ได้ยินพูดแบบนี้ ลั่วหลันก็รีบลงจากเตียง “เช่นนั้นข้าก็ควรไปพบด้วย”
เหลิ่งอวี้จัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองเสร็จ ก็หันไปช่วยนางจัดผม จากนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มเบา ๆ ว่า
“ได้ เจ้าไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวค่อยมาหา”
พูดจบ เขาไม่ลืมจับศีรษะของนาง และทิ้งรอยจูบอันอ่อนโยนไว้บนหน้าผากของนาง
เห็นเหลิ่งอวี้เดินจากไป อาไฉ่ก็ยกอ่างน้ำเข้ามาให้นางล้างหน้า ปากยังไม่ลืมพึมพำว่า
“หวังเฟย ข้างนอกมีคนมาเยอะมาก ล้วนเป็นคนที่สวมชุดรบ แม่ทัพหลิวที่เป็นผู้นำดูน่าเกรงขามจริง ๆ คำนั้นเรียกว่าอะไรน่ะเจ้าคะ?”
นางพูดพร้อมกับเกาศีรษะ คิดไม่ออกว่าจะใช้คำไหนมาบรรยายแม่ทัพหลิวคนนี้
ลั่วหลันลูบเส้นผมยาวทางข้างหน้าของตัวเอง และหรี่ตายิ้มเบา ๆ “องอาจห้าวหาญ?”
“ใช่ใช่ใช่”
อาไฉ่แบะปาก ยิ้มอย่างเขินอายทันที “อาไฉ่รู้หนังสือไม่มาก หมายถึงอันนี้แหละเจ้าค่ะ แม่ทัพหลิวคนนั้น ดูน่าเกรงขามจริง ๆ”
อาไฉ่พูดแบบนี้ ลั่วหลันรู้สึกว่านางยิ่งต้องไปเจอแม่ทัพหลิวคนนี้แล้ว ตอนนี้มีคนสองคนที่ยึดครองแคว้นต้าหนิงไปครึ่งแผ่นดิน คนหนึ่งคืออู๋หงลูกชายของราชครูอู๋ อีกคนหนึ่งคือหลิวเต๋อชังแม่ทัพหลิวคนนี้ ทั้งสองคนนี้ เป็นคนที่ฝ่าบาทต้องให้เกียรติเล็กน้อย
ตอนนางเก็บข้าวของให้เรียบร้อยและมายังห้องโถงหลักของจวนอวี้อ๋อง เหลิ่งอวี้กับหลิวเต๋อชังกำลังคุยอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
นางยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าครุ่นคิดว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ เหลิ่งอวี้เงยหน้าเห็นนาง จึงรีบลุกขึ้นและเรียกนางเข้ามา
นางถึงได้ก้าวเท้าเข้าไปในประตูห้องโถงหลัก ตอนเหลิ่งอวี้เข้ามาต้อนรับ เขาจับของนางและพามาตรงหน้าหลิวเต๋อชัง และแนะนำกับเขาว่า
“แม่ทัพหลิว คนนี้คือสุ่ยลั่วหลันภรรยาของข้า ที่ข้าเพิ่งเล่าให้ท่านฟังว่า เป็นคนที่ลากข้ากลับมาจากโลงศพ”
ได้ยินเขาพูดแบบนี้ หลิวเต๋อชังก็เงยหน้ามองนาง ขณะสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้า ในดวงตาได้ปรากฏแสงซึ่งไม่อาจอธิบายได้ขึ้นแวบหนึ่ง
ผู้หญิงคนนี้ เขารู้สึกคุ้นตา…
