บทที่ 234 เชื้อสายตรงตระกูลโจว
ที่ประตูทิศตะวันออกของเมืองกวางเหยวียน โจวฉางหลินและลูกชายทั้งสามมารอที่ประตูตั้งแต่เช้า
“ท่านพ่อ คนที่มาแจ้งข่าวบอกแล้วมิใช่หรือว่าคนจากเมืองหลวงจะมาถึงที่นี่ตอนเที่ยง แล้วเหตุใดพวกเราต้องมารอกันตั้งแต่ตอนนี้เล่า?”
โจวเต๋ออู้ลูกชายคนเล็กของโจวฉางหลินที่มีท่าทีงัวเงียเอ่ยถาม
เมื่อคืนเขาสั่งให้หญิงสาวสามคนที่สถานเริงรมย์หลวงแช่ในอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่จนถึงรุ่งสาง แล้วเพิ่งเข้านอนในตอนเช้าตรู่ แต่แล้วโจวฉางหลินก็ส่งคนมาลากเขาออกจากเตียงในตอนเช้าและขอให้เขามาที่ประตูเมืองตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น
ตอนนี้เขาจึงง่วงจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้นอยู่แล้ว
บุตรชายคนรองของโจวฉางหลินเองก็มีอาการงัวเงียเช่นเดียวกัน
ตัวเขาไม่ได้ไปที่สถานเริงรมย์หลวง แต่ไปที่หอเซียวเซียงและคัดเลือกหญิงสาวให้เข้ามาปรนนิบัติในจำนวนที่มากกว่าน้องชายเสียอีก เมื่อโจวฉางหลินส่งคนไปตาม ตัวเขายังแช่น้ำอยู่ในอ่างน้ำด้วยซ้ำ
“พวกเจ้าเอาแต่เที่ยวเล่นไปเรื่อย รอข้าตายก่อนเถิด ข้าอยากจะรู้เช่นกันว่าพวกเจ้าจะเตร็ดเตร่ไปได้อีกกี่วัน!”
เมื่อโจวฉางหลินเห็นอาการของบุตรชายทั้งสอง เขาก็โกรธมาก
เมื่อคืนเขาได้รับแจ้งว่าตระกูลโจวในเมืองหลวงส่งนายน้อยนามว่าโจวเหวินเหยวียนมาที่กวางเหยวียน และจะเดินทางมาถึงประมาณตอนเที่ยงของวันนี้จึงให้เขาเตรียมตัวเพื่อต้อนรับ
โจวฉางหลินเป็นกังวลอย่างมากเกี่ยวกับกิจการของตระกูลโจวในเมืองหลวง เขาบอกลูกชายหลายครั้งว่าอย่าออกไปรื่นเริงในตอนกลางคืนและขอให้มารวมตัวกันเพื่อต้อนรับนายน้อยจากเมืองหลวง
ใครจะรู้ว่าพอเข้าเผลอ ลูกชายทั้งสองจะหนีไปที่หอนางโลมเสียแล้ว
เหลือไว้เพียงบุตรชายคนโตของเขาที่อยู่ที่บ้าน
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ โจวฉางหลินก็หันศีรษะและมองไปที่ลูกชายคนโตของตนเอง
จากนั้นเขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง
ลูกชายคนโตของเขาไม่ได้ชอบไปเที่ยวเล่นที่หอนางโลม ในเวลานี้จึงไม่ได้มีอาการง่วงเหมือนน้องชายทั้งสอง
เขากำลังแทะขาแกะและเคี้ยวจนน้ำมันเต็มปากไม่มีเวลาสนใจที่คนอื่นพูด
“เป็นโชคร้ายของข้าจริง ๆ!”
โจวฉางหลินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้า
ตอนที่เขายังเด็ก ตระกูลโจวในกวางเหยวียนเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ สาขาของตระกูลโจวจากเมืองหลวง พวกเขาเกือบจะถูกตระกูลโจวในเมืองหลวงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีตัวตน
อย่างไรก็ตาม ด้วยการทำงานหนักของโจวฉางหลิน เขาจึงค่อย ๆ บริหารจัดการตระกูลโจวในกวางเหยวียนจนได้เป็นพ่อค้าผ้ารายใหญ่ที่สุดในเมืองนี้และได้กลับไปเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลโจวในเมืองหลวงอีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่าเขานั้นเก่งกาจไม่น้อย
แต่บุตรชายของเขากลับทำตัวไร้สาระไปวัน ๆ
ลูกชายคนโตเกิดมาโง่เขลาและคิดแต่เรื่องกิน ส่วนสูงของอีกฝ่ายไม่ถึงหกสิบชุ่นแต่หนักมากกว่าสองร้อยจิน และยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดโต บางทีเขาอาจจะเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต
ลูกชายคนที่สองก็เป็นหนุ่มเจ้าสำราญตามแบบฉบับบุรุษเสเพล เขามีภรรยาและอนุภรรยามากกว่าสิบคนที่บ้านแต่ก็ยังออกไปที่หอนางโลมทุกวัน
ดังนั้นเมื่อบุตรชายคนที่สามเกิด เขาจึงตั้งชื่อชื่อว่า โจวเต๋ออู้ โดยหวังว่าลูกคนนี้จะเป็นคนฉลาด
ผลคือบุตรชายคนที่สามของเขาเกิดมาฉลาดดั่งใจหวัง แต่ไม่เคยใช้ความฉลาดในทางที่ถูกที่ควรเลย มิหนำซ้ำยังเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในหอนางโลมทุกวัน น่ากังวลกว่าบุตรชายคนรองของเขาเสียอีก
เป็นเพราะลูกชายทั้งสามล้มเหลว ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของโจวฉางหลิน เขาเลยไปสนับสนุนหลานชายให้ทำหน้าที่เป็นซือเหยียในจินชวน แต่ผลคือโจรที่ได้รับการฝึกฝนโดยหลานชายของเขาไปยั่วยุจินเฟิงเข้าให้ และเรื่องก็จบลงด้วยการที่หลานชายของเขาถูกจินเฟิงสังหาร
โจวฉางหลินไม่พอใจโจวซือเหยียมานานแล้ว เมื่อเขารู้ว่าจินเฟิงเป็นขุนนางเลยล้มเลิกความคิดที่จะแก้แค้นและไม่ได้ส่งใครไปตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น
จนถึงตอนนี้ เขายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าเหตุใดจินเฟิงถึงฆ่าโจวซือเหยีย หรือจริง ๆ แล้วเป็นเพราะเรื่องไนปั่นด้าย?
