ทั้งสามคนมาพร้อมกับท่าทางที่ดุร้าย ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นสีหน้าที่โหดร้ายของพวกเขา ต่อให้ซูจื่อหังจะโง่แค่ไหนก็ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาที่ไม่ดีแน่
เขาขมวดคิ้วแน่นถามขึ้นว่า “พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาทำลายภาพวาดของข้า?”
สถานที่ตั้งแผงขายของของเขานั้นไม่ค่อยมีคนผ่านไปผ่านมามากนัก และภาพวาดเหล่านี้ก็ไม่ได้กีดขว้างการค้าขายของผู้คนแถวนั้นเลยแม้แต่น้อย ถ้าพูดตามหลักเหตุผลก็ไม่ได้ไปทำความเดือดร้อนให้ใคร
เป็นไปได้ไหมว่านักเลงหัวไม้พวกนี้ ต้องการเรียกเก็บเงินคุ้มครอง?
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ซูจื่อหังก็เหลือบมองทั้งสามคน
แต่ไม่คาดคิดว่าหัวหน้าผู้ชายที่หน้าตาบูดบึ้งเดินไปหาซูจื่อหังด้วยท่าทีโอ้อวดแล้วพูดเย้ยหยันว่า "ข้าไม่ชอบขี้หน้าเจ้าว่ะ อยากมีเรื่อง ต้องมีเหตุผลด้วยรึ?”
ซูจื่อหังขมวดคิ้วขึ้นและพูดอย่างเย็นชาว่า "มีเรื่องกลางวันแสก ๆ พวกเจ้ารู้ไหมว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง ถ้านายอำเภอเห็นเข้าละก็ ข้าเกรงว่าพวกเจ้าจะต้องไปกินข้าวในคุกกันน่ะสิ"
แววตาของชายหนุ่มเย็นชาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้คนมากมายที่มาหาเรื่องเขา แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจพวกนั้นเลยสักนิด ไม่เพียงเท่านั้น ซูจื่อหังยังก้มลงเก็บภาพวาดทีละภาพลงในกระเป๋าสะพายหลังของเขาอีกด้วย
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกล้าที่จะเพิกเฉยต่อตนเช่นนี้ พวกอันธพาลเหล่านั้นก็เริ่มโมโหขึ้น
“โถ่เว้ย บอกดี ๆไม่ชอบต้องให้ใช้กำลังใช่ไหม!”
“เจ้ามาตั้งแผงขายของที่นี่ ขออนุญาตพวกข้าแล้วหรือ ถ้าวันนี้เจ้าไม่ส่งเงินมา ก็อย่าหวังจะได้ออกไปจากที่นี่เลย” หัวหน้าอันธพาลเดิมทีได้รับคำสั่งมาจากเหลียงปิน ก่อนจะลงมือสั่งสอนซูจื่อหังนั้น เขาก็กลับมาคิดอีกทีว่าควรจะรีดไถเงินก่อนเสียดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ซูจื่อหังผู้นี้เป็นเพียงบัณฑิต เขาดูอ่อนแอและคาดว่าจะเอาชนะพวกตนไม่ได้ ถ้าถูกสั่งสอนสักสองสามครั้ง ไม่แน่ว่าอาจจะมอบเงินให้แต่โดยดีก็เป็นได้ เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาจะสามารถหาเงินได้จากตรงนี้เป็นกอบเป็นกำ
มาเรียกค่าคุ้มครองจริง ๆ ด้วย
ซูจื่อหังยิ้มเยาะไปที่มุมปาก
หลังจากฟังสิ่งที่พวกเขาพูดแล้ว ซูจื่อหังไม่เพียงแต่ไม่กลัว แต่ยังเลิกคิ้วถามขึ้นอีกด้วยว่า "นี่พวกเจ้ามาเก็บค่าคุ้มครองกับข้า? คิดว่ามันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ?"
