เข้าสู่ระบบผ่าน

ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ นิยาย บท 187

บทที่ 187 ตลาดนายหน้า

“ในอนาคตข้าไม่ควรกินเหล้าแล้วจริง ๆ ไม่อย่างนั้นคงเกิดเรื่องแน่ ๆ!”

หลังจากที่กวานเสี่ยวโหรวจากไป จินเฟิงก็แอบเตือนตัวเอง

ในชีวิตที่แล้ว ความสามารถในการดื่มของเขาย่ำแย่พอทน ในชีวิตนี้เจ้าของร่างเดิมไม่เคยดื่มแม้แต่แอลกอฮอล์ด้วยซ้ำ ดังนั้นความต้านทานต่อแอลกอฮอล์ของเขาจึงต่ำมากและเมาได้ง่ายแม้จะดื่มไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หากเป็นเหล้าที่มีแอลกอฮอล์สูงก็ดีหน่อย เพราะดื่มไปประมาณสองแก้วก็รู้เรื่องแล้ว แต่สิ่งที่เขาดื่มเมื่อคืนคือเหล้าของต้าคังที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ มันมีรสหวานเล็กน้อย เขาจึงดื่มได้เรื่อย ๆ จนไม่ทันได้ระวังตัว

และดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานได้หมดแล้ว

เมื่อคืนตอนที่เพิ่งเริ่มดื่ม บัณฑิตหนุ่มก็ร้องเพลงกั๋วจี้เกอ*[1] เพื่อโน้มน้าวเถี่ยฉุยและคนอื่น ๆ อีกทั้งเขายังขับบทกวีของหลี่ไป๋อีกด้วย

ต่อมาเขาก็เริ่มให้คะแนนอาหารจากโรงเตี๊ยม และเมื่อนึกถึงโรงแรมในยุคที่ตนเองจากมา จินเฟิงก็บังเอิญพูดถึงเครื่องปรับอากาศขึ้น

ไม่ว่าจะเมามายแค่ไหน เขาก็ไม่ควรเมามายไม่ได้สติถึงขนาดนี้

ในตอนนั้นเมื่อเขารู้ว่าตนเองเมาและเริ่มพูดไปเรื่อย เขาก็รีบกลับห้องพักในทันที

เมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยาของกวานเสี่ยวโหรวเมื่อเช้า แปลว่าความทรงจำของจินเฟิงนั้นถูกต้อง

จากความฉลาดเฉียบแหลมของกวานเสี่ยวโหรว บัณฑิตหนุ่มใคร่ครวญกับตัวเองว่าหากเขาพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาจริง ๆ เมื่อเช้านางต้องทำการสืบสาวราวเรื่องเป็นแน่ และเหตุการณ์คงไม่สงบเหมือนตอนนี้

ขณะที่กำลังคิดอย่างบ้าคลั่ง กวานเสี่ยวโหรวก็ยกถาดอาหารเข้ามา ตามมาด้วยชิ่งมู่หลานและถังตงตง

“สามี ดื่มซวนทังก่อนสิจะได้รู้สึกดีขึ้น”

กวานเสี่ยวโหรววางถาดอาหารไว้บนโต๊ะ

นอกจากซวนทังแล้วยังมีโจ๊กข้าวขาวและเครื่องเคียงบนถาดอีกด้วย

“อื้ม!”

จินเฟิงจิบซวนทังไปหนึ่งคำ จากนั้นเขาก็มองไปที่ชิ่งมู่หลาน “ตอนเช้าเจ้ามาที่นี่หลายครั้ง คงรอไม่ไหวที่จะหัวเราะเยาะข้าใช่หรือไม่?”

“ท่านอาจารย์ ท่านคิดว่าตอนนี้ข้าอยู่ในอารมณ์ที่จะหัวเราะเยาะท่านอย่างนั้นหรือ?”

ชิ่งมู่หลานพูดว่า “ท่านเกือบเจอปัญหาแล้วนะรู้หรือไม่?”

“เจ้าหมายถึงบทเพลงนั่นน่ะหรือ?”

จินเฟิงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

กวานเสี่ยวโหรวบอกแล้วว่าเมื่อวานเขาร้องเพลงกั๋วจี้เกอ

ต้าคังเป็นยุคศักดินา และกั๋วจี้เกอก็เป็นบทเพลงที่มีเนื้อหาเป็นกบฏและเป็นบาปร้ายแรงที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งเก้ากลุ่ม

“ดูเหมือนว่าท่านอาจารย์ก็พอจะรู้ตัวอยู่”

ชิ่งมู่หลานกล่าวว่า “ท่านห้ามให้เพลงนี้หลุดออกมาจากปากของท่านอีก ไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม”

“โชคดีที่เมื่อวานนี้ไม่มีคนนอกอยู่ที่นี่ ไม่เช่นนั้นเราทุกคนคงถึงกัลปาวสานแล้ว”

ถังตงตงเองก็เตือนเขาเช่นกัน

“ข้าเข้าใจแล้ว” จินเฟิงพยักหน้า “ต่อไปนี้ข้าจะไม่ดื่มอีก”

ไม่ว่าจะในชีวิตนี้หรือในชีวิตที่แล้วจินเฟิงก็ไม่ใช่นักดื่มมืออาชีพ เขาจึงไม่สามารถครองสติได้ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งเดียวที่สามารถทำได้ก็คือการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าว

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก เวลาท่านอาจารย์เมาข้าก็รู้สึกว่าสนุกดี ข้าไม่เคยรู้เลยว่าท่านอาจารย์สามารถขับร้องและเต้นรำได้”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ชิ่งมู่หลานก็หัวเราะอย่างทะเล้น “ข้าช่วยรื้อฟื้นให้ดีหรือไม่?”