ต่อมาเมื่อเข้ามาในตัวเมือง จินเฟิงก็ปะทะกับจวิ้นโส่วจนอีกฝ่ายต้องยอมถอยให้ โจวฉางหลินรู้สึกขอบคุณตัวเองมากที่เขาเลือกที่จะไม่ยั่วยุคนพรรค์นี้
ทั้งสามพ่อลูกยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูเมืองตลอดทั้งเช้าและรอจนเกือบถึงยามอู่ก็เห็นรถม้ามาจากระยะไกล
บนโคมไฟที่แขวนอยู่ข้างรถม้ามีตัวอักษรจีนตัวใหญ่เขียนอยู่ว่า ‘โจว’
“ลุกขึ้นเร็วเข้า นายน้อยเหวินเหยวียนกำลังเดินทางมาถึง!”
โจวฉางหลินเตะลูกชายของเขาให้ตื่นจากการงีบหลับ จากนั้นก็รีบจัดระเบียบเสื้อผ้าเพื่อเข้าไปต้อนรับนายน้อยเหวินเหยวียน
คนในรถม้าเห็นโจวฉางหลินจึงขอให้คนขับรถม้าหยุดรถม้าลงทันที
บัณฑิตหนุ่มหน้าขาว ร่างสูง ริมฝีปากแดงเปิดม่านรถม้าแล้วชะโงกหน้าออกไป
ทุกวันนี้ สบู่หอมได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในตลาดมืดสามารถขายได้ในราคาก้อนละสิบตำลึงเงินเลยทีเดียว แต่มีราคาไม่มีของ แม้สบู่หอมจะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีคนซื้อและมีคนขายน้อยนัก
“สินค้าหมดอย่างนั้นรึ?!” โจวเหวินเหยวียนขมวดคิ้วเมื่อได้ยินสิ่งนี้ “เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?”
โจวฉางหลินรู้ว่าความหมายโดยนัยของโจวเหวินเหยวียนคือการขอให้เขาหาทาง แต่ตอนนี้เขาไม่มีความคิดดี ๆ จริง ๆ
หากเป็นพ่อค้ารายอื่น ด้วยอำนาจของตระกูลโจวคงสามารถบังคับให้คนนำสินค้าออกจากสินค้าคงคลังได้
แต่ทุกคนในเมืองนี้รู้ดีว่าถังเสียวเป่ยเป็นคนของจินเฟิง และไม่มีใครต้องการทำให้จินเฟิงขุ่นเคือง เว้นแต่จำเป็นจะต้องทำจริง ๆ
แต่เรื่องที่ต้องทำให้ตระกูลโจวในเมืองหลวงพอใจก็สำคัญเช่นกัน โดยปกติแล้วโจวฉางหลินมีความกตัญญูต่อตระกูลโจวมาก แต่เรื่องนี้… เขาไม่อยากที่จะสร้างปัญหาให้ตัวเอง
เพราะคนบ้าอย่างจินเฟิงกล้าแม้กระทั่งเล่นงานจวิ้นโส่วมาแล้ว
โจวเหวินเหยวียนเดาคร่าว ๆ ว่าโจวฉางหลินกำลังคิดอะไรอยู่ ทันทีที่เขาเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย นายน้อยโจวก็ถามออกมาอย่างสบาย ๆ ว่า
“ท่านลุงฉางหลิน ท่านอยู่ที่กวางเหยวียน คงไม่รู้ว่าในปีนี้บรรณาการประจำปีที่ราชสำนักต้องจ่ายให้กับชาวตั่งเซี่ยงนั้นเพิ่มขึ้นหนึ่งในสิบส่วน”
“ว่าอย่างไรนะ?!”
เมื่อโจวฉางหลินได้ยินสิ่งนี้ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันที
หากเป็นชาวบ้านตาดำ ๆ คงจะร้องไห้จนตาบวมเมื่อได้ยินว่ามีการขึ้นส่วยประจำปี แต่โจวฉางหลินกลับดีใจมาก
เนื่องจากส่วยประจำปีส่วนใหญ่คือเสื้อผ้า การเพิ่มส่วยประจำปีหมายความว่าเขาจะทำกำไรได้มากขึ้นในปีนี้!
นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดทางขุนนางในราชสำนักจึงตกลงที่จะเพิ่มส่วยประจำปีให้ชาวตั่งเซี่ยง
เพราะนอกจากจะไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพิ่ม ยังสามารถสร้างรายได้จากมันได้อีกด้วย เหตุใดจะไม่ทำเล่า?
ชีวิตและความตายของประชาชนเกี่ยวอะไรกับพวกเขากัน?
“นายน้อยเหวินเหยวียนวางใจเถิด ข้าจะไปเข้าพบแม่นางเสียวเป่ยทันที ข้าจะต้องได้สบู่หอมมาอย่างแน่นอน!”
โจวฉางหลินหอบหายใจแรงเพราะความตื่นเต้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์