เข้าสู่ระบบผ่าน

ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ นิยาย บท 261

บทที่ 261 ปฏิเสธถังตงตง (รีไรท์)

“แม่นางลวี่หลิ่ว ช่างบังเอิญจริง ๆ”

จินเฟิงยิ้มและถามว่า “เจ้ามาทำอะไรที่นี่หรือ?”

ตอนนี้ฟ้ามืดมาระยะหนึ่งแล้วจึงเป็นช่วงที่สถานเริงรมย์หลวงคึกคักที่สุด

ในฐานะสตรีชั้นนำของสถานเริงรมย์หลวง นางไม่ได้ยุ่งอยู่กับการรับรองลูกค้าที่สถานเริงรมย์หลวง แต่กลับมาปรากฏตัวที่ประตูจวนจวิ้นโส่ว เรื่องนี้ทำให้จินเฟิงประหลาดใจ

“ฮูหยินจวิ้นโส่วบอกว่าแม่นางเสียวเป่ยเผชิญกับเรื่องที่น่าตกใจมา นางจึงต้องการทำผ้าห่มให้ แม่นางเสียวเป่ยจะได้ห่มและสงบอารมณ์ลงได้ ฮูหยินเลยแจ้งหญิงสาวที่มีความสามารถในการเย็บปักให้มาช่วยเป็นลูกมือในตอนเที่ยง และข้าก็เพิ่งจะทำเสร็จตอนนี้”

ลวี่หลิ่วอธิบาย

จินเฟิงตระหนักได้ทันที

การเย็บปักถักร้อยเป็นทักษะทั่วไปที่สตรีเกือบทุกคน ตั้งแต่คนธรรมดาไปจนถึงนางสนมหรือแม้กระทั่งฮองเฮาต้องเรียนรู้เอาไว้

เพียงแต่แต่ละคนจะมีความถนัดแตกต่างกันออกไป

บางคนเก่งเรื่องการทอผ้า บางคนเก่งในการตัดเย็บ บางคนเก่งในการเย็บปักถักร้อย และบางคนก็เก่งในการผูกปม

ส่วนลวี่หลิ่วถนัดเรื่องการเย็บปักเป็นพิเศษ ฮูหยินจวิ้นโส่วจึงเรียกตัวนางมา

“แม่นางยุ่งตลอดทั้งบ่ายเพราะเรื่องของเสียวเป่ย เช่นนั้นข้าจะไม่รบกวนแม่นางแล้ว”

จินเฟิงกินโจ๊กข้าวสาลีอยู่ข้างถนนเส้นหลักไปสองถ้วยในตอนเที่ยงและตอนนี้เขาก็เริ่มหิวขึ้นมา

การสังเกตคำพูดและอารมณ์เป็นทักษะพื้นฐานของนางโลม แม้ว่าลวี่หลิ่วจะต้องการพูดคุยกับจินเฟิงมากขึ้นเพื่อที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา แต่นางกลับพบว่าชายหนุ่มไม่สนใจที่จะพูดคุยด้วยแม้แต่น้อยและไม่ได้ใส่ใจอะไรนางด้วยซ้ำ หญิงสาวจึงกล่าวคำอำลากับจินเฟิงด้วยรอยยิ้ม

เมื่อนางเดินผ่านจินเฟิง มือเล็ก ๆ ของนางก็ ‘บังเอิญ’ ไปแตะที่หลังมือเขาเข้า

จินเฟิงเข้าใจความตั้งใจของลวี่หลิ่วดี แต่ในช่วงที่ผ่านมาเกิดเรื่องราววุ่นวายขึ้นมากมายจนเขาไม่มีอารมณ์ที่จะตอบสนองอีกฝ่าย

หญิงสาวคนนี้ยังคงงดงามและมีความสามารถในการเข้าหาบุรุษอย่างเยี่ยมยอดเหมือนเคย

ระหว่างทางกลับ จินเฟิงยังคงคิดถึงคำพูดของจวิ้นโส่ว

ตอนนี้เขายังอ่อนหัดเกินไปและมักถูกจำกัดในการทำสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ ไม่เหมาะนักที่เขาจะทำตัวเป็นจุดสนใจ แทนที่จะใช้พลังงานต่อสู้กับโจวฉางหลินจนตายกันไปข้าง จินเฟิงเอาเวลาไปพัฒนากิจการให้ดีก่อนดีกว่า จะได้มีรายได้เพียงพอที่จะเติบใหญ่

ต้องมีกำลังทรัพย์อยู่ในมือเท่านั้นจึงจะไม่ตื่นตระหนกง่าย ๆ

เมื่อเขากลับถึงโรงเตี๊ยม จินเฟิงยังคงคิดถึงเรื่องนี้ และในขณะที่กินข้าว เขาก็ยังเหม่อลอย

ถังเสียวเป่ยก็เหม่อลอยเช่นเดียวกัน

นางยังจำสิ่งที่จินเฟิงพูดไว้เมื่อวานนี้ได้ แต่จินเฟิงเอาแต่ออกตามล่าโจวเหวินเหยวียน และเมื่อคืนเขาก็ไม่ได้กลับมา นางไม่รู้ว่าคืนนี้เขาจะยังต้องการ…

ขณะที่กำลังคิดอย่างบ้าคลั่ง นางก็ได้ยินจินเฟิงพูดว่า “ตงตง เสียวเป่ย ข้าอยากจะจัดตั้งหอการค้า พวกเจ้าคิดอย่างไร?”

“ฮะ… หอการค้าอย่างนั้นหรือ?”

