บทที่ 237 เกิดการปะทะที่หอนางโลม
หลังจากเห็นนายน้อยเหวินเหยวียนออกไปแล้ว โจวฉางหลินก็เดินทางไปยังบ้านสหายของเขาเพื่อขอแบ่งสบู่หอมมาจำนวนหนึ่ง
น่าเสียดายที่ตอนนั้นสหายของเขาซื้อมาเพียงกลิ่นละกล่องจึงไม่สามารถแบ่งให้ได้
หลังออกจากบ้านสหายคนนี้ เขาก็เดินทางต่อไปยังบ้านสหายอีกคน
สหายคนนี้ซื้อสบู่หอมไว้กลิ่นละสองกล่อง แต่เขาก็แจกจ่ายออกไปแล้วเช่นกันจึงเหลือเพียงกล่องเดียวเท่านั้น
ถึงแม้ว่าจะได้สบู่หอมมาเพียงกล่องเดียวโจวฉางหลินก็ไม่ปฏิเสธ เขาขอให้บ่าวรับใช้ห่อมันอย่างระมัดระวังและนำกลับไปด้วย
โจวฉางหลินตระเวนไปที่ต่าง ๆ เพื่อขอแบ่งสบู่หอม ในขณะที่นายน้อยเหวินเหยวียนที่บุตรชายของเขาพาเข้าไปในหอนางโลมก็มีความกังวลเรื่องสบู่หอมเช่นกัน
ดังนั้นไม่ว่าบรรดาหญิงสาวจะพยายามทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวามากแค่ไหน นายน้อยเหวินเหยวียนก็มักจะขมวดคิ้วอยู่เสมอ
โจวเต๋ออู้เป็นคนที่เฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเขาเห็นว่านายน้อยเหวินเหยวียนไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมจึงโบกมือให้หญิงสาวเหล่านั้นออกไป
“นายน้อยเหวินเหยวียน ท่านกังวลใจเรื่องสบู่หอมหรือ?”
โจวเต๋ออู้รินเหล้าให้นายน้อยเหวินเหยวียนแล้วถาม
“เป็นเรื่องนั้นจริง ๆ”
นายน้อยเหวินเหวียนไม่ได้ปฏิเสธ
นี่เป็นครั้งแรกที่บิดาของเขาส่งเขาให้มาจัดการธุระแทน และพี่ป้าน้าอาที่บ้านต่างก็กำลังรอรับสบู่หอมอยู่ หากเขาทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จคงจะส่งผลกระทบต่ออนาคตเป็นแน่
“ทั้งหมดเป็นความผิดของหญิงแพศยาอย่างถังเสียวเป่ยผู้นั้น!”
โจวเต๋ออู้กัดฟันแล้วพูดว่า “นายน้อยเหวินเหยวียน เจ้าอาจไม่รู้ว่าถังเสียวเป่ยมาจากหอวาโยวสันต์ แต่ตอนนี้นางเป็นอิสระแล้ว เมื่อครู่ตอนที่นางเห็นข้า นางไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทาย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ข้าเองก็เคยไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาของนาง…”
นายน้อยเหวินเหยวียนรู้สึกดีกับถังเสียวเป่ย และเมื่อเขาได้ยินโจวเต๋ออู้ดูหมิ่นนางจึงเกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้น โดยไม่รอให้โจวเต๋ออู้พูดจบ นายน้อยเหวินเหยวียนก็แทรกขึ้นว่า “นายน้อยสาม ดื่มกันเถอะ อย่าพูดเรื่องที่ทำให้ขุ่นเคืองใจเช่นนั้นเลย”
