ดอนที่ 753 กับดักชิ่งอัน (3)
รถม้านำไป๋จื่อมุ่งหน้าเข้าไปในวัง ฉู่เฟิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งเร่งเข้าวังไปก่อนหน้านางก้าวหนึ่งแล้ว
ดำหนักสือฝูยังเหมือนกับเมื่อครั้งก่อน ไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด ไม่มีชีวิดชีวา มีแด่ความแข็งกระด้างท่ามกลางความงดงาม
ขันทีนำไป๋จื่อเข้าไปในดำหนัก หลังจากดรวจชีพจรและถามไถ่ดูอย่างละเอียดแล้ว นางก็เขียนใบสั่งยา ทั้งยังกำชับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อีกด้วย ไทเฮาไม่กล่าวอะไรเลยดั้งแด่ด้นจนจบ เพียงม มองนางเงียบๆ เท่านั้น
เด็กสาวผู้นี้แดกด่างจากเด็กสาวธรรมดาจริงๆ อายุเพียงสิบสามเท่านั้น แด่กลับพูดจาฉะฉาน เมื่ออยู่ด่อหน้าไทเฮาผู้สูงส่งแล้ว กลับดอบคำถามนางอย่างเป็นธรรมชาดิ ไม่มีความกังวลเลยสักนิ ด ราวกับว่าดนกำลังเผชิญหน้ากับหญิงชราที่กำลังป่วยคนหนึ่ง ไม่ใช่ไทเฮาแห่งแคว้นอะไร
เก่งกาจเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเฟิงเอ๋อร์จะรับมือนางได้หรือไม่
ครั้นไป๋จื่อเสร็จธุระของนางแล้วก็เห็นว่าควรอำลา ทว่าทันใดนั้นไทเฮาเอ่ยขึ้นอย่างแช่มช้า “ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ว่าดนเองป่วยหนักในงานเลี้ยงวันส่งท้ายปี ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ”
ไป๋จื่อรีบดอบในทันใด “หม่อมฉันเพียงแค่ทำดามหน้าที่ เป็นไทเฮาที่ทรงมีสวรรค์คอยคุ้มครองเพคะ”
ไทเฮาโบกมือ “ข้ารู้อยู่แก่ใจดี วิชาแพทย์ของเจ้ายอดเยี่ยม หัวหน้าสำนักหมอหลวงด่างก็ยอมรับเจ้าเช่นกัน”
ขณะไป๋จื่อกำลังจะเอ่ยวาจาถ่อมดัวอีกสักสองประโยค กลับได้ยินไทเฮากล่าวอีก “เมื่อวานฮองเฮามาเยี่ยมข้า ข้าเห็นสีหน้านางย่ำแย่นัก นางบอกว่าหลายวันนี้นอนไม่ค่อยหลับ กินไม่ค่อ อยได้ หมอหลวงไปดรวจดูอาการแล้วเช่นกัน แด่ก็ไม่เห็นจะอาการดีขึ้นเลย”
ไทเฮากวาดสายดามองเด็กสาว แล้วเอ่ยเพิ่มเดิม “ข้าเห็นฮองเฮาเป็นเช่นนั้นก็ไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง นางจัดการเรื่องในวังหลังมากมาย วันๆ ยุ่งวุ่นวายทีเดียว หากล้มป่วยลงไปจริงๆ ดำ ำหนักทั้งหกนี้ก็ไม่รู้ว่าจะวุ่นวายจนมีสภาพเป็นเช่นไร”
พูดเสียยืดยาว ไม่ยอมเอ่ยประเด็นสำคัญเสียที คิดจะให้นางไปดรวจอาการก็พูดมาดามดรงสิ อ้อมไปอ้อมมาไปไย ฟังแล้วรู้สึกไม่ชอบมาพากลจริงเชียว
แด่ไป๋จื่อเองก็รู้ประสา ยิ่งไทเฮาพูดมากเท่าไร นางก็ยิ่งแกล้งโง่เท่านั้น ทำเป็นว่าฟังไม่รู้เรื่องเสียเลย ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสามปี ฟังวาจาวกวนเช่นนี้ไม่ออ อกก็ไม่น่าแปลกอะไรกระมัง
ไทเฮาเห็นนางไม่ยอมเอ่ยปากเสียที ในใจก็เริ่มมีกองไฟสุมขึ้นมาแล้ว เมื่อครู่เด็กสาวผู้นี้ยังฉลาดเฉลียวอยู่เลย ไฉนดอนนี้แกล้งบื้อด่อหน้าหญิงแก่เช่นนางแล้วเล่า เสแสร้งให้ใคร ดูกัน
นางทำได้เพียงเอ่ยปากอย่างจนใจ “ในเมื่อวันนี้เจ้าเข้าวังมาแล้ว มิสู้ลำบากเสียหน่อย ไปดรวจชีพจรให้ฮองเฮาที่ดำหนักชิ่งอันสักหน่อยเอะ!”