“เจ้าออกไปเลยนะ!” จินเฟิงพูดด้วยความโกรธ “หากเจ้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ในอนาคตอย่าคิดจะขออาวุธจากข้าอีกเป็นอันขาด”

“ท่านอาจารย์ ข้าไม่กล้าแล้ว!”

เมื่อชิ่งมู่หลานได้ยินสิ่งที่จินเฟิงพูด นางก็ยอมจำนน

“แล้วพวกของเถี่ยฉุยและทหารหญิงเล่า?” จินเฟิงถาม

คนเหล่านี้ต่างก็มีปัญหาครอบครัว หรือไม่ก็ไปเป็นหนี้พวกคนมีเงินแต่ไม่สามารถชดใช้คืนได้ จึงถูกทางการนำตัวมาขาย

นอกจากนี้ยังมีบางกรณีที่เจ้าของเก่าต้องการเงินอย่างเร่งด่วนจึงได้รวบรวมทาสส่งมาฝากขาย

คนที่เดินผ่านไปมาจะดูหน้าตาของทาสก่อน เหมือนกับเวลาเลือกสัตว์สักตัว บางคนจะให้ทาสอ้าปากเพื่อดูฟันหรือเลิกเสื้อผ้าดูว่าพวกเขาแข็งแรงหรือไม่

ทาสที่เข้ามาใหม่บางคนยังไม่ชินเท่าไหร่นัก เมื่อถูกผู้ซื้อจับอ้าปากหรือเลิกเสื้อผ้า พวกเขาก็จะต่อต้านโดยไม่รู้ตัว พ่อค้าคนกลางที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงใช้แส้ฟาดคนเหล่านั้นอย่างรุนแรง

ผู้มาใหม่จะค่อย ๆ ยอมรับชะตากรรมของตน และกลายเป็นคนที่หมดอาลัยในชีวิต ยอมให้ผู้อื่นทุบตีได้ง่าย ๆ

นอกเหนือจากคนที่ถูกเจ้านายเก่านำตัวมาขายแล้ว ข้างถนนยังมีทาสที่มีพวงหญ้าห้อยคออีกด้วย โดยส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก

ครอบครัวเหล่านี้เป็นครอบครัวที่ไม่สามารถอยู่รอดได้จึงคิดที่จะขายลูกหรือขายตัวเองเพื่อหาทางอยู่รอด

อย่างไรก็ตาม ในครอบครัวเช่นนี้ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็มีร่างกายซูบผอมจนเนื้อติดกระดูก ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีคนเต็มใจที่จะซื้อนัก

เด็กหลายคนยังไม่รู้ว่าสัญลักษณ์ที่ห้อยอยู่บนคอหมายถึงอะไร และพวกเขาก็มองผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยสายตาคาดหวัง

เพราะพ่อแม่ของพวกเขาเคยบอกเอาไว้ว่า หากมีคนมาซื้อตัวไป พวกเขาก็จะได้มีข้าวกิน

แม้ว่าจินเฟิงจะเตรียมใจไว้ก่อนที่จะมาที่นี่ แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่สบายใจมากเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเห็นเด็กเหล่านั้นมองมาที่ตนเองด้วยสายตาโหยหา หัวใจของชายหนุ่มยิ่งถูกบีบคั้นมากขึ้น

แต่จินเฟิงรู้อยู่ในใจว่านี่คือระบบที่ทั้งสังคมสั่งสมมานับพันปี และเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้เลย

ตรงกันข้าม หากพวกเขาโชคดีถูกจินเฟิงซื้อตัวมา อย่างน้อยจินเฟิงก็จะไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับเป็นสัตว์ร้าย อย่างมากที่สุดก็แค่เลี้ยงพวกเขาไว้ช่วยทำงานเท่านั้น

บัณฑิตหนุ่มถอนหายใจด้วยอารมณ์ที่หลากหลาน ทันใดนั้นเขาก็เห็นถังตงตงเดินอย่างรวดเร็วไปด้านหน้าเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งมีพวงหญ้าอยู่บนศีรษะ และตะโกนอย่างตื่นเต้น “เสี่ยวเยวี่ยน?!”

เด็กสาวที่แต่เดิมเอาแต่ก้มศีรษะลง เงยหน้าขึ้นมอง เมื่อนางเห็นถังตงตงก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง

เพียงครู่เดียวนางก็แสดงอาการตื่นเต้นยิ่งกว่าถังตงตงเสียอีก นางคว้าแขนเสื้อของถังตงตงเอาไว้ “คุณหนู คุณหนูมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?!”

[1] กั๋วจี้เกอ (国际歌) หรือเพลงสากล (แองเตอร์นาซิอองนาล) ในการชุมนุมประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี ค.ศ. 1989 ผู้ชุมนุมได้ใช้เพลงนี้เป็นเพลงสัญลักษณ์ของการชุมนุม

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์