บทที่ 252 ฝ่าประตูเมือง
“เจ้าตาบอดหรืออย่างไร ดูให้ดีว่านี่คือนายน้อยโจวแห่งจวนกั๋วกง ตอนที่เราออกจากประตูเมืองหลวง แม้แต่ทหารที่นั่นก็ไม่กล้าหยุดพวกเรา”
ผู้ติดตามคนหนึ่งออกมาข้างหน้าพร้อมหยิบป้ายประจำตัวออกมาแล้วตะโกนใส่ “หลีกไปให้พ้นทางเดี๋ยวนี้! หากทำให้การเดินทางของนายน้อยล่าช้า ข้าจะจัดการพวกเจ้าให้หมด!”
“นายน้อยแห่งจวนกั๋วกงอย่างนั้นหรือ?”
ตามที่คาดไว้ พวกทหารท้องถิ่นต่างก็หวาดกลัวกับคำพูดของผู้ติดตาม
ขณะที่เขาลังเลว่าจะจัดการอย่างไร ทันใดนั้นโหวจื่อก็เข้ามาพูดว่า “แค่เจ้าพูดว่าเป็นนายน้อยจากจวนกั๋วกง ข้าก็ต้องเชื่อแล้วหรือ ใครจะไปรู้ว่าเจ้าหลอกลวงหรือไม่?”
“เจ้าตาบอดหรืออย่างไร? ไม่เห็นสัญลักษณ์นี้หรือ?!”
ผู้ติดตามชูสัญลักษณ์ในมือขึ้นอีกครั้ง
โหวจื่อก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วรับสัญลักษณ์นั้นเอาไว้พร้อมพลิกดูไปมา “ต้องขออภัยด้วย เราไม่เคยเห็นสัญลักษณ์ประจำจวนกั๋วกงมาก่อน ขอเวลาตรวจสอบสักครู่ รบกวนนายท่านรอสักเดี๋ยว”
ทหารท้องถิ่นไม่รู้ว่าสัญลักษณ์ที่โหวจื่อตรวจสอบนั้นเป็นของปลอม แต่การถ่วงเวลาเพื่อเรียกกำลังเสริมนั้นเป็นเรื่องจริง
แต่พวกเขาเองก็ไม่พอใจกับท่าทางของพวกผู้ติดตามเช่นกัน เมื่อเขาเห็นโหวจื่อกำลังจัดการเรื่องยาก ๆ ให้ เขาก็พูดทันที “ใช่! ในเมื่อพวกข้าไม่รู้จักป้ายแทนตัวเหล่านั้นจึงจำเป็นต้องใช้เวลาตรวจสอบ!”
และด้วยเหตุผลนี้ พวกนายน้อยเหวินเหยวียนก็ไม่สามารถโต้แย้งได้
ผู้ติดตามโกรธมากจึงกระโดดขึ้นพร้อมสบถอย่างไม่พอใจ แต่โหวจื่อก็เมินเฉยและเดินออกไปพร้อมกับป้ายแทนตัว
ผู้คุ้มกันจ้องมองแผ่นหลังโหวจื่ออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงขี่ม้าไปที่หน้าต่างรถม้าพร้อมก้มลงข้างหูนายน้อยเหวินเหยวียนและกระซิบ “นายน้อย เมื่อครู่คนผู้นั้นมีบางอย่างผิดปกติ”
นายน้อยเหวินเหยวียนรู้สึกกังวลและถามว่า “มีปัญหาอะไร”
ความจริงเมื่อครู่เขาเองก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับปฏิกิริยาของโหวจื่อ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ามีอะไรผิดปกติเป็นพิเศษ
“ตอนที่ชายคนนั้นเห็นข้า ร่างกายของเขาแข็งทื่อทันทีและจับด้ามดาบโดยไม่รู้ตัว นี่แสดงให้เห็นว่าเขามีเจตนาฆ่า”
ผู้คุ้มกันกระซิบ “หลังจากนั้นเขาก็พูดจาแปลก ๆ ข้าสงสัยมากว่าเขาน่าจะจำข้าได้แล้ว”
เมื่อนายน้อยเหวินเหยวียนได้ยินดังนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะตัวแข็งทื่อไปด้วยความกังวล
“เจ้าแน่ใจหรือ?”
นี่คือสิ่งที่ชายหนุ่มกังวลมากที่สุด
“ข้าเองก็ไม่มั่นใจ แต่ข้าระมัดระวังตัวพอสมควร อีกอย่างจินเฟิงก็พบตัวถังเสียวเป่ยแล้วมิใช่หรือ?”
ผู้คุ้มกันส่ายหัว “บางทีข้าอาจแสดงข้อบกพร่องในประเด็นอื่น ไม่ทันได้สังเกตเห็น แต่บุคคลนี้จับจุดได้ หากเป็นเช่นนั้น การตรวจสอบป้ายแทนตัวคงเป็นเพียงข้ออ้างของเขา เขากำลังเรียกกำลังเสริมเป็นแน่”
“แล้วเราควรทำอย่างไรดี?!”
นายน้อยเหวินเหยวียนไม่สามารถรักษาท่าทีนิ่งสงบได้อีกต่อไป ความกังวลของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“หากข้าเดาไม่ผิด ด้วยนิสัยของจินเฟิง ขืนเรายังอยู่ที่นี่ต่อไปเราจะเป็นอันตรายแน่”
ผู้ติดตามคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เขาอาจจะแจ้งว่าเราฝ่าประตูเมือง แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง เราก็ขอให้นายท่านกั๋วกงเขียนจดหมายถึงจวิ้นโส่วกวางเหยวียนในภายหลังได้”
“ใช่ ใช่!”
