บทที่ 193 วางแผน
การคุมหญิงสาวในหอนางโลมนั้นเข้มงวดมาก หากมีการพูดผิดหนึ่งคำหรือกระทำความผิดหนึ่งครั้ง ก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
หญิงรับใช้ที่แม่เล้าจัดไว้ให้และบอกว่าต้องการให้พวกนางอยู่รับใช้ถังเสียวเป่ย จริง ๆ แล้วมาที่นี่เพื่อจับตาดูนางมากกว่า
เมื่อถังเสียวเป่ยเห็นแม่เล้าเข้ามา จู่ ๆ ใจของนางก็เกิดความวิตกกังวล แต่เจ้าตัวก็ยังฝืนยิ้มและถามว่า “นายแม่ ท่านมาได้อย่างไรหรือ?”
“ข้าได้ยินมาว่ามีผู้มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมอยู่ที่นี่ ข้าก็เลยมาดู”
แม่เล้ามองจินเฟิงด้วยรอยยิ้ม “ท่านผู้นี้คือนายน้อยจินใช่หรือไม่ ที่แท้ท่านก็เป็นบุรุษผู้มีความสามารถ ไม่แปลกใจเลยที่จะทำให้แม่นางเสียวเป่ยหลงใหลได้…”
จินเฟิงไม่มีความประทับใจใด ๆ ต่อแม่เล้าของหอนางโลม และเขาก็ไม่สนใจที่จะพูดคุยกับนาง ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะตัดบทอย่างตรงไปตรงมา “เจ้ามีเรื่องอะไรก็ว่ามาเถิด อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย”
“นายน้อยช่างฉะฉานฉับไว” แม่เล้าพูดด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าทันที “เช่นนั้นข้าคงไม่ต้องอ้อมค้อมแล้ว สำหรับเรื่องที่เสียวเป่ยได้รับความรักอันสุดซึ้งจากนายน้อย เรื่องนี้คงไม่ต้องพูด แต่เรื่องที่ข้าอยากจะพูดกับนายน้อยเป็นการส่วนตัวก็คือ เสียวเป่ยยังเป็นสาวบริสุทธิ์ หากนางพานายน้อยเข้าไปในห้องอย่างบุ่มบ่ามเช่นนี้ เกรงว่าจะเป็นที่ครหาเอาได้… “
“เอาล่ะ ข้าเข้าใจสิ่งที่เจ้ากำลังจะสื่อ”
จินเฟิงขัดจังหวะแม่เล่า “ข้าเพียงแค่มีเรื่องอยากจะพูดคุยกับแม่นางเสียวเป่ยเล็กน้อย หากเจ้าไม่วางใจ เช่นนั้นเจ้าก็จัดสถานที่มาเถิด”
ที่แท้นางก็กลัวว่าเขาจะทำให้ถังเสียวเป่ยเสียหาย
หากเป็นนางโลมไม่มีชื่อก็ไม่เป็นปัญหามากนัก แต่ถังเสียวเป่ยเพิ่งเปิดตัวปีนี้และยังคงไร้เดียงสาในเรื่องการพบกับชายหนุ่มตามลำพัง ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการเลือกสถานที่ที่ปลอดสายตาผู้คน
เหมือนกับดาราหรือผู้มีชื่อเสียงในชีวิตที่แล้วของจินเฟิงที่สามารถพบเจอแฟนคลับได้ แต่ไม่สามารถพูดคุยกันได้ แต่หากทั้งสองคนเดินเข้าโรงแรมด้วยกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำอะไรเกินเลยก็อาจจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อชื่อเสียงของคนดังหลังจากถูกเปิดเผย
แม่เล้ายังคงพึ่งพาชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของถังเสียวเป่ยเพื่อสร้างรายได้จำนวนมหาศาล ดังนั้นทันทีที่นางได้รับข่าวจากหญิงรับใช้จึงรีบเข้ามาขวางทางทันที
จินเฟิงไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับถังเสียวเป่ย สำหรับเขาไม่สำคัญว่าจะอยู่ในห้องส่วนตัวหรือยืนอยู่ริมถนน
“เช่นนั้น ข้าต้องขอบคุณสำหรับความเมตตาของนายน้อย”
แม่เล้าโค้งคำนับจินเฟิงแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “มีศาลาอยู่ที่สนามหญ้าด้านหลัง มันเงียบสงบและเป็นสถานที่ที่งดงาม เหมาะสำหรับการพูดคุยมากที่สุด”
“ได้หรือไม่?”
จินเฟิงไม่ตอบ แต่มองไปยังถังเสียวเป่ย
“ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายน้อย”
ถังเสียวเป่ยตอบกลับ
“ไปที่แห่งนั้นก็ได้”
จินเฟิงไม่ต้องการเสียเวลามาต่อรองกับแม่เล้าเรื่องนี้
ด้านหลังหอวาโยวสันต์มีสระน้ำขนาดหลายสิบหมู่ที่มนุษย์สร้างขึ้น มีทางเดินรอบ ๆ สระน้ำและมีศาลาเล็ก ๆ สองหลังอยู่กลางสระน้ำ นายน้อยบางคนชอบที่จะมานั่งรับลมที่นี่และรวมตัวกันเป็นครั้งคราว ถือว่าเป็นภาพที่เห็นได้บ่อยในหอวาโยวสันต์แห่งนี้
ขณะนี้ศาลายังว่างเปล่าอยู่
“ในเมื่อมาส่งข้าถึงที่นี่แล้วก็ไม่ต้องตามข้าเข้าไปแล้วใช่หรือไม่?”
