ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของเหลิ่งอวี้ก็มืดมนจนเหมือนกลุ่มเมฆดำซึ่งไม่สามารถขับไล่ได้ เขากัดริมฝีปาก กำหมัดแน่น และค่อย ๆ ตอบกลับว่า
“ยกมา”
เขาเพิ่งพูดจบ ร่างศพที่เพิ่งถูกพบร่างนั้นก็ยกมาวางไว้ข้างหน้าทุกคน เหลิ่งอวี้ชี้ศพร่างนั้น และเอ่ยถามขันทีที่อยู่ข้าง ๆ ว่า
“อีกคนใช้เขาไหม?”
ขันทีตัวสั่นเทาเงยหน้ามองแวบหนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าอย่างหนัก “ใช่…ใช่เขา พวกเราเข้าวังพร้อมกัน เขากลายเป็นขี้เถ้า ข้าก็จำเขาได้”
ได้ยินคำตอบของเขา คิ้วของเหลิ่งอวี้ก็ขมวดเข้าหากัน สีหน้าของเขาเศร้าหมอง มีแววตาลึกซึ้งยากจะคาดเดาแฝงอยู่ในดวงตา
เขารู้ว่า สองคนนี้ต้องไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุ มีคนกลัวพวกเขาจะปากไม่ซื่อสัตย์ จึงฆ่าปิดปากพวกเขาเสียเลย
คนที่ตายอย่างกะทันหันทั้งสองคนล้วนเป็นคนที่ทำงานในห้องเครื่อง เรื่องนี้ห้องเครื่องหนีความเกี่ยวข้องไม่พ้น กรมวังที่ควบคุมดูแลห้องเครื่องก็หนีความเกี่ยวข้องไม่พ้น เรื่องนี้เขาต้องตรวจสอบจนถึงที่สุด
เพียงแต่ ขันทีที่ตกใจตายคนนั้นถูกกล่าวหาอย่างไม่ยุติธรรมเล็กน้อย
“ทหาร ยกศพออกไป นำตัวผู้ดูแลห้องเครื่องมาที่กรมราชทัณฑ์ ข้าจะไต่สวนเอง”
พูดจบ เขาก็เดินจากไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
วันนี้คือวันที่เจ็ด เป็นวันเพิ่มอายุขัย ตามประเพณีพื้นบ้าน ต้องกินบะหมี่
แต่ลั่วหลันกินไม่ลง มองบะหมี่ที่อาไฉ่ส่งมา นางไม่มีความอยากอาหารเลย หลายวันมานี้อาการของเสี่ยวจื้อไม่เสถียร บางครั้งก็หายใจราบรื่น บางครั้งก็หายใจถี่ บางครั้งก็หายใจอ่อน ทำให้หัวใจของนางปั่นป่วนอยู่ตลอด
โชคดีตอนตรวจเขาเมื่อครู่ พบว่าอาการเลือดไม่เลี้ยงสมองไม่พอของเขาดีขึ้นแล้ว เลือดไหลเวียนราบรื่นกว่าก่อนหน้านี้เยอะมาก นั่นทำให้นางเบาใจเล็กน้อย
ถึงแม้เขาจะหายใจเองได้แล้ว แต่เขายังถอดหน้ากากออกซิเจนไม่ได้ สมองของเขา มีความเสี่ยงที่จะอาการช็อกและอุดตันได้ตลอดเวลา เส้นประสาทของนาง ไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่เค่อเดียว
ไม่ได้กินอิ่มนอนหลับต่อเนื่องกันหลานวัน กลางคืนยังฝันร้ายบ่อย ๆ นางรู้สึกว่าอาการของตัวเองไม่ค่อยดีนัก สีหน้าซีดเผือดเล็กน้อย แต่คิดว่าขอแค่เสี่ยวจื้อค่อย ๆ ดีขึ้น ทำสิ่งเหล่านี้ นางก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่าแล้ว
หลิ่วเม่ยที่อยู่จวนอวี้อ๋องไม่ทราบเรื่องนี้เลย ลั่วหลันรู้ว่านางต้องเป็นห่วงเสี่ยวจื้อมาก ดังนั้นจึงให้อาหงกลับไปบอกนางว่า เสี่ยวจื้อจะอยู่ในวังเป็นเพื่อนนางสองสามวัน เพื่อทำให้นางสบายใจ
ไม่ใช่ว่านางไม่อยากบอกเรื่องที่เสี่ยวจื้อกับหลิ่วเม่ย แต่ต่อให้บอกนางก็ช่วยอะไรไม่ได้ ไม่มีราชโองการของฝ่าบาท นางก็ไม่มีสิทธิ์เข้าวัง
มองบะหมี่ในถ้วย ลั่วหลันหยิบตะเกียบคีบบะหมี่เส้นหนึ่งเข้าปาก
เห็นสีหน้ากระสับกระส่ายของเขา ลั่วหลันปฏิเสธเขาไม่ลงจริง ๆ แต่ตอนนี้เสี่ยวจื้อยังออกจากห้องออกซิเจนความดันสูงไม่ได้ ออกจากเครื่องช่วยหายใจและหน้ากากออกซิเจนไม่ได้ บริเวณหลอดลมที่ยังไม่คืนสภาพดียังต้องฆ่าเชื้อและป้อนออกซิเจนเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเขายังไม่สามารถพบคนได้
นางยกนิ้วขึ้นมาที่ปากพลันส่งเสียงชู่ ก่อนจะหันหลังปิดประตู เดินลงมาจากบันไดช้า ๆ เหลิ่งจื่ออันก็เดินตามฝีเท้าของนาง จ้องมองนางอย่างไม่ลดละ ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวัง
ลั่วหลันยืนนิ่ง เม้มริมฝีปาก และกล่าวกับเขาเบา ๆ ว่า
“อาการของเสี่ยวจื้อเสถียรแล้ว แต่จะฟื้นเมื่อไหร่ยังไม่ทราบได้ ดังนั้นตอนนี้ท่านยังเจอเขาไม่ได้”
เมื่อได้ยินว่าไม่ให้เขาเจอเสี่ยวจื้ออีกครั้ง จู่ ๆ น้ำเสียงเบาและนุ่มนวลของเหลิ่งจื่ออันก็เปลี่ยนเป็นร้อนรนกว่าปกติ
เขาตวาดด้วยความโมโหว่า
“ทำไมข้าถึงเยี่ยมเขาไม่ได้ เขาเป็นลูกชายของข้า ไม่ว่าเขาจะเป็นหรือตาย ข้าดูหน่อยคงไม่ผิดกระมังเจ้าเอาแต่ขวางแบบนี้มันหมายความว่าอะไร? ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าห้าวันมานี้เจ้าทำอะไรกับเขาบ้าง? มิน่าล่ะคนอื่นถึงบอกว่าเจ้ามีเจตนาแอบแฝง ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีเจตนาไม่ดีจริง ๆ”
คนอื่น?
ลั่วหลันขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่าจะมีคนแอบนินทานางลับหลัง ในวังแห่งนี้ ไม่ต้องเดานางก็รู้ว่าคนนั้นเป็นใคร

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พ่ายรักท่านอ๋องตัวร้าย
บทที่เคยปลดล็อกด้วยเหรียญไปแล้ว ทำไมกลับมาอ่านซ้ำไม่ได้...
เติมเหรียญแล้วแต่ปลดล็อกไม่ได้...