจะเป็นทางที่ถูกต้อง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