ลู่ซีเจ๋อตกใจเล็กน้อย “อะไรนะ คุณพูดว่าอะไร เฉินมู่ จะมาล้อเล่นกับผมไม่ได้นะ!”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เฉินมู่คงร้องไห้อย่างขมขื่นทันทีที่ได้ยินคำว่า “ถอนหมั้น” และแสดงท่าทางที่ไม่พอใจจนทำให้เขาหมดความอดทน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเธอจะมีบุคลิกที่ขยันดูอ่อนแอ แต่เธอก็ปฏิเสธที่จะยอมแพ้ให้กับลู่ซีเจ๋อ
นอกจากนี้ แม่ของทั้งสองคนยังเคยเป็นเพื่อนสนิทกัน ไม่ว่าจะพูดอะไรแม่ของลู่มักคัดค้านการปฏิเสธของชายหนุ่มเสมอ จึงทำให้งานแต่งที่ว่านี้ยืดเยื้อมาหลายปีจนสรุปผลอย่างเป็นทางการไม่ได้
สุดท้ายเฉินมู่ก็สบตาชายหนุ่มอีกครั้ง “คุณหูหนวกเหรอ? มีประโยคไหนของฉันที่บอกว่าล้อเล่นบ้างล่ะ หรือว่าตอนบ่ายคุณชายลู่ไม่ว่าง? งั้นพรุ่งนี้ก็ได้นะ ฉันได้หมด ถ้าคุณว่าง”
เฉินชิงเสวี่ยตกตะลึงกับคำที่เฉินมู่ดุกล่าวลู่ซีเจ๋อว่าหูหนวกจริงเหรอ?
ยัยนี่เป็นเฉินมู่ตัวจริงหรือเปล่าเนี่ย?
ลู่ซีเจ๋อชะงักค้างอย่างกับถูกเฉินมู่ตบหน้าเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา ผู้หญิงคนนี้...ทำไมถึงก่อกวนเขาไม่หยุด?
“เฉินมู่ คุณรู้ไหมว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไรออกมา” ลู่ซีเจ๋อถาม
เฉินมู่พยักหน้าอย่างเฉยเมย “ฉันรู้ ถอนหมั้นไง ยกเลิกการแต่งงานของเรา แปลว่ามันไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันแล้ว”
“คุณเป็นฝ่ายพูดเองนะ เพราะฉะนั้นคุณจะไม่มีเหตุผลใด ๆ มารบกวนผมได้อีก!” ลู่ซีเจ๋อเตือนด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
เขาไม่เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้ต้องการทำลายการแต่งงานจริง ๆ!
เฉินมู่พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “หึ อยากรบกวนตายล่ะ”
ลู่ซีเจ๋อรู้สึกมึน เฉินมู่...ในตอนนี้มันช่างแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก เธอไม่ใช่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ตามสอยห้อยตูดของเขาอีกต่อไป
เฉินมู่ไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายคิด เมื่อคืนเธอเปิดหน้าต่างและต่อต้าน ซึ่งตอนนี้เธอเหนื่อยมากจนอยากจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้านอนหลับให้ได้
ทันทีที่เธอก้าวเท้ากำลังจะขึ้นไปชั้นบน ลู่ซีเจ๋อก็เรียกเธออีกครั้งโดยแสดงท่าทางผิดหวังจริงจังออกมา “เสี่ยวมู่ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงคือการรักตัวเอง แม้ว่าคุณจะไม่สามารถอยู่กับผมได้ คุณต้องรู้จักเคารพตัวเองบ้าง…”
ฟังจบ เฉินมู่ก็กอดอกและเยาะเย้ย “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ แต่ต้องขอโทษด้วย ผู้ชายของฉันสูงส่งกว่าคุณ หล่อกว่าคุณ และแข็งแกร่งกว่าคุณ จนฉันอดดีใจแทนตัวเองไม่ได้เลย!”
“ส่วนตอนนี้ฉันเหนื่อยจนตาแทบปิด อ้อ ฉันแนะนำว่าให้พวกคุณไปประจ๋อประแจ๋กันที่ห้องนะ เดี๋ยวคุณปู่มาเห็นจะหัวใจวายเอาสะก่อน”
เฉินมู่พูดจบตัดฉับราวกับลั่นไก ก่อนหันกลับเดินไปปิดประตูเสียงดังปัง
เฉินชิงเสวี่ยตกตะลึง หล่อนหันไปมองลู่ซีเจ๋อพร้อมกัดริมฝีปากแน่น “ซีเจ๋อ ทำไมเธอถึงพูดอย่างนั้นกับคุณล่ะ?...คุณบอกฉันไม่ใช่เหรอว่าคุณไม่เคยแตะต้องตัวเธอเลย?”
ลู่ซีเจ๋อกอดเฉินชิงเสวี่ยทันที และอธิบาย “เสวี่ยเอ๋อ แน่นอนผมไม่เคยสัมผัสเธอ! ผมจะสัมผัสเธอได้ยังไง คนที่ผมรักคือคุณนะ!”
เฉินชิงเสวี่ยพยักหน้าสะอึกสะอื้นตอบกลับ “ฉันเชื่อในตัวคุณมาตลอด แต่วันนี้...เพราะฉันแท้ ๆ ที่พี่สาวของฉันกลายเป็นแบบนี้ ทั้งหมดก็เป็นเพราะฉัน…”
ลู่ซีเจ๋อรู้สึกไม่สบายใจอยู่พักหนึ่ง เฉินชิงเสวี่ยของเขาช่างเป็นคนใจดีและมีเหตุผลมาโดยตลอด
ณ ชั้นบนสุดของอพาร์ทเมนท์หงเฟิง
ฮั่วหยุนเซียวนั่งหลังโต๊ะไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ นิ้วยาวเคาะโต๊ะเอ่ยถาม “คนคนนั้นอยู่ที่ไหน?”
