เข้าสู่ระบบผ่าน

ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ นิยาย บท 9

บทที่ 9 ให้เจ้าหาอนุภรรยาเพิ่มสักคน

กวานเสี่ยวโหรวซ่อนตัวอยู่หลังประตูคอยแอบดูสถานการณ์ในลานหน้าบ้านอย่างเงียบ ๆ เมื่อนางเห็นว่าอันธพาลเซี่ยกำลังจะลงไม้ลงมือจึงไม่รอช้า นางวิ่งออกไปพร้อมกับไม้กวาดเพราะกลัวว่าจินเฟิงจะได้รับอันตราย

มือทั้งสองข้างของนางกำไม้กวาดเอาไว้มั่น ก่อนจะชี้ไปทางเซี่ยกวาง “เจ้าอย่าเข้ามานะ ถ้าเข้ามาข้าตีเจ้าแน่!”

จากนั้นความเงียบก็ก่อตัวขึ้นในลานหน้าบ้านอย่างกะทันหัน ตามมาด้วยเสียงหัวเราะของผู้คน

ทุกคนหัวเราะเพราะท่วงท่ากิริยาและคำพูดของกวานเสี่ยวโหรว ถึงแม้นางจะสื่อความหมายออกมาอย่างรุนแรง ทว่ากลับน่าเอ็นดูเสียมากกว่า

เซี่ยกวางจ้องไปที่กวานเสี่ยวโหรว เขากล่าววาจาหยาบโลนออกมา “จินเฟิง หากเจ้าไม่ชดใช้ข้าด้วยธัญพืช เช่นนั้นให้กวานเสี่ยวโหรวหลับนอนกับข้าสักคืนก็ได้”

เป็นที่รู้กันดีว่าหากร่วมหลับนอนกับสตรีในหอนางโลมของทางการหนึ่งคืนก็ต้องจ่ายเป็นข้าวสาลีราว ๆ ยี่สิบจิน…

“ไอ้ชาติชั่ว!”

จินเฟิงอดทนไม่โต้เถียงกับคนอันธพาลอย่างเซี่ยกวางได้ แต่เขาทนไม่ได้หากชายผู้นี้มาดูถูกภรรยา

ไม่รอให้เซี่ยกวางได้โต้ตอบ จินเฟิงชิงวาดขาขึ้นกลางอากาศแล้วฟาดลงที่ศีรษะของอีกฝ่ายอย่างแรง

“จินเฟิง เจ้ากล้าทำร้ายข้างั้นหรือ?”

เซี่ยกวางลงไปนั่งกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

หลายปีมานี้ มีแต่เขาที่เป็นผู้ลงมือกับเจ้านี่ อย่างมากอีกฝ่ายก็แค่สบถกลับมาเป็นคำพูดไม่กี่ประโยค ไม่เคยสักครั้งที่จะกล้าสู้กลับ

อย่าว่าแต่เซี่ยกวางที่งุนงงเลย เพราะบรรดาสตรีในหมู่บ้านที่เฝ้าดูอยู่ด้านนอกก็กำลังสับสนไม่ต่างกัน

นี่ใช่บัณฑิตผู้ไม่สู้คนคนเดิมที่พวกนางรู้จักหรือไม่?

“ข้าคงชะล่าใจไปสินะ!”

อันธพาลเซี่ยพยายามสงบสติอารมณ์และลุกขึ้นอีกครั้งเตรียมจะปะทะ

ทว่าครู่ต่อมาเขาก็ต้องลงไปกองกับพื้นเช่นเดิม

ครั้งนี้จินเฟิงไม่เปิดโอกาสให้คนพาลตอบโต้อีกต่อไป เขาไล่เตะเซี่ยกวางอย่างรุนแรง

อีกฝ่ายล้มลุกคลุกคลาน พยายามลุกขึ้นหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ เขาทำได้เพียงขดตัวเองเป็นก้นหอยและกุมศีรษะเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกทุบตี

“สามี เจ้าไม่ต้องทุบตีเขาแล้ว!”