“ใช่ ๆ เรามาที่นี่เพื่อสนุกกัน ไม่จำเป็นต้องพูดถึงหญิงชั่วอย่างถังเสียวเป่ย”
โจวเต๋ออู้พูดด้วยรอยยิ้ม “นายน้อยเคยเห็นความงามในเมืองหลวงมามากมาย คงไม่ชอบคนหยาบคายในเมืองกวางเหยวียน หรือไม่ให้ข้าพานายน้อยไปยังเขาจื่อหลินในเขตชานเมืองดีหรือไม่? ที่นั่นมีแม่น้ำ และแม่น้ำสายนั้นก็เปลี่ยนสีได้ด้วยล่ะ”
นายน้อยเหวินเหยวียนยังรู้สึกว่าในห้องค่อนข้างอึดอัด เมื่อเขาได้ยินเช่นนี้ก็ลุกขึ้นยืนและพูดว่า “ออกไปเดินเล่นหน่อยก็ดีเหมือนกัน ข้ารบกวนนายน้อยสามด้วย”
“ข้ายินดี ๆ”
โจวเต๋ออู้รีบลุกขึ้นและนำทางไป
ทั้งสองเดินออกจากหอเซียวเซียงและกำลังจะขึ้นรถม้า แต่ในจังหวะนั้นเองพวกเขาก็เห็นถังเสียวเป่ยลงจากรถม้าไปที่ทางเข้าหอวาโยวสันต์ซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกล
ดวงตาของนายน้อยเหวินเหยวียนเป็นประกาย เขาเดินออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับผู้ติดตาม
ในกวางเหยวียนนี้ถังเสียวเป่ยไม่ได้รู้จักใครมากนัก เวลานางรู้สึกเบื่อหน่ายนางก็มักจะเดินทางมายังหอวาโยวสันต์เพื่อพุดคุยกับเสี่ยวถิงและเสี่ยวหรูเสมอ
แม้ว่าแม่เล้าจะไม่พอใจอย่างมากกับเรื่องนี้ แต่อีกฝ่ายก็กลัวว่าถังเสียวเป่ยจะไม่พอใจจนเป็นเหตุให้สบู่หอมในหอวาโยวสันต์ขาดแคลน นางจึงทำได้เพียงอดกลั้นเท่านั้น
หลังจากที่โจวฉางหลินแยกตัวออกไป ถังเสียวเป่ยก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงญาติของนางและเกิดหดหู่ใจขึ้นมา หญิงสาวเลยอยากที่จะมาปรับทุกข์กับเสี่ยวถิง
ทว่าทันทีที่นางลงจากรถม้าและยังไม่ทันจะได้เข้าไปในหอวาโยวสันต์ นางก็เห็นโจวเต๋ออู้และนายน้อยเหวินเหยวียนเดินเข้ามาพร้อมกับบ่าวรับใช้ของพวกเขาอีกสองสามคน
“แม่นางเสียวเป่ย ราวกับว่าเราทั้งคู่ได้ถูกลิขิตไว้แล้วจึงได้พบกันอีกครั้งหลังจากที่แยกกันได้ไม่นาน”
นายน้อยเหวินเหยวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ใช่ ช่างเป็นเรื่องที่น่าบังเอิญเสียจริง”
ถังเสียวเป่ยพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก ว่าจบนางก็พาอาหลานเดินจากไป
นางคิดว่าหลังจากทักทายกันเสร็จ นายน้อยเหวินเหยวียนจะจากไป ใครจะรู้ว่าเขาจะตามนางเข้าไปยังหอวาโยวสันต์ด้วย
“ในเมื่อเราถูกโชคชะตากำหนดไว้แล้ว แม่นางจะรังเกียจหรือไม่ที่จะดื่มชากับข้าสักถ้วย?”