มุมปากของชายหนุ่มเต็มไปด้วยคำเหน็บแนม และน้ำเสียงของเขาก็เต็มไปด้วยความดูถูก ราวกับว่าเขาไม่เห็นนักเลงหัวไม้เหล่านี้ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
หัวหน้าที่ชื่อจางซานก็โกรธขึ้นทันที เดิมทีเขาคิดว่าถ้าซูจื่อหังจะยอมส่งเงินมาให้แต่โดยดี วันนี้พวกเขาก็จะปล่อยซูจื่อหังไปและสั่งสอนไปสักเล็กน้อยเท่านั้น
แต่ไม่คิดว่าเจ้าหนุ่มนี่กลับพูดจาโอหังโดยไม่สนใจพวกเขาเลย และยังแสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้อีกด้วย
อาจกล่าวได้ว่าจางซานเป็นอันธพาลอันดับต้น ๆ ในชิงเฉิง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับเด็กหนุ่มที่ไม่เคารพนบนอบเขาเช่นนี้
แม้ว่าวันนี้เขาจะพาคนออกมาเพียงสองคน แต่ก็ไม่กลัวซูจื่อหังเลยแม้แต่น้อย ยังไงซะซูจื่อหังก็มีเพียงคนเดียว และดูเหมือนว่าจะไม่สามารถต่อกรกับเขาได้เลยสักนิด
“เห้ยพวกเรา ในเมื่อไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องญาติดีด้วยอีกต่อไป ลุย!” จางซานออกคำสั่ง แล้วทั้งสามคนก็พุ่งตัวเข้าไป
ทันทีที่ซูจื่อหังพูดจบ จางซานก็กลัวจนเกือบฉี่ราดกางเกง โดยธรรมชาติแล้วเขาเป็นคนที่ไม่กลัวอะไร ยอมให้ซูจื่อหังเตะต่อยตนจนอ่วมเสียยังดีกว่าต้องไปนอนอยู่ในคุกเช่นนั้น
ถ้าเขาต้องติดคุกขึ้นมาจริง ๆ ถึงเวลายังไม่ต้องพูดว่าจะออกมาได้หรือไม่ ไม่แน่ว่าหากออกมาแล้ว ภรรยาก็คงหนีไปแน่ ๆ
“ท่านพี่ซู เจ้าเป็นคนดีมีน้ำใจ ปล่อยข้าไปเถอะนะ ข้าสัญญาคราวหน้าข้าจะไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีกเด็ดขาด!”
จางซานที่เก่งนักเก่งหนาเมื่อครู่นี้แต่ตอนนี้กลับเริ่มร้องขอความเมตตาอย่างลนลานไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ จู่ ๆ เขาก็เอ่ยปากขึ้นว่า “มีอีกอย่าง มีอีกอย่างที่เจ้าไม่รู้ จริงๆ แล้วไม่ใช่ข้าที่อยากทำร้ายเจ้า แต่เป็นคนอื่นตั้งใจส่งข้ามาทำร้ายเจ้าน่ะ”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมา ซูจื่อหังก็ขมวดคิ้วแน่นทันที
“ใคร?”
เขาไม่คาดคิดว่าจะมีคนที่คิดร้ายกับตนได้เพียงนี้
จางซานรีบยื่นมือออกมาแล้วชี้ไปที่เหลียงปินซึ่งซ่อนตัวอยู่ที่มุมกำแพง
เหลียงปินรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเมื่อเขาเห็นจางซานถูกทุบคว่ำลงกับพื้น และเขายังไม่ทันได้เดินออกไป กลับคาดไม่ถึงว่าจางซานจะทรยศหักหลังเขาเร็วขนาดนี้และโยนความผิดมาที่ตนเพื่อความอยู่รอด
เมื่อเห็นแววตาที่หนักแน่นของซูจื่อหังจ้องมองมา แต่ตนไม่มีทางออก และทำได้เพียงต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย เหลียงปินรู้สึกอายมากอย่างบอกไม่ถูกพยายามหารอยแตกตามผนังเพื่อหลบหนีอย่างเป็นไปไม่ได้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: หญิงอ้วนทำนา กับสามีบนเขาจอมขี้แกล้ง
รออยู่นะคะ...
รอ.....,....
รอ.........
แอดจ๋า...
ไม่อัพต่อแล้วเหรอคะ น่าสนุกมาก😭😭😭...
กำลังสนุกเลย ช่วยมาเพิ่มตอนให้ทีนะคะแอดมิน...
สนุกดี ไม่อัพต่อแล้วหรอค่ะ...