กวานเสี่ยวโหรวเกรงว่าจินเฟิงจะยั้งมือไม่อยู่และลงไม้ลงมือกับเซี่ยกวางเกินกว่าเหตุ นางจึงรีบเข้าไปห้ามเขาเอาไว้

เซี่ยกวางเห็นดังนั้นจึงใช้โอกาสนี้วิ่งหนีออกจากลานบ้าน พอเขาออกไปถึงหน้าประตูก็ตะโกนกลับมา “จินเฟิง ฝากไว้ก่อนเถิด ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”

“สามี เจ้าไม่เป็นไรนะ?”

กวานเสี่ยวโหรวพาจินเฟิงเข้าไปในบ้าน จากนั้นก็สำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเป็นกังวล นางกลัวว่าชายหนุ่มอาจจะได้รับบาดเจ็บที่ไหนสักแห่ง

“ไม่เป็นไร ข้าไม่บุบสลายง่าย ๆ หรอก”

จินเฟิงเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจมากนัก

“สามี หรือเจ้าจะหาอนุภรรยาอีกสักคนดี?” จู่ ๆ กวานเสี่ยวโหรวก็เอ่ยถามออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”

จินเฟิงนึกว่าเขาได้ยินผิดเพี้ยนไป

ภรรยาที่เขาเพิ่งแต่งงานด้วยบอกให้เขาหาอนุภรรยาเพิ่มอย่างนั้นหรือ?

“ข้าบอกว่า ให้เจ้าหาอนุภรรยาเพิ่มสักคน”

กวานเสี่ยวโหรวกล่าวอย่างจริงจัง “เจ้าไม่มีพี่น้อง พี่ชายของเสี่ยวโหรวก็ช่วยเหลืออะไรเจ้าไม่ได้ หากเจ้าได้แต่งกับสตรีที่มีพี่ชายน้องชายหลายคน อันธพาลอย่างเซี่ยกวางก็จะไม่กล้ามาทำอะไร…”

ในยุคสมัยที่การติดต่อสื่อสารใช้การตะโกนโหวกเหวก การคมนาคมก็ต้องอาศัยการเดินเท้า และเมื่อต้องเข้าไปยังที่ว่าการอำเภอก็ต้องใช้เวลาเดินหนึ่งวันเต็ม

ดังนั้นหากเกิดกรณีพิพาทในหมู่บ้าน ตราบใดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตก็จะไม่มีใครรายงานเรื่องเหล่านี้ต่อทางการ แน่นอนว่า พวกเขาล้วนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

ซึ่งวิธีแก้ไขก็ง่ายมาก ใครก็ตามที่มีพี่ชายน้องชายมาก หรือมีพละกำลังมากกว่า คนผู้นั้นจะได้รับความชอบธรรม

เพราะฉะนั้นในพื้นที่ชนบทแบบนี้ ใครที่มีพี่น้องเยอะก็จะสามารถเดินไปไหนมาไหนในหมู่บ้านได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัว

“เด็กโง่ สมองน้อย ๆ ของเจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่?”

จินเฟิงลูบศีรษะเล็ก ๆ ของกวานเสี่ยวโหรว “ไม่ต้องกลัวเซี่ยกวางหรอก เขาก็เป็นแค่อันธพาลคนหนึ่งเท่านั้น หากเมื่อครู่เจ้าไม่ได้ฉุดรั้งข้าไว้ ข้าคงตีเขาจนตาย!”

“สามียังพูดเช่นนี้อยู่อีก เมื่อครู่เจ้าต่อยตีเขารุนแรงมาก หากเจ้าอันธพาลนั่นตายขึ้นมาจริง ๆ เจ้าจะได้รับโทษนะ”

“ข้ามีแผนการในใจ ข้าไม่ตีเขาจนตายหรอก” จินเฟิงบอก “คนอันธพาลหลอกลวงผู้คนเช่นนี้ ปล่อยไปก็เท่านั้น หากให้บทเรียนแก่เขาเสียบ้าง ในอนาคตจะได้ไม่กล้ามายุ่งกับพวกเราอีก”

“ข้าเคยได้ยินพี่ชายพูด เขาบอกว่าอันธพาลเซี่ยมีพวกพ้องมากมายนัก กลุ่มอันธพาลในหมู่บ้านของเราล้วนเกรงกลัวเขา หากวันข้างหน้าพวกเขาพากันกลับมาจะทำอย่างไร?”