โอวจินยักไหล่ “วิ่งออกไปแล้ว เมื่อเช้านี้พยาบาลไปตรวจดู แต่ไม่มีใครอยู่บนเตียงเลย”
ฮั่วหยุนเซียวตวัดตาเหลือบมองที่โอวจินอย่างแรง “ไม่เห็นคนป่วยเหรอ?”
ก่อนที่โอวจินจะมีเวลาโต้เถียงเพื่อนตัวเอง โทรศัพท์มือถือของฮั่วหยุนเซียวก็ดังขึ้น มือหนาหยิบขึ้นมากดรับสาย เสียงที่สงบของพ่อดังเข้ามาในโทรศัพท์ “มื้อค่ำวันนี้เรามีงานเลี้ยงกับตระกูลเฉิน เราเป็นหนี้บุญคุณตระกูลเฉิน ลูกช่วยไปแทนพ่อหน่อยนะ”
“คุณ...คุณหนูใหญ่...” คนรับใช้ตกตะลึงกับปฏิกิริยาของเฉินมู่
เฉินมู่ถูกดึงกลับมาสู่ความเป็นจริงด้วยชื่อนี้ โดยจำได้ว่าเธอไม่ใช่นักฆ่าอีกต่อไป เธอปล่อยมือก่อนโบกไปมาอย่างเชื่องช้า “ฉันดูหนังศิลปะการต่อสู้มากเกินไปน่ะ…เธอโอเคไหม?”
คนรับใช้เปิดไฟ แล้วพูดว่า “คุณหนูใหญ่ คุณนายกำลังตามหาคุณอยู่!”
เฉินมู่ตอบโต้ “คุณนายกำลังตามหาฉันอยู่เหรอ?”
เธอใช้เวลาคิดอยู่นานกว่าจะรู้ว่า คุณนายที่เขาหมายถึงคือแม่เลี้ยงของตนเอง ซู่หรูหลาน เสือนอนยิ้มของตระกูลเฉิน หล่อนพยายามดูแลเฉินมู่ดีมาก จนได้รับชื่อเสียงตอบรับที่ดี แต่ความจริงแล้ว เธอหวังว่าเฉินมู่จะถูกไล่ออกจากบ้านเร็วกว่านี้ เพื่อไม่ให้เฉินมู่มาแบ่งปันทรัพย์สมบัติกับพวกหล่อน!
เฉินมู่ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชุดสุภาพแล้วลงไปชั้นล่าง มีชุดเดรสหลายชุดในห้องนั่งเล่น ทางด้านเฉินชิงเสวี่ยเองก็เดินไปมาในห้องแต่งตัว ราวต้องการหยิบของที่ไม่ธรรมดามาประดับเพื่อที่เธอจะได้เป็นจุดเด่นของคืนนี้ และสามารถเปล่งประกายได้
เมื่อเห็นเฉินมู่ลงมาที่ชั้นล่าง ซู่หรูหลานก็โบกมือให้เธออย่างอบอุ่นทันที “เสี่ยวมู่ มานี่สิ สไตลิสต์เอาชุดมาให้เลือกสำหรับงานเลี้ยงตอนเย็น”
เฉินมู่จะยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่สุด ใบหน้าที่มีรอยแผลพยักตอบ “ค่ะ ขอบคุณค่ะ ป้าซู่”
เฉินมู่สลับชุดไปมาสองครั้ง หยิบชุดลาเวนเดอร์ยาวขึ้นมาแล้วชี้ไปที่ร่างกายของตัวเอง ซู่หรูหลานชมเธอ “ชุดนี้เข้ากับสีผิวของเธอดีนะ”
เฉินมู่จึงหยิบชุดสีน้ำเงินอีกชุด ซู่หรูหลานก็พยักหน้าแล้วพูดตอบ “ชุดนี้ก็ดีเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่ามันไม่สามารถปกปิดจุดด่างพร้อยได้…”
เฉินมู่เยาะเย้ยในใจ คำพูดแบบนี้ใช่ไหมที่ซู่หรูหลานใช้ทำร้ายเฉินมู่ซ้ำแล้วซ้ำอีก มันย้ำแทงใจเธอเสมอว่ามีรอยแผลเป็นที่น่าเกลียดบนใบหน้า
ควบคู่ไปกับความเยือกเย็นและความขยะแขยงของลู่ซีเจ๋อ การเยาะเย้ยและการวางกรอบของเฉินชิงเสวี่ย ในที่สุดก็ผลักเฉินมู่ไปสู่ขุมนรกแห่งความตาย
เฉินชิงเสวี่ยพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ พี่เลือกชุดไหนก็ได้ตามสบายเลย พี่ยังคาดหวังอยู่อีกเหรอว่าจะใช้ชุดนั้นช่วยปกปิดใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นได้”
“ชิงเสวี่ย ใครบอกให้เธอพูดกับพี่แบบนี้ล่ะ” ซู่หรูหลานขบริมฝีปาก แสร้งทำเป็นว่าแก้ตัว แต่เธอไม่ได้สนใจแม้แต่จะขยับสายตามามองเลยสักนิด

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่อีกครั้งกับยัยขี้เหร่