“พวกเราออกไปได้แล้ว”
หลัวซิวลุกขึ้น แล้วหันไปพูดกับลู่เมิ่งเหยา
10วันมานี้เขาศึกษาค่ายกลตลอดเวลา ลู่เมิ่งเหยาก็อยู่เฝ้าข้างๆ ตลอด
“นายรู้เรื่องค่ายกลด้วยงั้นหรือ?” ลู่เมิ่งเหยาพูดด้วยสีหน้าแปลกใจ
เท่าที่เธอรู้มา ตั้งแต่ที่หลัวซิวเข้าสำนักยุทธ์มาตอนอายุ10ขวบ ก็ไม่เคยได้สัมผัสกับเรื่องค่ายกลอะไรเลย ส่วนที่หลัวซิวเพิ่งได้เคยสัมผัสกับค่ายกลเมื่อครึ่งเดือนก่อน แถมยังมีความรู้ไปถึงระดับอาจารย์ค่ายกลขั้น5อีกด้วย เธอไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน
หลัวซิวไม่ได้บอกว่าตนเองมีความรู้ถึงระดับอาจารย์ค่ายกลขั้น5 เพราะเรื่องนี้มันดูจะเป็นไปได้ยาก ถ้าไม่ใช่เพราะว่าได้ความรู้จากผังกฎดั้งเดิมของวงล้อชีวิตแห่งเหล่าเทวเทพ เขาก็ไม่มีทางที่จะมีความรู้ถึงระดับนี้ได้
ในเมื่ออธิบายไม่ได้ หลัวซิวก็เลยไม่พูดดีกว่า เรื่องมันเกี่ยวข้องกับความลับของตนเอง เรื่องแบบนี้หลัวซิวจะบอกกับคนอื่นง่ายๆ ไม่ได้ ต่อให้เป็นคนที่ตนเองสนิทที่สุด ก็ไม่อาจจะบอกกล่าวไปง่ายๆ
“ผมไปเจอภาพเกี่ยวกับค่ายกลของหุบเขากุ่ยอินในถ้ำ”
หลัวซิวหาเหตุผลขึ้นมาอ้าง “เดี๋ยวคุณเดินตามผม เดินตามทุกก้าวห้ามพลาด”
พอเห็นลู่เมิ่งเหยาพยักหน้า หลัวซิวก็เริ่มออกเดิน เดี๋ยวเดินหน้า เดี๋ยวถอยหลัง บางทีก็ย่ำเท้าที่เดิม หรือไม่ก็หมุนตัวบ้าง
จนกระทั่งสุดท้าย สภาพของหุบเขาก็เปลี่ยนไป จากที่เคยมีต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม ก็กลับกลายเป็นรกร้างไร้สิ่งมีชีวิตทันที และทางเข้าออกของหุบเขา ก็ปรากฏขึ้นมาแล้ว
พอเห็นดังนั้น ลู่เมิ่งเหยาก็เข้าใจขึ้นมาได้ ว่าภาพในหุบเขาก่อนหน้านี้ เป็นแค่ภาพลวงตาจากผลของค่ายกล ความรกร้างถึงจะเป็นสภาพความเป็นจริงของหุบเขากุ่ยอิน
เทพจิตของซูจิ้งหยุนได้แหลกสลายเป็นผุยผงไปแล้ว หินหยินก็ถูกหลัวซิวเก็บมาแล้ว หุบเขากุ่ยอินแห่งนี้ นอกจากจะมีค่ายกลขั้น6ที่เข้าได้ออกไม่ได้แล้วนั้น ก็ไม่มีอันตรายอื่นเลย
หลังจากที่หุบเขากุ่ยอินของเทือกเขากวนเหลยถูกค้นพบแล้วนั้น ก็มีจอมยุทธ์ตายไปไม่น้อย ถ้าไม่มีพลังระดับอาจารย์ค่ายกลขั้น6 พอเข้าค่ายกลนี้ไป ก็จะถูกขังอยู่ด้านใน
