บทที่ 10 กล่าวเตือน
“ข้าไม่ได้มีเคล็ดลับอะไร เพียงแค่สองวันมานี้กระต่ายป่าบนเขาเพิ่มขึ้นมาก ข้าเพิ่งเดินขึ้นเขาไปได้ไม่เท่าไรก็พบแล้วหลายตัว…”
“จริงหรือ?” เสี่ยวอวี้ถามแทรกขึ้นอย่างตื่นเต้น “คืนนี้ข้าจะกลับไปบอกท่านพ่อให้ขึ้นเขาไปล่าสัตว์พรุ่งนี้ ขอบใจเจ้ามากนะจินเฟิง เจ้าเป็นคนดีจริง ๆ!”
หญิงสาวคนอื่น ๆ ก็ตื่นเต้นเช่นเดียวกัน บางคนแทบรอไม่ไหวที่จะรีบกลับบ้านไปเรียกบุรุษของตนมาล่าสัตว์
“เจ้าเป็นคนดีจริง ๆ ให้ตายสิ!”
จู่ ๆ ชายหนุ่มก็ได้รับบัตรคนดีมีคุณธรรมมาหนึ่งใบ… เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงความรันทดในชีวิตที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มก็ต้องตะโกนเสียงดังข้ามศีรษะของเสี่ยวอวี้ “ข้าหมายความว่า ช่วงนี้ในป่าน่าจะมีอันตราย สองสามวันนี้พวกเจ้าอย่ามาเก็บผักป่าแถวนี้จะดีกว่า”
“อันตรายอะไรหรือ?” เสี่ยวอวี้ถามด้วยความไม่เข้าใจ
“เจ้าก็รู้ว่าโดยปกติแล้วบริเวณนี้จะไม่มีกระต่ายป่า ทว่าตอนนี้กลับพบพวกมันมากมาย ข้าเลยสงสัยว่าในป่าลึกอาจจะมีสัตว์ดุร้ายไล่ต้อนพวกมันให้หนีมาละแวกนี้”
จินเฟิงกล่าวต่อ “หากว่าสิ่งที่ข้าคาดเดานั้นถูกต้อง การขุดผักป่าที่บริเวณเชิงเขาอาจจะเป็นอันตรายได้”
“จริงหรือ?”
“ข้าจะโกหกเจ้าทำไม?”
“ข้าไม่เชื่อ เจ้าคงกลัวว่าพวกข้าจะขึ้นไปล่ากระต่ายป่าหมดจนไม่หลงเหลือเอาไว้ให้เจ้าล่ะสิ เจ้าถึงพูดเช่นนี้”
ใบหน้าของเสี่ยวอวี้เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
หญิงสาวคนอื่น ๆ ก็มีสีหน้าคล้ายกัน
ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ ถือว่าเขาได้กล่าวเตือนแล้ว หากพวกนางไม่เชื่อเขาก็ทำอะไรไม่ได้
หากพูดย้ำบ่อย ๆ พวกนางอาจคิดว่าเขาเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ไม่อยากให้คนอื่นขึ้นเขาไปเสี่ยงโชคด้วยกัน
“แล้วแต่พวกเจ้าแล้วกัน”
จินเฟิงมองไปที่สตรีในหมู่บ้านอีกครั้ง จากนั้นก็สะพายเหยื่อขึ้นบ่าแล้วเดินจากไป
เมื่อเห็นบัณฑิตหนุ่มได้เหยื่อมามากมาย กวานเสี่ยวโหรวก็ตื่นเต้นราวกับเป็นเด็ก นางเอื้อมมือไปลูบขนหางที่สวยงามของไก่ป่า
ท่าทางแบบนี้นี่แหละ เป็นสิ่งที่หญิงสาวอายุสิบแปดควรมี
จินเฟิงพึงพอใจกับความเปลี่ยนแปลงของกวานเสี่ยวโหรว เขาเอ่ยถามนางด้วยรอยยิ้มว่า “ดูดีหรือไม่?”
“ดูดีมากเลย!”
คนถูกถามพยักหน้าซ้ำ ๆ
“เอาล่ะ เช่นนั้นก็นำมันมาตุ๋นเป็นอาหารเย็นกัน!”
จินเฟิงยิ้มแล้วเอ่ย “เจ้าเก็บขนเหล่านั้นไว้สิ”
“จะเอาไปตุ๋นหรือ?” กวานเสี่ยวโหรวผงะ “ไม่นำมันไปขายหรือ?”
“ไกป่าน่ะนอกจากขนที่สวยงามก็มีแต่กระดูก ไม่ค่อยมีใครอยากซื้อหรอก ขายไม่ได้ราคา เจ้านำมันไปตุ๋นเถิด”
จินเฟิงกล่าวต่อ “เราทั้งคู่ซูบผอมมาก ต้องบำรุงกันหน่อย ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่มีแรงไปออกล่า”
ยุคหลัง ๆ ผู้คนต่างให้ความสำคัญกับของอร่อย แต่ในยุคนี้ ผู้คนให้ความสำคัญกับราคาที่จับต้องได้ เวลาซื้อเนื้อใคร ๆ ก็เลือกเนื้อที่ติดมัน ส่วนเนื้อที่มันน้อยไม่ค่อยมีใครอยากได้ ยิ่งเป็นพวกกระดูกซี่โครงยิ่งไม่มีใครต้องการ
หากนำไก่ป่าไปขายคงได้เงินมาไม่เท่าไร เก็บไว้กินเองน่าจะดีกว่า
เจ้าของร่างไม่ได้กินอิ่มมามากกว่าหนึ่งปีแล้ว สุขภาพของเขาเลยย่ำแย่ ดังนั้นเขาจำเป็นต้องได้รับสารอาหารเข้าไปเสริมความแข็งแรงจริง ๆ
“ถ้าเช่นนั้นก็ได้”
กวานเสี่ยวโหรวสามารถอดทนไม่กินอาหารดี ๆ ได้ ทว่าสามีไม่สมควรต้องอด ดังนั้นนางจึงอุ้มไก่ป่าตัวนี้ออกไปทำอาหารอย่างเชื่อฟัง
และในเย็นวันเดียวกันนั้น กวานเสี่ยวโหรวก็ได้กินมื้อค่ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่นางเคยกินมา
น้ำที่ได้จากการตุ๋นไก่เข้มข้นหอมหวาน การกินมันกับข้าวสวยนุ่ม ๆ เป็นสิ่งที่ในชีวิตนี้นางไม่กล้าคิดกล้าฝันมาก่อน
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจินเฟิงที่นำมาให้
สายตาที่นางมองไปที่เขาเต็มไปด้วยความปรารถนา
“เจ้ามัวมองอะไรอยู่? กินข้าว!”