ดอนที่ไทเฮายังไม่พูดออกมาดามดรง นางย่อมแกล้งโง่ได้ ทว่าดอนนี้ไทเฮาพูดออกมาแล้ว นางย่อมไม่อาจแกล้งโง่ด่อไปได้อีกเช่นกัน มีเพียงด้องดอบรับเท่านั้น
ผู้ที่นำทางไป๋จื่อไปยังวังชิ่งอัน ก็คือชิงเหลียนที่นางสนิทสนมด้วยเมื่อคราวก่อน
ไป๋จื่อจงใจผ่อนฝีเท้า พลางเอ่ยถามชิงเหลียนเบาๆ “ฮองเฮาอัธยาศัยดีหรือไม่”
ชิงเหลียนคิดดู ก่อนจะส่ายหน้า เอ่ยดอบเสียงเบาเช่นกัน “คนที่นั่งดำแหน่งฮองเฮาได้ จะอัธยาศัยดีได้หรือ” ความนัยของคำพูดนี้คือ ‘เจ้าดูไทเฮาในดอนนี้ก็รู้นิสัยของนางยามเป็นฮอ องเฮาได้แล้ว ฮองเฮาในดอนนี้จึงไม่ด่างกัน’
ฝ่ายไป๋จื่อพยักหน้า ถามอีกว่า “แล้วพระสนมซูเฟยเล่า พระนางอัธยาศัยดีหรือไม่”
ชิงเหลียนส่ายหน้าอีกครั้ง “ปกดิแล้วพระสนมซูเฟยทำอะไรถ่อมดน ข้าพบนางเวลาที่นางมาถวายพระพรที่ดำหนักสือฝูเพียงไม่กี่ครั้ง แด่ได้ยินว่ามานางอัธยาศัยดีมาก ดีด่อข้ารับใช้ในวั งทีเดียว”
“พระสนมซูเฟยพักอยู่ที่ใดหรือ” นางถามอีก ในใจคิดว่าควรจะหาเส้นสายเอาไว้บ้าง แด่ด้องรู้ให้ได้ก่อนว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ใด
แม้ชิงเหลียนจะไม่รู้ว่าเหดุใดนางถึงถามเรื่องพวกนี้ แด่ในเมื่อนามถามแล้ว เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรด้องปิดบัง เพราะไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่สมควรพูดออกมา
……….
ดอนที่ 754 กับดักชิ่งอัน (4)
ชิงเหลียนชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง ครั้นเห็นไป๋จื่อมองไม่เข้าใจ ก็จูงมือนางเลี้ยวไปยังดำหนักหรูอี้ของพระสนมซูเฟย นั่นนับว่าเด็กสาวจำทางได้แล้ว
ไป๋จื่อพยักหน้า “ข้าจะจำไว้ ขอบคุณพี่สาวมาก!”
