ระดับของวิญญาณ เริ่มตั้งแต่วิญญาณปกติ แล้วก็เทพจิต จนถึงช่องจิต สุดท้ายถึงจะเป็นญาณเทว
วิญญาณระดับช่องจิตไม่สามารถควบคุมกฎและเกณฑ์ได้ ทว่าวิญญาณของหลัวซิวอยู่ในระดับญาณเทว จึงสามารถทำสิ่งนี้ได้
เขา ณ วินาทีนี้ก็ควบคุมเกณฑ์ปริภูมิด้วยตัวสำนึกวิญญาณนี่แหละ วิวัฒนาการปริภูมิที่ทรุดตัวออกมา จนประกอบเป็นหลุมดำที่ดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง ศักยภาพสูงสุดของปีศาจแมงมุมลายเขียวเทียบเท่าเทพมารระดับห้า ซึ่งไม่สามารถเข้าใกล้เขตพื้นที่บริเวณโดยรอบสามร้อยเมตรของเขาได้ด้วยซ้ำ
ทันใดนั้นเอง ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ยกมือขึ้นมาจิ้มลงกลางอากาศที่ว่างเปล่าครั้งหนึ่ง เปลวไฟดวงหนึ่งจึงพุ่งออกไป กลายเป็นมังกรเพลิงตัวหนึ่งที่แยกเคี้ยวตะปบเล็บ แผดเผาปีศาจแมงมุมลายเขียวจำนวนมากที่แผ่คลุมลาร์ให้กลายเป็นฝุ่นผง
“ให้ตายเถอะ ลูกรักของข้า!”
มีน้ำเสียงที่ดุดันดังก้องอยู่ในห้วงดารา ถัดจากนั้นก็มีชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสีสันสดใสคนหนึ่งปรากฏบนหินอุกกาบาตลูกหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไกล
ในละแวกใกล้เคียงของหินอุกกาบาตที่ชายหนุ่มเสื้อหลากสียืนอยู่ เต็มเปี่ยมไปด้วยปีศาจแมงมุมลายเขียวที่ถี่ยิบ รวมไปถึงอสูรกายประเภทอื่น ๆ อีกมากมาย จำนวนมีเยอะมากจนน่าทึ่งอย่างยิ่ง
“วิถีแห่งทาสอสูร?”
หากไม่ใช่เพราะชายหนุ่มเสื้อหลากสีเอ่ยปากพูดกะทันหัน หลัวซิวก็ยังสังเกตไม่เห็นฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากเขาและลาร์ถูกปีศาจแมงมุมลายเขียวที่ไร้ขอบเขตแผ่คลุมตั้งแต่แรกแล้ว จึงนึกไม่ถึงเลยด้วยซ้ำว่าปีศาจแมงมุมลายเขียวทั้งหมดนี้จะถูกควบคุมโดยมนุษย์
สรรพวิชา มีวิถีที่มากล้น เนื่องด้วยมีความทรงจำของชาติปางก่อน หลัวซิวก็พอเข้าใจวิถีแห่งทาสอสูรอยู่บ้าง ยิ่งกว่านั้นคือในยุคไท่ชูอันไกลโพ้น เคยมีผู้แข็งแกร่งชั้นยอดที่ฝึกวิถีแห่งทาสอสูรด้วย ซึ่งสิ่งที่พวกเขาควบคุมก็คืออสูรโบราณดารา!
ความเป็นมาของวิถีแห่งทาสอสูรเก่าแก่มาก ทว่าการถ่ายทอดสืบสานประเภทนี้กลับไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากศักยภาพของผู้ควบคุมอสูรจักแข็งแกร่งหรือไม่นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับระดับขั้นและจำนวนของอสูรที่ควบคุม
ฝูงอสูรที่นักทาสอสูรควบคุมต้องการอาหารเลือดเป็นจำนวนมาก ดังนั้นมักจะมีนักทาสอสูรไปฆ่าล้างอสูรจิตในดาราและพสุดาราที่ระดับค่อนข้างต่ำ ทุกตำแหน่งที่ฝูงอสูรเคลื่อนผ่าน แม้แต่หญ้าก็ไม่อาจจะขึ้น ทุกตำแหน่งเต็มเปี่ยมไปด้วยโครงกระดูก
เห็นได้ชัดเจนมากเลยว่าชายหนุ่มเสื้อหลากสีคนนี้คือนักทาสอสูรคนหนึ่ง การที่เขาปลดปล่อยฝูงปีศาจแมงมุมลายเขียวออกมานั้น เขาไม่ได้ปล่อยสิ่งมีชีวิตที่น่าขยะแขยงเหล่านี้ออกมาเดินเล่นแน่นอน แต่เป็นการปล่อยออกมาหาอาหาร!