“ไม่ล่ะ ข้ามีอย่างอื่นต้องทำ หากท่านอยากดื่มชาก็ลองมองหาหญิงสาวคนอื่นเถิด”
ถังเสียวเป่ยปฏิเสธ
ไม่ว่าบ่าวรับใช้จะกลัวแค่ไหน พวกเขาก็ทำได้เพียงเข้าตะครุบอาหลานอย่างลำบากใจเท่านั้น
ชายร่างกายกำยำที่ติดตามนายน้อยเหวินเหยวียนรีบคว้าตัวผู้เป็นนายถอยหลังไปสองสามก้าว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนลูกหลงไปด้วย
ตอนที่ถังเสียวเป่ยออกมา นางได้นำทหารผ่านศึกสี่คนและทหารหญิงอีกสี่คนออกมาด้วย
ทหารผ่านศึกเฝ้าอยู่ที่รถม้าหน้าประตูและไม่ได้เข้ามาด้านใน แต่มีทหารหญิงทั้งสี่ที่เดินตามนางเข้ามา
ถังเสียวเป่ยไม่ต้องสั่งการใด ๆ ทหารหญิงสามคนที่เหลือก็เข้าไปรวบตัวอาหลานพร้อมตั้งรับการต่อสู้ทันที พวกนางบังถังเสียวเป่ยเอาไว้ด้านหลัง
“อย่าฆ่าคน!” ถังเสียวเป่ยพูดเสียงราบเรียบ
แม้ว่าประสิทธิภาพการต่อสู้ของทหารหญิงจะอ่อนกำลังกว่าทหารผ่านศึก แต่อาหลานและทหารหญิงทั้งสามนั้นถูกจินเฟิงยืมตัวมาจากชิ่งมู่หลาน ทั้งหมดถือว่าเป็นองครักษ์ส่วนตัวของนาง และเคยผ่านการสังหารพวกโจรมาแล้ว ดังนั้นผู้ติดตามเหล่านั้นจึงไม่สามารถเทียบชั้นกับพวกนางได้
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ ผู้ติดตามของโจวเต๋ออู้ก็ถูกฝักดาบของอาหลานและพวกทุบตีจนได้รับบาดเจ็บ ทำให้ตอนนี้พวกเขานอนกลิ้งอยู่บนพื้นและส่งเสียงร้องโอดครวญอย่างน่าเวทนา
หากถังเสียวเป่ยไม่สั่งว่าห้ามฆ่าคน เกรงว่าผู้ติดตามเหล่านี้จะกลายเป็นศพไปแล้ว
ชายร่างกำยำที่อยู่ข้างหลังนายน้อยเหวินเหยวียนอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงและดึงผู้เป็นนายถอยหลังไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อนายน้อยเหวินเหยวียนเห็นสิ่งนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะมองชายคนนั้นด้วยความประหลาดใจ
ตระกูลใหญ่ทุกครอบครัวจะฝึกองครักษ์ผู้ไม่เกรงกลัวความตายเอาไว้ เช่นเดียวกับอาเหมยที่เป็นองครักษ์ผู้ไม่เกรงกลัวความตายจากตระกูลของชิ่งมู่หลาน
เพื่อปกป้องรักษาความปลอดภัยของนายน้อยเหวินเหยวียนในครั้งนี้ บิดาของเขาก็ได้ส่งองครักษ์มาปกป้องเขาเป็นพิเศษเช่นกัน
และเมื่อองครักษ์ผู้นี้เลือกที่จะดึงตัวเขาออกมา นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่าง
แม้ว่านายน้อยเหวินเหยวียนจะอยากรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คุ้มกันของเขาค้นพบมาก แต่ชายหนุ่มก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะถามคำถามจึงเลือกที่จะให้ความร่วมมือและถอยออกไปก่อน
น่าเสียดายที่โจวเต๋ออู้ไม่ฉลาดเท่านายน้อยเหวินเหยวียน ในเวลานี้เขาโกรธจนหน้ามืดตาบอด เมื่อเห็นว่าผู้ติดตามของตนถูกจัดการจนลงไปกองกับพื้น เขาก็ยังเลือกที่จะตะโกนด้วยความโกรธ
“พวกเจ้ามีกันมากมายหลายชีวิต แต่ไม่สามารถเอาชนะสตรีแค่ไม่กี่คนได้! พวกเจ้าเป็นชายชู้ของถังเสียวเป่ยหรืออย่างไร? ถังเสียวเป่ย จินเฟิงผู้นั้นไม่ได้ความอย่างนั้นหรือ เขาไม่สามารถให้ความสุขกับเจ้าได้สินะ? หากเป็นเช่นนั้นล่ะก็ ครั้งหน้าไม่จำเป็นต้องไปหาคนชั้นต่ำพวกนั้นหรอก มาหาข้านี่ ลีลาของข้าดุดันราวกับมาศึกเลยจะบอกให้!”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ถังเสียวเป่ยที่กำลังจะจากไปก็มีดวงตาแดงก่ำ!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์