จุติใหม่มหาเทพตี้เทียน นิยาย บท 370

ผ่านไปหนึ่งวันหลังจบสงคราม สมาพันธ์บู๊ลิ้มในตอนนี้ ได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของจ้าวเทียนแทบทั้งหมด

ด้วยการร่วมมือกันระหว่างหวังซินหยางกับข้าราชการระดับสูงที่ติดตามมาด้วย ทำให้การจัดสรรตำแหน่งงานตามความถนัดและความสามารถเป็นไปอย่างราบรื่น

โชคดีที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการของจ้าวเทียน สำนักโบราณส่วนใหญ่ยินยอมที่จะเปิดเผยตัวออกสู่โลกภายนอก เพื่อเข้าร่วมเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องประเทศ

โดยเฉพาะสำนักคุนหลุน สำนักหัวซาน สำนักสุสานโบราณ และอีกห้าสำนักขนาดกลางที่เข้าเป็นพันธมิตรกับเมืองหลวงแคว้นต้าฉินตั้งแต่แรก ต่างก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหน่วยงานพิเศษมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น เพราะรับคำสั่งจากจ้าวเทียนโดยตรง

ทางด้านวัดเส้าหลินที่เป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณของพระพุทธศาสนา และมีสำนักสาขาในโลกภายนอกอยู่แล้ว หน้าที่ของพวกเขาก็แทบจะไม่แตกต่างไปจากเดิมที่อยู่ในโลกหมิงหลงมากนัก

แตกต่างจากพรรคกระยาจก ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญในการเป็นสายลับสืบหาข้อมูลข่าวสารทั่วโลก พร้อมทั้งแฝงตัวปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ในประเทศอย่างลับๆ นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายที่เก่าจนขาดซอมซ่อของตัวเอง เป็นชุดสูทสีดำใหม่เอี่ยมเข้ากับยุคสมัย

“ เรื่องนี้มันจำเป็นจริงๆหรือ ด้วยพลังฝึกตนของพวกเรา ขอเพียงหลบซ่อนตัวอยู่บนท้องฟ้าท่ามกลางหมู่เมฆ พวกคนธรรมดาไม่มีทางสังเกตเห็นอยู่แล้ว ” อั้งฮวงหลงพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“ ไม่ได้หรอกผู้อาวุโส สมัยนี้มีดาวเทียมสื่อสารและเทคโนโลยีโดรนสอดแนมมากมาย ที่สามารถตรวจจับรังสีความร้อนจากภายในร่างกายได้ ”

“ พวกคุณไม่มีทางหลบซ่อนได้ตลอดหรอก ” จ้าวเทียนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม เขารู้สึกขบขันเล็กน้อยที่อีกฝ่ายดูจะใส่ใจกับเครื่องแต่งกายเป็นพิเศษ

“ และที่สำคัญ ประเทศจีนในปัจจุบันได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนขึ้นมาจนทัดเทียมกับนานาประเทศรอบข้างแล้ว มันจะดูแปลกเกินไปไหม หากอยู่ดีๆก็พบเห็นขอทานจำนวนมากเดินไปเดินมาตามท้องถนน ”

สิ่งที่จ้าวเทียนพูดออกมานั้นเป็นความจริงทุกอย่าง จนทำให้อั้งฮวงหลงไม่รู้จะยกเหตุผลอะไรมาอ้างอีกต่อไป

“ อามิตาพุทธ ประสกจ้าวอาจจะไม่เข้าใจ สำหรับพรรคกระยาจกแล้ว เครื่องแต่งกายถือเป็นกฎเหล็กข้อบังคับที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งกำหนดเอาไว้ เพื่อไม่ให้ศิษย์ในพรรคหลงใหลวัตถุภายนอก จนลืมอุดมการณ์ดั้งเดิมของตนเอง ”

“ การที่ประสกให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ก็เหมือนเป็นการให้ฝ่าฝืนคำสอนของบรรพชน และกลายเป็นคนอกตัญญู ” หลวงจีนคิ้วขาวอธิบายออกมาให้ทุกคนได้ฟังตามตรง เพื่อเป็นการช่วยเหลือสหายไปในตัว

“ ที่แท้ ก็เป็นแบบนี้… ” จ้าวเทียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ สำหรับผู้ฝึกตนอย่างพวกเขาแล้ว สำนักต้นสังกัดก็ไม่ต่างไปจากตระกูล ส่วนอาจารย์ก็เปรียบเสมือนบิดามารดา ด้วยเหตุนี้การทรยศต่อคำสอนและฝ่าฝืนกฎข้อบังคับ ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก

แต่ยังไม่ทันที่จ้าวเทียนจะพูดอะไรต่อ อั้งฮวงหลงที่เงียบมาครู่หนึ่งก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วยอมตามทำข้อเสนอในตอนแรก

“ กฎนั้นเป็นของตาย แต่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ บางทีสิ่งที่พรรคกระยาจกต้องการในเวลานี้ ก็คือการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ที่กำลังจะมาถึง ”

“ เรื่องโทษของการฝ่าฝืนข้อห้ามของบรรพชนนั้น ฉันจะเป็นผู้แบกรับเอาไว้เอง ”

การตัดสินใจของอั้งฮวงหลงในครั้งนี้ เขาได้คำนึงถึงผลกระทบต่างๆไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าจะต้องมีกระแสต่อต้านจากคนในพรรคส่วนใหญ่แน่นอน

แต่เมื่อเทียบกับภารกิจสำคัญในการปกป้องประเทศและประชาชนแล้ว เรื่องอื่นก็ถือเป็นเรื่องเล็กไปทันที

‘ ถ้าท่านบรรพชนผู้ก่อตั้งรับรู้ถึงการตัดสินใจของฉันในครั้งนี้ ท่านก็ต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน ’

เมื่อจัดการเรื่องการแต่งตั้งตำแหน่งเสร็จแล้ว ก็ถึงคราวมอบบทลงโทษให้กับคนผิดเสียที ซึ่งเรื่องนี้จ้าวเทียนกับหวังซินหยางได้ปรึกษากันเป็นเวลาสามชั่วโมง ถึงจะได้ข้อยุติ

เจ้าสำนักใหญ่ทั้งสามและห้าผู้อาวุโสที่ตกเป็นเชลย จะต้องได้รับการสอบสวนและลงโทษตามความผิดที่พวกเขาได้ทำลงไป

จากนั้นจะถูกส่งไปปกป้องชายแดนเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี ให้ทำความดีชดใช้ความผิด ซึ่งเมื่อคำนึงถึงอายุขัยของพวกเขาแล้ว โทษนี้ก็ไม่ต่างไปจากจำคุกตลอดชีวิตสักเท่าไหร่

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: จุติใหม่มหาเทพตี้เทียน