กวานเสี่ยวโหรวขมวดคิ้วด้วยความกังวล “ข้าคิดว่าหากสามีได้แต่งงานกับอนุภรรยาที่มีพี่ชายหรือน้องชายเป็นจำนวนมากคงเป็นการดีกว่า”

“ข้าควรเตือนพวกนางดีหรือหรือไม่?”

จินเฟิงสับสนอยู่ในหัว สุดท้ายจึงตัดสินใจได้

เตือนก็แล้วกัน ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเพียงการคาดเดาไม่มีหลักฐานก็เถอะ

แน่นอนว่า กระต่ายที่โตเต็มวัยขนาดนี้สามารถแลกข้าวสารได้หลายสิบจิน ในช่วงที่ขาดแคลนเสบียงเช่นนี้ การได้มีอาหารกินอย่างอิ่มท้องเป็นเรื่องล่อตาล่อใจ

หากสตรีในหมู่บ้านรู้ว่ามีกระต่ายป่าและไก่ป่าเพิ่มขึ้นที่เชิงเขาด้านใน วันรุ่งขึ้นคนทั้งหมู่บ้านคงแห่ขึ้นเขาไปจับมันเป็นแน่

หากบนเขามีสัตว์ดุร้ายจริง ๆ พวกเขาอาจจะเป็นอันตรายได้

เอ… หรือว่าไม่ควรเตือนดี พวกนางเก็บผักป่าอยู่ที่เชิงเขา อย่างไรเสีย เสือก็คงไม่ลงมาเพ่นพ่านแถวนี้หรอก

ในขณะที่จินเฟิงยังตบตีกับความคิดตัวเอง เสี่ยวอวี้ก็เดินนำกลุ่มหญิงสาวมาทางเขาและเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม “จินเฟิง ดูเหมือนว่าการออกล่าสัตว์ของเจ้านั้นไม่เลวเลย เจ้าล่าได้เต็มถุงผ้าทีเดียว เปิดให้พวกข้าดูหน่อยได้หรือไม่ว่าวันนี้เจ้าล่าอะไรมาได้บ้าง”

‘ช่างเถอะ เตือนเท่าที่เตือนได้ก็แล้วกัน จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ขึ้นอยู่กับพวกนางแล้ว’

จินเฟิงตัดสินใจอย่างเงียบ ๆ ในใจ พร้อมกับเปิดถุงผ้าออกและเทเหยื่อของวันนี้ลงบนพื้น

ดวงตาของเสี่ยวอวี้เบิกกว้างทันที

เมื่อครู่นางเพียงล้อเขาเล่นเท่านั้น นางคิดว่าในกระเป๋าอาจเป็นสิ่งอื่น ไม่คิดว่ามันจะเป็นเหยื่อที่อีกฝ่ายไปล่ามาได้จริง ๆ

“สวรรค์ กระต่ายป่าสี่ตัว ไก่ป่าอีกหนึ่ง!”

“จินเฟิง เจ้าขึ้นเขาไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เหตุใดจึงล่าได้มากมายเช่นนี้?”

“เจ้าได้กระต่ายถึงหกตัวในเวลาสองวัน เสี่ยวเฟิง เจ้ากำลังจะรวยแล้ว!”

สิ่งที่เห็นทำให้หญิงสาวกลุ่มนี้ดวงตาเป็นประกายด้วยความอิจฉา

“จินเฟิง เหตุใดเจ้าถึงล่ากระต่ายมาได้มากมายเช่นนี้ เจ้ามีเคล็ดลับอะไรหรือ?”

เสี่ยวอวี้คว้าเข้าที่แขนเสื้อของชายหนุ่มแล้วเอ่ยถาม

ในขณะที่หญิงสาวคนอื่นก็พยายามเงี่ยหูฟัง

[1] สู่ตี้ : แอ่งเสฉวนและพื้นที่โดยรอบซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์