ชายหนุ่มคีบชิ้นเนื้อให้ภรรยา “กินเยอะ ๆ ถ้ากินอิ่มแล้วข้าถึงจะอนุญาตให้เจ้ามองได้ตามใจ”
พูดจบ กวานเสี่ยวโหรวก็กะพริบตาถี่ ๆ
“สามีเจ้าพูดอะไรน่ะ…”
หลังจากกินข้าวเสร็จ จินเฟิงก็รีบไปที่บ้านของจางหม่านชางทันที ทว่าที่บ้านมีแค่ภรรยาที่เพิ่งแต่งเข้าของจางหม่านชางกำลังทำอาหารอยู่เท่านั้น ส่วนหลินอวิ๋นฟาง แม่ และน้องสาวของเขายังไม่กลับมาจากป่าบนภูเขา
จินเฟิงไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนอื่นหรือเปล่า ทว่าหลินอวิ๋นฟางที่มีน้ำใจต่อเขา ชายหนุ่มไม่สามารถละเลยนางได้
เขากลับไปเอาหน้าไม้และขวานอีกหนึ่งเล่ม ก่อนจะตามไปที่ภูเขาทันที
เป็นเวลาเดียวกันกับที่ซานเสิ่นจือผู้เก็บความลับไม่อยู่กำลังยกถ้วยชามออกมาจากบ้านพอดี นางเห็นบัณฑิตหนุ่มของหมู่บ้านกำลังรีบร้อนออกไปที่ไหนสักแห่ง
หลังจากนั้นไม่นาน คนทั้งหมู่บ้านก็รู้โดยทั่วกันว่าจินเฟิงขึ้นเขาไปพร้อมกับหน้าไม้และขวาน ไหนจะลูกธนูทรงประหลาดนั่นอีก
เหล่าหญิงสาวได้ยินดังนั้นก็เตรียมเคลื่อนไหวอีกครั้งทันที พวกนางยังคงกังขากับคำเตือนก่อนหน้านี้อยู่
“ข้าว่าจินเฟิงกำลังทำให้เราหวาดกลัวด้วยการบอกว่าบนเขามีสัตว์ดุร้าย หากมีสัตว์ดุร้ายอยู่จริง เหตุใดตอนนี้เขาถึงกล้าขึ้นเขาไปล่ะ?”
“บัณฑิตผู้นี้ไม่มีความซื่อสัตย์และมีจิตใจคับแคบ”
“ข้าว่าเขาไม่ได้ใจแคบแต่ใจดำมากกว่า ทำให้พวกเราตกใจไม่เท่าไร แต่ยังห้ามไม่ให้เราเข้าไปเก็บผักอีกในช่วงสองสามวันนี้อีก ถ้าพวกเราไม่เข้าไปเก็บผักแล้วจะเอาอะไรกิน?”
“ไป ทุกคนไปเรียกบุรุษที่บ้านมา เราจะขึ้นเขากัน เราจะปล่อยให้เขาออกล่ากระต่ายป่าคนเดียวไม่ได้!”
“ใช่ จะได้ไปถามจินเฟิงด้วย ว่าเหตุใดต้องโกหกพวกเรา!”
…
บรรดาหญิงสาวพากันขุ่นเคือง พวกนางไม่กินข้าวกินปลาแต่รีบไปเรียกสามีหรือบุรุษที่บ้านให้เตรียมตัวขึ้นเขาไปล่ากระต่าย จะได้ถือโอกาสนี้ไปขอคำอธิบายจากจินเฟิงด้วย
กว่าจินเฟิงจะขึ้นเขาไปได้ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ชายหนุ่มเห็นคนสองสามคนกำลังเดินอยู่ไม่ไกล
เขารีบวิ่งเข้าไปแล้วก็พบกว่าเป็นหลินอวิ๋นฟาง แม่สามี และน้องสาวของสามี
“พี่สาว ฟ้ามืดแล้ว เหตุใดยังไม่กลับบ้านอีกหรือ?”
“พอดีข้าเห็นเชอเฉียนจื่อ*[1]อ่อน ๆ พวกข้าเลยถือโอกาสขุดกลับไปมากหน่อยน่ะ”
หลินอวิ๋นฟางมองไปด้านซ้ายมือ “หม่านชางกำลังตัดฟืนอยู่ทางนั้น ยังไม่เต็มรถเข็นเลย พวกเราต้องรอเขาสักพัก”
จางหม่านชางกำลังขนกองฟืนแห้งบริเวณแนวป่ารอบนอกที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
[1] เชอเฉียนจื่อ (车前子) พบในประเทศจีน ลำต้นและใบมีคุณสมบัติ : ขับปัสสาวะ ดับร้อน ถอนพิษ แก้ท้องเสีย ช่วยระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย และระบบหายใจ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์