เข้าสู่ระบบผ่าน

พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ นิยาย บท 900

ฤดูใบไม้ร่วงอากาศแจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่ง

ในช่วงปลายของฤดูใบไม้ร่วง สำนักศึกษาชิงอี้ได้จัดงาน”วันครบรอบ” ก่อนหน้านี้สำนักพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ประชาชนได้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ระหว่างที่จัดงานประชาชนในเมืองหลวงก็สามารถเดินทางไปร่วมงานในสำนักศึกษาได้

เพราะสำนักศึกษาอยู่ห่างจากเมืองหลวงพอสมควร และแม้ว่าตอนนี้จะมีการซ่อมแซมถนนจนกว้างและเรียบ จะไปกลับรอบหนึ่งก็ใช้เวลาไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้งานครบรอบสำนักศึกษาจึงจัดขึ้นเป็นเวลาสามวัน พยายามจะให้ประชาชนในเมืองหลวงได้มีโอกาสเข้าร่วม

เป็นครั้งแรกที่สองสามีภรรยาอวิ๋นหลิง ที่จัดกิจกรรมใหญ่เช่นนี้ขึ้นมาเองโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากกรมวัง สามารถพูดได้ว่าต้องใช้สมอครุ่นคิดอย่างหนัก เตรียมการนานมาก

แม้แต่พระเจ้าหลวงยังเตรียมตัวจะเดินทางไปร่วมงานด้วยอารมณ์คึกคัก

“วันที่สำคัญเช่นนี้ จะขาดข้าไปได้อย่างไร ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปช่วยสนับสนุนนางหนูหลิง”

หลังจากนั้น ยังทำราวกับเป็นเรื่องใหญ่จนต้องให้ฝ่ายศิราภรณ์เตรียมเสื้อผ้าใหม่อีกหลายชุด

คนแก่ที่อายุเท่าเขา ส่วนใหญ่จะเลือกเสื้อผ้าสีเทาเข้ม สีกรมท่าหรือไม่ก็สีเขียวเข้ม จะได้ดูเป็นผู้ใหญ่ภูมิฐานสุขุม

แต่พระเจ้าหลวงกลับรังเกียจสีเหล่านี้เพราะดูแก่เกินไป ไม่ชอบเลยสักชุด ทำการเลือกเสื้อชุดยาวสีน้ำเงินสดใสคู่กับเสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ด้วยตนเอง

เขาพยักหน้าอย่างพอใจ “เสื้อผ้าชุดนี้ไม่เลว เหมาะสมกับตาแก่ที่หล่อเหลาอย่างข้าพอดี เอาชุดนี้แล้วกัน”

เหล่านางกำนัลฝ่ายศิราภรณ์มีสีหน้าลังเล เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “พระเจ้าหลวงเพคะ ชุดนี้เป็นเสื้อผ้าที่ฝ่าบาททรงให้พระชายาจินออกแบบเป็นพิเศษ จากนั้นก็ให้ฝ่ายศิราภรณ์เร่งตัดออกมา......”

จะเอาไว้ใส่ไปร่วมงานที่สำนักศึกษาชิงอี้

พระเจ้าหลวงทำเหมือนไม่เข้าใจ ตบเข่าฉาดพลางพูดว่า “เช่นนั้นก็ดี เสื้อผ้าที่ไม่ซ้ำใครยิ่งทำให้ข้าโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ”

พูดจบก็เอาเสื้อผ้าไปด้วยความดีใจ ปล่อยให้นางกำนัลทั้งห้องต้องตกอยู่ในความลำบากใจ ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายกับจักรพรรดิจาวเหรินอย่างไร

หลังจากที่จักรพรรดิจาวเหรินได้ทราบข่าวจากฝ่ายศิราภรณ์ ก็นิ่งอึ้งไป

“ทำไมเสด็จพ่อจึงมาแย่งเสื้อผ้าข้าไปใส่”

เขารู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง เสื้อผ้าชุดนั้นเขาได้ให้หลงเย่ช่วยวัดตัวออกแบบตัดเย็บให้โดยเฉพาะ เพียงเพื่อจะได้โดดเด่นตอนที่อยู่ต่อหน้าแม่นางหลี

ปรากฏว่างานครบรอบสำนักศึกษายังไม่ทันเริ่ม เขาก็ไม่มีเสื้อผ้าใส่แล้ว

จักรพรรดิจาวเหรินไปขอเสื้อผ้าคืนจากพระเจ้าหลวงอย่างหน้าด้าน พระเจ้าหลวงส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ

“เจ้าเป็นฮ่องเต้ อยากจะได้เสื้อผ้าแบบไหนก็มี จำเป็นต้องมาแย่งชิงกับตาแก่อย่างข้าด้วยหรือ อีกอย่างข้าก็เป็นพ่อของเจ้า ใส่เสื้อผ้าของเจ้าแล้วจะเป็นไรไป”

“......เสด็จพ่อ ลูกไม่ได้หมายความเช่นนั้น ก็ให้ฝ่ายศิราภรณ์ตัดชุดใหม่ให้พระองค์หลายชุดแล้วมิใช่หรือ เสื้อผ้าชุดนี้ไม่เหมาะกับคนอายุอย่างพระองค์สวมใส่”

สีน้ำเงินเป็นสีที่เห็นได้บ่อยในวัยกลางคน คนแก่จะสวมใส่น้อยมาก

ไหนเลยจะคิดว่าหลังจากที่พระเจ้าหลวงด่าเขาฉอดๆ ยังจะเกิดอารมณ์เสียใจขึ้นมา

“เจ้าเก้าเจ้าหมายความว่าอย่างไร ด่าว่าข้าแก่แล้วขี้เหร่แล้วไม่สามารถใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสได้ใช่หรือไม่ อกตัญญูจริงๆ ตอนที่ข้าเป็นหนุ่มไม่เคยได้ใส่เสื้อผ้าดีๆ แก่แล้วแม้แต่เสื้อผ้าสีสันสวยงามเหล่านี้ก็ไม่มีโอกาสได้ใส่ ทำไมข้าจึงได้อาภัพนักฮือๆๆ......”