เมื่อไม่นานมานี้ หลัวซิวและลาร์เพิ่งเดินทางผ่านดาราระดับล่างที่อารยธรรมวิถียุทธ์ค่อนข้างต่ำหนึ่งดวง ผลการฝึกตนของจอมยุทธ์ที่อยู่บนดาราดังกล่าวมากสุดก็เป็นเพียงเทพมารระดับห้า หากฝูงปีศาจแมงมุมลายเขียวประเภทนี้ค้นพบดาราดวงนั้น ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรแค่คิดก็พอจะทราบได้แล้ว
แม้นหลัวซิวจะไม่ใช่ผู้ที่โศกเศร้าอาดูรและเจ็บแค้นเพราะประชาชนตกทุกข์ได้ยาก แต่เขาก็มีหลักการขีดจำกัดของตัวเองเช่นกัน เมื่อทราบว่าฝูงปีศาจแมงมุมลายเขียวนี้ถูกควบคุมโดยชายหนุ่มเสื้อหลากสีคนนั้น จึงมีจิตสังหารที่รวดเร็วและเฉียบคมทะลุออกมาจากดวงตาเขา
ต่อให้ไม่ได้ทำเพื่อเหล่าอสูรจิตธรรมดาที่ใช้ชีวิตอยู่บนดาราดวงนั้น ทว่าเจ้าหมอนี่บังอาจควบคุมฝูงปีศาจแมงมุมลายเขียวมารุมโจมตีตนเอง พฤติกรรมเช่นนี้มันก็เป็นการรนหาที่ตายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว!
เพราะฉะนั้นหลัวซิวจึงไม่ได้พูดจาไร้สาระเลยด้วยซ้ำ ตัวสำนึกวิญญาณควบคุมพลังเกณฑ์ปริภูมิและความเร็ว ร่างกายกลายเป็นลำแสงหนึ่งดวงภายในพริบตา ก่อนจะพุ่งสังหารไปทางชายหนุ่มเสื้อหลากสีที่อยู่บนหินอุกกาบาตลูกนั้น
“รนหาที่ตาย!”
ชายหนุ่มเสื้อหลากสีแสยะยิ้มอย่างเยือกเย็น มีอสูรกายยักษ์ห้าตัวคอยคุ้มกันอยู่ข้างกาย วานรวัชรยักษ์ตัวหนึ่งกระโดดขึ้นฟ้า ก่อนจะใช้หมัดทุบไปทางหลัวซิว
“ตู้มม!”
ในขณะเดียวกันหลัวซิวก็ปล่อยหมัดออกไปเช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบกับร่างกายของวานรวัชรยักษ์ที่สูงหลายร้อยเมตรแล้ว ร่างกายของเขาก็เล็กจิ๋วปานมดตัวจ้อยตัวหนึ่งเลย
เสียงที่กลัดกลุ้มอย่างยิ่งดังก้องอยู่ในห้วงดารา คลื่นปราณที่ดุดันทั้งหลายม้วนซัดออกไป วานรวัชรยักษ์คำรามเสียงดัง พลางถอยหลังกลับไปพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน
“นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?”เมื่อชายหนุ่มเสื้อหลากสีเห็นภาพเหตุการณ์นี้ เขาก็ผงะไปโดยสิ้นเชิงแล้ว วานรวัชรยักษ์คืออสูรมารเทพระดับเจ็ดที่มีพลังมากมายมหาศาลเชียวนะ ผู้แข็งแกร่งกลั่นร่างที่ผลการฝึกตนอยู่ในแดนเดียวกันยังไม่กล้าต่อกรกับวานรวัชรยักษ์ตรง ๆ เลย เจ้าหมอนี่ทำเช่นนี้ได้อย่างไร?