ถังเสียวเป่ยรู้สึกสับสนอยู่ครู่หนึ่ง

“มีสบู่สะสมอยู่ในเขาเถี่ยกว้านมากเกินไปแล้ว และข้าต้องการเปลี่ยนพวกมันให้เป็นเงินโดยเร็วที่สุด”

จินเฟิงกล่าวว่า “เสียวเป่ย เจ้าเป็นผู้ดูแลกลุ่มทาสที่ถูกซื้อตัวมามิใช่หรือ? หลังจากก่อตั้งหอการค้า ก็ให้พวกเขาเป็นคนนำร่องครั้งแรกกับหลาย ๆ อำเภอในกวางเหยวียน เพื่อดูว่าพวกเขามีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับตำแหน่งนั้น ๆ หรือไม่ และเจ้าก็เลือกคนที่มีคุณสมบัติมากที่สุดมาเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าเมืองหลวง และเมื่อตลาดสบู่ในเมืองหลวงเปิดทำการก็ให้นางผู้นั้นเป็นคนดูแล”

“แต่ข้าเพิ่งสอนงานทาสเหล่านั้นได้เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้นเอง” ถังเสียวเป่ยกล่าว “มันไม่เร็วเกินไปหรือที่จะให้พวกนางเริ่มงานในตอนนี้?”

“การฝึกงานเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการทดสอบความสามารถของบุคคล และยังเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งด้วย”

จินเฟิงกล่าวว่า “จะได้ผลหรือไม่ก็แค่ส่งพวกนางไปลองดู หากได้ผลก็ให้พวกนางฝึกทำงานต่อไป แต่หากไม่ได้ผลก็ให้เตรียมการด้านอื่น ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียพลังงานของเจ้าเอง”

“จินเฟิงบอกว่าการผลิตเหล้าเป็นการสิ้นเปลืองธัญพืช เพราะราษฎรชาวต้าคังต้องอดตายกันทุกปี การใช้ธัญพืชหรือข้าวมาผลิตเหล้าเป็นการเบียดเบียนและสิ้นเปลืองทรัพยากร” ถังตงตงกล่าว

“ในเมื่อท่านอาจารย์พูดเช่นนี้แล้วก็ปล่อยมันไปเถิด”

แม้ถังเสียวเป่ยจะรู้สึกเสียใจเล็กน้อย แต่นางก็ยังสนับสนุนการตัดสินใจของจินเฟิง

“จินเฟิง ข้าคิดว่าหากเราไม่ผลิตเหล้าออกมาก็มีผู้อื่นทำอยู่ดี ดังนั้นธัญพืชที่จะถูกนำมาหมักเหล้านั้นก็มีจำนวนไม่น้อยอยู่แล้ว เจ้าไม่ต้องคิดหรอกว่ามันจะเป็นการเอาเปรียบเบียดเบียนผู้อื่น”

ถังตงตงเริ่มที่จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อโน้มน้าวชายหนุ่ม “นอกจากนี้ อีกอย่างเรากำหนดราคาเหล้าชั้นดีของเราให้สูงขึ้นมาอีกหน่อยเช่นเดียวกับสบู่หอมก็ได้ อย่างไรเราก็ต้องการทำเงินกับคนร่ำรวยอยู่แล้ว”

“คนอื่นก็ส่วนคนอื่น ข้าก็ส่วนข้า”

จินเฟิงผู้ยินดีรับฟังความคิดเห็นของถังตงตงมาโดยตลอด ตอนนี้ส่ายศีรษะอย่างหนักแน่น “เหล้าค่อยกลั่นภายหลัง ตอนนี้ข้ายังไม่คิดจะทำ”

ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมในช่วงปีที่แห้งแล้งมีผลอย่างมากต่อจินเฟิงที่เข้ามาอาศัยร่างนี้

เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ในชีวิตก่อน เขามักจะเห็นบันทึกเกี่ยวกับความอดอยาก เช่น ในสถานที่แห่งหนึ่งมีภัยพิบัติเกิดขึ้น อาทิ ความแห้งแล้งหรือโรคระบาดที่ทำให้ผู้คนหลายสิบล้านคนต้องพลัดถิ่น รวมไปถึงมีการกินเนื้อคน

สำหรับจินเฟิงในเวลานั้น นี่เป็นเพียงความรู้อย่างหนึ่งที่ต้องจดจำ

แต่ด้วยความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ชายหนุ่มจึงเข้าใจถึงโศกนาฏกรรมอย่างการกินเนื้อคน

เมื่อเจ้าของร่างเดิมอายุได้เจ็ดถึงแปดขวบ ปีนั้นเป็นปีที่กันดารและแห้งแล้ง เขาเห็นสหายตัวน้อยคนหนึ่งถูกบิดาพาตัวไปจากหมู่บ้านด้วยตาตนเอง แล้วตอนกลับมา อีกฝ่ายก็หามเด็กที่ไม่รู้จักกลับมาด้วย

ในคืนนั้นมีกลิ่นเนื้อลอยออกมาจากบ้านสหายทำให้เจ้าของร่างเดิมหิวจนต้องขอให้อดีตช่างตีเหล็กไปเอาเนื้อมาให้

อดีตช่างตีเหล็กที่มักจะทุบตีเขาอยู่เสมอ กลับทุบตีเขาอย่างรุนแรงมากขึ้นในวันนั้น

ในตอนนั้นจินเฟิงไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้ทุกครั้งที่เขาคิดถึงเรื่องดังกล่าว เขาก็อดไม่ได้ที่จะขนลุก

ทุกครั้งที่คิดถึงเหตุการณ์นี้ จินเฟิงรู้สึกอยู่ในใจว่าเทวดาฟ้าดินได้มอบโอกาสให้เขามีชีวิตใหม่ บางทีอาจจะเพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมเหล่านี้ก็เป็นได้…

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์