ถึงแม้ในเขตการปกครองหยุนหลงและเขตการปกครองโตว้ไห่จะมีอาจารย์ค่ายกลขั้น5 ถึงแม้จะบอกว่าจะไม่ถูกขังอยู่ด้านใน แต่ก็ปกป้องการแทรกซึมเข้าโจมตีของปราณหยินไม่ได้ คนพวกนั้นที่เคยบุกรุกเข้าหุบเขากุ่ยอิน คงจะถูกซูจิ้งหยุนดูดวิญญาณไปเอามาฟื้นฟูเทพจิตของตนเองไปหมด
ถูกขังอยู่ในหุบเขากุ่ยอินเป็นเวลา10วัน หลัวซิวก็หลุดพ้นจากการตามฆ่าของตระกูลเยี่ยนในเมืองโจว๋ซิงได้
แต่ว่าเขาก็ยังไม่กล้าพาลู่เมิ่งเหยาไปเมืองโจว๋ซิง ในมือก็ยังไม่มียาย้ายร่างไขกระดูกเอาไว้แปลงโฉม ถ้าถูกคนจับได้ ก็จะลำบาก
ทางเดียวก็คือ อ้อมเมืองโจว๋ซิงไป เดินทางไปยังเมืองอื่นๆ ของเขตการปกครองโตว้ไห่ เพื่อตามหาที่ตั้งของสำนักเหลยหวู่
เหตุที่เกิดในหุบเขากุ่ยอิน และการตื่นฟื้นขึ้นมาของเทพแห่งวัฏจักรชีวิต ทำให้หลัวซิวรับรู้ได้ว่าพลังของตนเองยังคงด้อยมาก ถ้าเจอกับอันตรายร้ายแรง เขาก็แทบจะเอาตัวเองไม่รอด คงจะพาลู่เมิ่งเหยาไปตลอดไม่ได้
ถ้าซูจิ้งหยุนไม่ได้เลือกหลัวซิว แต่ไปเลือกตัวลู่เมิ่งเหยาล่ะก็ ตอนนี้เธอก็คงกลายเป็นอีกคนไปแล้ว
ดังนั้น เรื่องที่สำคัญที่สุด ก็คือพาลู่เมิ่งเหยาไปส่งที่สำนักเหลยหวู่
แต่ว่า ทั้งสองคนยังไม่ทันออกไปจากเทือกเขากวนเหลยเลย หลัวซิวก็สัมผัสได้ว่ามีตัวสำนึกขนาดใหญ่มาตกลงที่ข้างๆ ตัวเขากับลู่เมิ่งเหยา จากนั้น คนวัยกลางคนในชุดสีม่วงก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าของทั้งสองคน
ใสความรู้สึกของหลัวซิว ชายวัยกลางคนชุดม่วงคนนี้มีพลังแข็งแกร่งมาก อย่างน้อยก็น่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งปรมาจารย์ฝึกจิต
ชายวัยกลางคนชุดม่วงก็มองหลัวซิวนิ่งๆ จากนั้นสายตาก็เปลี่ยนไปมองลู่เมิ่งเหยา ถึงแม้พวกเขาจะสวมหมวกและผ้าคลุมหน้า แต่ฝั้งตรงข้ามมีตัวสำนึก การแปลงโฉมแบบนี้แทบจะไม่ได้ผล
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: มหายุทธ์ สะท้านภพ
มาต่อๆ...
มีต่อไหมครับรออยู่นะครับ...
มึงๆ กูๆ เชี้ยไรเยอะแยะวะ นิยายจีนนะโว้ย อ่านเจอแล้วสดุดเสียรมตลอด...
แปลต่อทีค่า รออ่านอยู่นะคะ🥺🥺...
มีต่อไหมครับ...
รออยู่นะครับ...
เรื่องเก่าอัพเดตบ้าง ไม่ใช่ลงแต่เรื่องใหม่...
เมื่อไรจะลงซักที...
เค้ายังแปลอยู่ไหมครับ...
ไม่ลงให้อ่านซักที...