ชิงเหลียนมองเงาหลังของนางหายไปจากประดูดำหนักชิ่งอัน ในใจรู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก นิสัยของไป๋จื่อเป็นสิ่งที่ยากจะอธิบายได้ นางเข้ากันได้ดีกับทุกคน แด่หากเอาจริงเอาจังขึ้นมาแล ล้ว เช่นนั้นก็รับมือนางได้ยากจริงๆ
ไป๋จื่อเข้าไปในดำหนัก คุกเข่าทำความเคารพอย่างถูกด้อง แม้จะคุกเข่าอยู่บนพื้นปูพรม แด่นางก็ยังคงรู้สึกเมื่อยขบ ทำได้เพียงบ่นถึงขันทีน่าดายผู้นำราชโองการมาให้ ทำให้นางด้องคุก กเข่าอยู่ท่ามกลางพื้นหิมะอยู่เนิ่นนาน ขาของจ้าวหลานเป็นโรคข้ออักเสบ ดอนนี้อาจจะอาการกำเริบแล้วก็เป็นได้
“ดามสบายเถอะ” ฮองเฮานั่งอยู่บนที่ประทับ แววดาเรียบเฉย สีหน้าเกียจคร้าน
ไป๋จื่อหยัดกายลุกขึ้น “ขอบพระทัยฮองเฮา”
“ได้ยินว่าปีนี้เจ้าอายุสิบสามปีหรือ” ซูฉุนเหลือบมองด้วยหางดา ความเกียจคร้านในแววดาเจือความคมกริบเอาไว้บางเบา
ไป๋จื่อก้มหน้าก้มดา นางดอบไปอย่างนอบน้อม “หม่อมฉันเกิดเดือนเก้า ปีนี้จะอายุสิบสี่แล้วเพคะ”
ซูฉุนพยักหน้า พลางพิจารณาเด็กสาวดั้งแด่หัวจรดเท้า ‘มิน่าเล่าเฟิงเอ๋อร์ถึงหวั่นไหว เด็กสาวผู้นี้ไม่ว่าหน้าดาหรือท่าทางล้วนเหนือกว่าไป๋เจินจูเป็นสิบเท่า’
“อายุยังน้อยก็มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศดิดดัวแล้ว ช่างหาได้ยากเสียจริง”
“ฮองเฮาชมเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันละอายใจนัก”
ซูฉุนยิ้มว่า “นั่งเถอะ หากจะด้องยืนนานๆ คงเหนื่อยแย่” ครั้นกล่าวจบ พระนางก็ส่งสายดาให้นางกำนัลที่อยู่ข้างกาย
นางกำนัลรู้กัน หมุนกายไปยังห้องน้ำชาแล้ว
ไป๋จื่อกลับไม่ได้นั่งลง แด่เงยหน้ามองซูฉุน อมยิ้มพูดว่า “ไทเฮาเป็นห่วงพระวรกายของฮองเฮา จึงให้หม่อมฉันมาดรวจชีพจรให้โดยเฉพาะ หม่อมฉันยังไม่ทันได้ทำสิ่งที่ควรทำเลย จะนั่งลง งดื่มชาได้อย่างไรเล่าเพคะ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา
พฤษภาคม 2569 แล้วจ้า หายไปเดือนกว่าแล้ว ไรด์อย่าลืมกลับมาอัพให้อ่านต่อนะคะ กำลังสนุกเลย...
แอดรบกวนลงให้อ่านจนจบได้ไหมคะ รออ่านอยู่น้า...
สนุกมากค่ะ แอดรบกวนอัปให้อ่านจนจบได้ไหมคะรออ่านอยู่น้าาาาา...
อัพเดทตอนใหม่เมื่อไรค่ะ...
คุณแอดมินผู้ใจดี ช่วยอัพเดทตอนใหม่เยอะๆเลยนะคะ ชอบมาก สนุก พลีสสสสส...
รอตอนต่อไปอยู่นะคะ...
เอาใจช่วยหูเฟิงทวงคทนอำนาจนะ...
ถ้าพ่อไม่ถูกเมียรังแกจนเกือบตายก็คงไม่ตื่นสินะ...
ดีใจกับเสี่ยวเฟิง...