หน้าผากของจักรพรรดิจาวเหรินมีเหงื่อผุดออกมา “ทรงพูดถึงเรื่องอะไรกัน ลูกไม่ได้หมายความเช่นนั้น สำคัญคือเสื้อผ้ามันไม่พอดีตัว”

“ข้าไม่สน ขอเพียงสามารถใส่ได้ ไม่สนว่าจะพอดีตัวหรือไม่”

พระเจ้าหลวงโมโหและเอาเสื้อผ้าขึ้นมาสวม พลางกระชากตัวเซียวปี้เฉิงที่กำลังเล่นกับเซียงถวนและดูเรื่องสนุกอยู่ข้างๆขึ้นมา

“เจ้าสามเจ้าลองพูดมา ข้าใส่แล้วดูดีหรือไม่”

เซียวปี้เฉิง “......”

ทั้งชีวิตของอีกฝ่ายทุ่มเทให้กับการดูแลจัดการแผ่นดินนี้ ทั้งยังสามารถรักษาสมดุลของวังหลังได้เป็นอย่างดี ให้กำเนิดลูกชายติดต่อกันถึงเก้าคน เห็นได้ชัดว่าให้ความสำคัญกับการสืบทอดอำนาจการปกครองเป็นอย่างยิ่ง

คนเป็นพ่อแม่ หวังอยากให้ลูกประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องปกติ

จักรพรรดิจาวเหรินใจดีมีเมตตา แต่มีพลังฮึกเหิมไม่เพียงพอ พูดตรงๆก็คือมีความปรารถนาไม่แรงกล้า อย่างน้อยก็ทำไม่ได้เหมือนที่พระเจ้าหลวงคาดหวังเอาไว้ เป็นจุดที่เขารู้สึกไม่พอใจตลอดมา

แต่ถึงแม้จะไม่พอใจ เขาก็หวังว่าจักรพรรดิจาวเหรินจะสามารถสร้างผลงานออกมาได้บ้าง ภายหน้าจะได้มีบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์

เมื่อก่อนมีเรื่องมากมายที่ทำไม่สำเร็จ ยังสามารถโทษว่าสถานการณ์ไม่ดีได้ ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นเวลาสถานที่หรือผู้คนองค์ประกอบแห่งความสำเร็จทั้งสามล้วนมีครบแล้ว จักรพรรดิจาวเหรินกลับยิ่งเฉื่อยชา

ถ้าหากจักรพรรดิจาวเหรินขยันหมั่นเพียรเสียหน่อย ในหลายปีมานี้ ด้วยความสามารถของเขาต้องสามารถทำผลงานที่โดดเด่นมากๆออกมาได้แน่ และยังช่วยบรรเทาแรงกดดันที่มีต่อสองสามีภรรยาเซียวปี้เฉิงอีกด้วย เป็นผลดีกับทุกฝ่าย

ตอนนี้แทบจะทำทุกอย่างให้แล้ว จักรพรรดิจาวเหรินยังไม่สำนึก จะไม่ให้พระเจ้าหลวงกลุ้มใจได้อย่างไร

หลังจากที่เซียวปี้เฉิงกลับไปยังตำหนักบรรทม ก็เล่าเรื่องนี้ให้อวิ๋นหลิงฟัง

อวิ๋นหลิงพูดว่า “ตอนที่เสด็จพ่อของท่านยังหนุ่ม เป็นเพราะสถานการณ์บังคับจึงต้องขยันหมั่นเพียร มิเช่นนั้นจะถูกลากลงมาจากตำแหน่งจักรพรรดิ บวกกับทูเจวียที่จ้องเขมือบ เขาไม่กล้าหย่อนยานเลยสักนิด ถ้าหากรักษาแผ่นดินไว้ไม่ได้ เขาก็ต้องกลายเป็นคนบาปที่ต้องถูกสาปแช่งไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน ไม่มีเรื่องที่สามารถเป็นภัยข่มขู่ต่อแผ่นดินและชีวิตได้อีกแล้ว ย่อมต้องเฉื่อยชาขึ้นมาอยู่แล้ว”

ดังคำที่ว่า “กำหนดจากทุกข์ยาก มอดม้วยด้วยสุขสันต์” เหตุผลคล้ายๆกัน จักรพรรดิจาวเหรินคือ “ขยันเพราะความทุกข์ยาก เกียจคร้านเพราะความสุขสันต์”

เซียวปี้เฉิงถอนหายใจออกมา จากนั้นก็พูดว่า “เสด็จปู่มีรับสั่ง ให้พระสนมในวังหลังทุกคนไปร่วมงานครบรอบสำนักศึกษา”

อวิ๋นหลิงรู้สึกตื่นเต้นยินดีอยู่บ้าง “ล้วนมาช่วยสนับสนุนพวกเราอย่างนั้นหรือ ทำเช่นนี้จะยิ่งใหญ่ไปหรือไม่”

“ไม่ เสด็จปู่ให้พวกนางไปสนับสนุนร้านของหวานของแม่นางหลี”

อวิ๋นหลิง “......”

ตาแก่น้อยอยากจะหาเรื่องหรืออย่างไร

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