ในขณะเดียวกัน ลั่วหลันก็สังเกตแม่ทัพหลิว แม่ทัพหลิวดูแล้วน่าจะอายุราว ๆ ห้าสิบ ท่าทางเป็นธรรมชาติ สีหน้าสงบนิ่ง บนตัวของเขาเผยให้เห็นบุคลิกของแม่ทัพซึ่งแม้จะผ่านสงครามมาเป็นร้อยครั้ง แต่ยังคงสุขุมไม่ลนลาน
บุคลิกของแม่ทัพแบบนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถแสร้งทำออกมาได้ ลั่วหลันจึงได้แน่ใจ ที่เหลิ่งอวี้บอกว่าเขาเป็นคนคุณธรรมสูงส่ง ไม่ใช่เรื่องหลอกลวงเลยสักนิด
นางรีบคำนับ และทักทายเล็กน้อย “แม่ทัพหลิว ข้าน้อยสุ่ยลั่วหลันขอคารวะท่าน”
ลั่วหลันมองเหลิ่งอวี้แวบหนึ่ง แล้วตอบกลับว่า
“มาจากชนบท เกรงว่าชื่อของหมู่บ้านเล็ก ๆ นั่น แม่ทัพหลิวน่าจะไม่เคยได้ยิน ไม่ต้องเอ่ยถึงก็ได้”
หลิวเต๋อชังถึงได้ถอนหายใจ พยักหน้าช้า ๆ สีหน้าที่อธิบายไม่ถูกในดวงตาแวบผ่านไปทันที
ขณะนี้ เหลิ่งอวี้ก็ได้เข้าสู่ประเด็นหลักและกล่าวต่อว่า
“เจิ้นหนานอ๋องไม่ได้เข้าเมืองหลวงมาสิบปีแล้ว บ่ายวันพรุ่งคงจะถึงแล้ว เสด็จพ่อสั่งให้ข้าจัดหาที่พักให้เขา และไม่ให้เขาเข้าวังก่อนงานเลี้ยงประจำปี แต่โรงเตี๊ยมกับศาลาพักม้าในเมืองนี้เต็มไปด้วยครอบครัวที่ติดตามบรรดาฟานอ๋องมา เรื่องนี้ทำข้าลำบากใจจริง ๆ”
ได้ยินคำพูดของเขา สายตาของหลิวเต๋อชังก็กะพริบอย่างเด็ดเดี่ยวครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองเขา และพูดด้วยความจริงจังว่า
“อภัยให้ข้าด้วยที่ต้องพูดตรง ๆ ตามที่ข้ารู้มา หลายครั้งอู๋หงไม่สนใจหนทางอันยาวไกล เดินทางไปยังที่พักอันสงบสุขของเจิ้นหนานอ๋องด้วยตัวเอง ชัดเจนมากว่า หากเจิ้นหนานอ๋องไม่ผ่อนปรน เขาก็ไม่มีทางไปหลายครั้ง ดังนั้นครั้งนี้เจ้าต้องฉวยโอกาสดึงเขามาเป็นพวก ไม่อย่างนั้นวันหน้า เขาจะทิ้งความเสียหายไว้ไม่รู้จบ”
คำพูดของหลิวเต๋อชังทำให้เหลิ่งอวี้ขมวดคิ้ว ถึงแม้ลั่วหลันจะฟังแล้วงงงวย แต่นางฟังออกว่า เจิ้นหนานอ๋องน่าจะมีเจตนาสร้างความปรองดองกับคนตระกูลอู๋
ดังนั้น นางจึงครุ่นคิดสักพัก มองเหลิ่งอวี้ และกล่าวเบา ๆ ว่า
“ท่านพี่ ในเมื่อฝ่าบาทมอบภารกิจสำคัญให้ท่านแล้ว ท่านจะประมาทเจิ้นหนานอ๋องคนนี้มิได้ ให้เขามาอยู่ในเรือนปีกตะวันออกของจวนอวี้อ๋องไม่ดีกว่าหรือ ถึงอย่างไรที่นั่นก็ว่าง”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พ่ายรักท่านอ๋องตัวร้าย
บทที่เคยปลดล็อกด้วยเหรียญไปแล้ว ทำไมกลับมาอ่านซ้ำไม่ได้...
เติมเหรียญแล้วแต่ปลดล็อกไม่ได้...