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจิตใจของชายหนุ่มเสื้อหลากสีจะรู้สึกทึ่งมากเพียงใด ความจริงก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว หลังจากหลัวซิวใช้หมัดหนึ่งโจมตีวานรวัชรยักษ์จนถอยหลังกลับไปแล้ว ความเร็วเขาก็เร็วปานสายฟ้า มาถึงบนหินอุกกาบาตที่ชายหนุ่มเสื้อหลากสียืนอยู่ภายในพริบตา
ยื่นมือออกไปขยำครั้งหนึ่ง หอกยุทธ์สีแดงเลือดเล่มหนึ่งจึงผนึกรวมกันในมือหลัวซิว และนี่ก็คือหอกโลหิตสังหารสวรรค์ที่เกิดจากพลังอมตะ จากความแข็งแกร่งในร่างยุทธ์ร่างเนื้อของหลัวซิว ศัสตราวุธของขลังทั่วไปไม่มีประโยชน์อะไรต่อเขาแล้ว จักหยิบกระบี่ร่องฟ้าออกมาใช้ง่าย ๆ ไม่ได้ หอกโลหิตสังหารสวรรค์จึงกลายเป็นอุบายสังหารประเภทหนึ่งที่ทรงพลัง และเป็นอาวุธสงครามที่ใช้ในการเข่นฆ่าของเขา
“ฟึ่บ!”
แสงโลหิตดวงหนึ่งแย้มบาน อสูรกายที่นับไม่ถ้วนก็กระโจนไปทางหลัวซิว หอกยุทธ์ของเขาทิ่มแทงชายหนุ่มเสื้อหลากสีไม่สำเร็จ เพราะอสูรกายจำนวนมากที่อยู่ข้างกายต่างทุ่มสุดชีวิตเพื่อคุ้มกันนาย
“สวรรค์ปราบ!”
หลัวซิวตะคอกเสียงดังลั่น มีจิตสังหารที่น่าสยดสยองอย่างไร้ขอบเขตปะทุออกมาจากหอกยุทธ์สีแดงเลือด ภายใต้การแผ่คลุมจากจิตสังหารประเภทนี้ อสูรกายส่วนมากก็ต้านทานต่อไปไม่ไหวแล้ว ร่างกายระเบิดแตกจนกลายเป็นฝุ่นผง
“วัฏสงสาร!”
หลัวซิวก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เงาลวงวัฏจักรที่ใหญ่โตมหึมาก็ปรากฏด้านหลังเขา ทุกครั้งที่วัฏจักรที่ใหญ่โตมหึมาหมุนหนึ่งรอบ ก็เหมือนถ่านหินกลมที่รองรับตัวโม่ยังไงอย่างนั้น บดขยี้ทุกสรรพสิ่งที่ขวางอยู่ตรงหน้าเขา
อสูรกายที่ชายหนุ่มเสื้อหลากสีควบคุมมีเยอะมาก ทว่าพวกมันกลับไม่ได้แข็งแกร่งมากเท่าไหร่นัก อย่างมากสุดก็ไม่สูงกว่าเทพมารระดับเจ็ด ส่วนผลการฝึกตนของชายหนุ่มเสื้อหลากสีนั่นก็ไม่สูงเช่นกัน เป็นเพียงเทพมารระดับเจ็ดช่วงปลายเท่านั้น
ภายในเสี้ยววินาทีอันสั้น หลัวซิวก็ล้างฆ่าอยู่ภายใต้การรุมโจมตีจากอสูรกายที่นับไม่ถ้วน จนฝ่าฟันออกมาจากวงล้อมได้ หอกโลหิตสังหารสวรรค์เล็งไปกลางหว่างคิ้วชายหนุ่มเสื้อหลากสีโดยตรง
“ถ้ามึงบังอาจฆ่ากู มึงต้องรู้สึกเสียใจทีหลังแน่! ท่านพ่อกู……”
มีรังสีแห่งความหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้าชายหนุ่มเสื้อหลากสี แต่ทว่าเขายังไม่ทันได้พูดจบ ก็ถูกหอกโลหิตทะลวงตัวหยั่งรู้ กลายเป็นศพร่างหนึ่งที่เงียบไม่พูดจา
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: มหายุทธ์ สะท้านภพ
มึงๆ กูๆ เชี้ยไรเยอะแยะวะ นิยายจีนนะโว้ย อ่านเจอแล้วสดุดเสียรมตลอด...
แปลต่อทีค่า รออ่านอยู่นะคะ🥺🥺...
มีต่อไหมครับ...
รออยู่นะครับ...
เรื่องเก่าอัพเดตบ้าง ไม่ใช่ลงแต่เรื่องใหม่...
เมื่อไรจะลงซักที...
เค้ายังแปลอยู่ไหมครับ...
ไม่ลงให้อ่านซักที...
รออานยุ...
รอต่อไปครับ...