เมื่อนายน้อยเหวินเหยวียนได้ยินดังนั้น ดวงตาของเขาก็สว่างขึ้นเล็กน้อย
เขามีเชื้อสายตรงของกั๋วกง แล้วเหตุใดจึงจำเป็นต้องฝ่าประตูเมืองที่อยู่ในชนบทเช่นนี้ด้วย?
เขาไม่จำเป็นต้องมีจดหมายรับรองของกั๋วกงก็ได้ ถึงอย่างไรบิดาของของเขาก็สามารถเขียนจดหมายถึงจวิ้นโส่วได้ในภายหลัง
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ นายเหวินเหยวียนก็สงบสติอารมณ์และพยักหน้าให้ผู้คุ้มกัน
ผู้คุ้มกันพูดกับข้ารับใช้ว่า “นายน้อยกำลังรีบและไม่มีเวลารออยู่ที่นี่ ขับไล่พวกเขาออกไป”
ข้ารับใช้ต่างก็เป็นสุนัขจิ้งจอกอ้างบารมีเสือ เมื่อครู่นายน้อยไม่ได้เอ่ยปากพวกเขาจึงตัดสินใจอะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้เมื่อได้รับการสนับสนุนจากนายน้อยก็เหมือนได้รับอำนาจเด็ดขาด ความเย่อหยิ่งปรากฏขึ้นในตัวพวกเขาทันที
ข้ารับใช้ชี้ไปที่ทหารท้องถิ่นแล้วพูดว่า “ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายในการหลีกทาง หากเจ้าทำให้นายน้อยของข้าขุ่นเคือง แม้กระทั่งจวิ้นโส่วก็จะไม่สามารถปกป้องพวกเจ้าได้เช่นกัน!”
ตอนนี้ทหารท้องถิ่นมีท่าทีหวาดกลัวเล็กน้อย ส่วนข้ารับใช้สงบลงอีกครั้ง
ที่เกิดเหตุวุ่นวายเกินไป มีทหาร พลเรือนอยู่ทุกหนทุกแห่ง โหวจื่อเล็งหน้าไม้อยู่เป็นเวลานาน แต่ก็หาโอกาสยิงไม่ได้ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแอบขึ้นไปบนรถม้าในขณะที่ผู้คุ้มกันและทหารกำลังต่อสู้กัน
นายน้อยเหวินเหยวียนเพียงเงยหน้ามองออกไปข้างนอก แต่โหวจื่อก็คว้าคอเสื้อเขาไว้ พร้อมลากเขาออกจากรถม้าและโยนลงไปที่พื้นอย่างแรง
ผู้คุ้มกันหยุดทันทีหลังจากได้ยินการเคลื่อนไหวข้างหลังและบังเอิญเห็นเหตุการณ์นี้เข้า
“เจ้ากล้ามากนะ!”
ผู้คุ้มกันตะโกนด้วยความโกรธและหันกลับมาโจมตีโหวจื่อ
โหวจื่อได้ยินจากอาหลานว่าผู้คุ้มกันคนนี้แข็งแกร่ง เขาเองก็ประเมินตนว่าอาจไม่สามารถต่อกรด้วยได้ ดังนั้นจึงจับตัวนายน้อยเหวินเหยวียนไว้เป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่
แต่เขาไม่คาดคิดว่าผู้คุ้มกันจะเร็วขนาดนี้
ก่อนที่เขาจะดึงนายน้อยเหวินเหยวียนขึ้นจากพื้น ผู้คุ้มกันก็เข้ามาประชิดแล้ว
อีกฝ่ายกระโดดขึ้นเตะหน้าอกโหวจื่อทันทีโดยไม่พูดไม่จาอะไร
เพราะมีบทเรียนจากผู้คุ้มกันที่ตลาดนายหน้า โหวจื่อไม่กล้าที่จะประมาท แต่เมื่อรู้ว่ามันสายเกินไปที่จะหลบแล้ว เขาก็รีบยกแขนขึ้นแล้วไขว้ไว้เพื่อป้องกันกระดูกซี่โครงของตนเอง
ลมหายใจต่อมา เท้าขวาของผู้คุ้มกันก็เตะเข้าที่แขนโหวจื่ออย่างแรง
อึก!
โหวจื่อถูกเตะกระเด็นออกไปเกือบสองจั้ง เขาชนกับผู้คนที่สัญจรไปมาสามหรือสี่คนก่อนที่จะหยุด!
แขนซ้ายที่ถูกเตะอย่างแรงหักทันที
แต่โหวจื่อไม่สะดุ้งสะเทือน รีบลุกขึ้นยืนพร้อมยกหน้าไม้ด้วยมือขวาแล้วยิงธนูไปที่ผู้คุ้มกัน
แต่ผู้คุ้มกันผู้นั้นก็หลบได้ ลูกธนูจึงไปโดนที่ไหล่ของทหารผู้โชคร้ายคนหนึ่ง
โหวจื่อใช้หน้าขาของเขาเพื่อพยุงหน้าไม้ และรีบใช้มือขวาหมุนกว้านเพื่อขึ้นสายอีกครั้ง
แต่คราวนี้ เมื่อโหวจื่อยกหน้าไม้ขึ้น เขาไม่ได้ชี้มันไปที่ผู้คุ้มกันอีกต่อไป แต่ชี้ไปที่นายน้อยเหวินเหยวียนที่เพิ่งลุกขึ้นจากพื้นแทน!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์