จินเฟิงเหลือบมองแม่เล้า พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างไม่พอใจ
นี่คือสิ่งที่เสี่ยวเอ้อร์ที่โรงเตี๊ยมสอนเขา เขาไม่ควรสุภาพต่อแม่เล้าและผู้ดูแลของหอนางโลม ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายจะเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อย ๆ
แน่นอนว่า เมื่อแม่เล้าเห็นจินเฟิงโกรธ นางก็หยุดการกระทำของตนเองอย่างรวดเร็วพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเวลาของทั้งสองแล้ว”
จินเฟิงแค่นเสียงในลำคอและเดินเข้าไปในศาลา
ถังเสียวเป่ยทำความเคารพแม่เล้า จากนั้นก็เดินตามชายหนุ่มไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อหญิงรับใช้เห็นแม่เล้าขยิบตา นางก็ย่างเท้าไปด้านหน้าและเตรียมจะตามเขาไป ทว่าเถี่ยฉุยได้ขวางทางเอาไว้ด้วยการชักดาบยาวออกมา
ถังเสียวเป่ยกล่าวว่า “คนตัดฟืนพาข้าลงมาจากภูเขาและบอกว่าบุตรชายของเขาถูกฆ่าตายในสงคราม เขาและภรรยาสูงวัยต้องการรับข้าเป็นบุตรสาว ในตอนนั้นข้าคิดว่าพวกเขาเป็นคนดีและตัวข้าก็เต็มไปด้วยความกลัวจึงตอบตกลง ใครจะรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วเขาจะขายข้าให้กับหอวาโยวสันต์”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ถังเสียวเป่ยก็ยิ้มเศร้า “เพราะข้าสามารถอ่านเขียนและเล่นพิณได้ พวกเขาจึงขายได้ในราคาที่ดี”
จินเฟิงเหลือบมองถังเสียวเป่ยอย่างเห็นอกเห็นใจ “พี่สาวของเจ้าขอให้ข้าพาตัวเจ้าออกไป เจ้าคิดเห็นอย่างไร? เจ้ายินดีที่จะออกจากหอวาโยวสันต์หรือไม่?”
เรื่องนี้เขาจำเป็นต้องถามให้แน่ชัดเสียก่อน เพราะท้ายที่สุดแล้วถังเสียวเป่ยดูเหมือนจะมีชีวิตที่ค่อนข้างดีในที่แห่งนี้ อีกทั้งนางยังได้อาศัยในเรือนส่วนตัวและมีหญิงรับใช้อีกด้วย มิหนำซ้ำนางยังมีโอกาสได้พบปะกับบุรุษมากหน้าหลายตาในเมือง สุดท้ายแล้วหากถังเสียวเป่ยไม่อยากจากไป เขาจะได้ไม่เสียเวลาเปล่า?
เมื่อถังเสียวเป่ยได้ยินจินเฟิงถาม ความตื่นตระหนกแวบขึ้นมาในดวงตาของนางโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นเพราะนางมีประสบการณ์ที่ไม่ดีมาก่อนตอนได้รับความช่วยเหลือจากคนตัดฟืน
หลังจากถูกขายให้หอนางโลม แม่เล้าก็ให้คนมาฝึกสอนนาง หากทำได้ไม่ดีนางก็จะถูกทุบตี
ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการเชื่อใจคนแปลกหน้าในยุคสมัยนี้หนักหนาเกินไป นางเคยขาดทุนมาครั้งหนึ่งแล้วจึงรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถไว้ใจใครได้อีก
นางก้มศีรษะลงและมองจดหมายในมืออีกครั้ง หลังจากยืนยันว่าเป็นลายมือของถังตงตง นางก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น “แน่นอน ข้าอยากจะออกจากหอวาโยวสันต์แห่งนี้ แต่นายแม่ต้องไม่ยอมปล่อยข้าไปแน่”
“เรื่องนั้นข้าจะคิดหาวิธีเอง เจ้าแค่ให้ความร่วมมือก็เป็นพอ” จินเฟิงกล่าว
“ข้าจะเชื่อฟังท่านอาจารย์” ถังเสียวเป่ยให้สัญญาอย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะ เช่นนั้นฟังข้า…”
จินเฟิงเดินไปนั่งที่โต๊ะและบอกถังเสียวเป่ยเกี่ยวกับแผนของเขา
ในโถงรับรองชั้นหนึ่งของหอวาโยวสันต์ ขณะที่บรรดานายน้อยรวมตัวกันเพื่อดื่มน้ำชาและสนทนา บทกวีที่จินเฟิงเขียนถึงถังเสียวเป่ยก็แพร่กระจายไปทั้งหอวาโยวสันต์เช่นกัน
ทันใดนั้นเองก็มีคนตระหนักถึงตัวตนของบัณฑิตหนุ่ม
“จินชวน จินเฟิง? เหตุใดข้าจึงคุ้นชื่อนี้นัก? ใช่คนที่เขียนปลูกข้าวตอนแดดกล้าอะไรนั่นหรือไม่?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์