บทที่ 279 ให้สถานะ
สถานะของสตรีในต้าคังอยู่ในระดับต่ำ โดยปกติแล้วบุรุษที่ไม่ตีไม่ดุด่าหญิงในบ้านถือเป็นความฝันลม ๆ แล้ง ๆ น้อยครั้งนักที่สตรีในต้าคังจะได้ยินคำว่ารัก
ถ้อยคำที่แสดงถึงความห่วงใยของจินเฟิง แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดคำว่ารักออกมาตรง ๆ แต่มันก็กินใจกวานเสี่ยวโหรวและสตรีอีกสองคนอย่างห้ามไม่ได้
ใบหน้าของกวานเสี่ยวโหรวเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยน้ำตาของนางเปี่ยมไปด้วยความรักและความผูกพันกับชายที่อยู่ตรงหน้า
ขณะที่ดวงตาของถังเสียวเป่ยเต็มไปด้วยไฟปรารถนา จินเฟิงรู้สึกว่าหากว่าตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ข้างนอก นางอาจจะผลักเขาล้มลงในพริบตาถัดไปก็ได้
สำหรับถังตงตง ท้ายที่สุดถึงนางจะยังไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชายหนุ่มและยังสงวนกริยาของตนเองเอาไว้อย่างดี แต่นางก็หน้าแดง ก้มศีรษะลงต่ำ และกำชายเสื้อของตนไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แสดงให้เห็นว่าในใจของหญิงสาวเองก็มีความคิดบางอย่าง
ในชีวิตที่แล้ว จินเฟิงเป็นวิศวกรที่สมบูรณ์แบบ เขาเคยเจอเรื่องราวแบบนี้ที่ไหนกัน?
หัวใจของบัณฑิตหนุ่มจักจี้เหมือนกับโดนแมวข่วน
กวานเสี่ยวโหรวและจินเฟิงแต่งงานกันมานานจนพวกเขาคุ้นเคยกับแง่มุมนี้แล้ว เพียงแค่มองตา จินเฟิงก็สามารถคาดเดาได้ว่าภรรยาตัวน้อยคิดอะไรอยู่
นางเป็นสตรีในยุคศักดินา แม้ว่าจะได้รับการสั่งสอนจากจินเฟิงมาเป็นเวลานาน แต่นางก็ยังเป็นคนที่มีหัวอนุรักษ์นิยม ตกกลางคืน กวานเสี่ยวโหรวสามารถพูดคุยเรื่องที่ชวนให้เขินอายได้ แต่ในตอนกลางวันนางค่อนข้างต่อต้านเล็กน้อย
เมื่อสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติในดวงตาของสามี นางจึงหันหน้าหนี ก่อนจะเห็นสีหน้าของถังเสียวเป่ยที่ดูพร้อมรบเป็นอย่างมาก นั่นทำให้กวานเสี่ยวโหรวกังวลว่า จินเฟิงจะดึงพวกนางเข้าไปในบ้านตอนกลางวันแสก ๆ
หญิงสาวรีบเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างรวดเร็วและเอ่ยว่า “สามี เจ้าเองก็รับเสียวเป่ยเข้าบ้านเรามาสักพักแล้ว ไว้ครั้งหน้าข้าจะเข้าไปที่จวนว่าการเพื่อจัดการเรื่องทะเบียนสมรสให้พวกเจ้าดีหรือไม่?”
เมื่อถังเสียวเป่ยได้ยินสิ่งนี้ ดวงตาของนางก็เป็นประกายด้วยความคาดหวังทันที
หากว่ากันตามความจริง ตอนนี้นางก็ถือว่าติดตามจินเฟิงโดยที่ไม่มีสถานะใด ๆ
ฟังดูเหมือนบ้านเล็กบ้านน้อยที่บุรุษเสเพลเก็บเอาไว้เล่นนอกบ้าน เมื่อเบื่อหน่ายก็แค่เขี่ยทิ้ง
มีเพียงทะเบียนสมรสเท่านั้นที่จะทำให้นางและจินเฟิงกลายเป็นคู่สามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายได้
หากจะบอกว่าถังเสียวเป่ยไม่สนใจเรื่องนี้ก็คงแปลกเกินไป
แต่เนื่องจากนางนั้นมาจากหอนางโลม หญิงสาวจึงคาดหวังเรื่องสถานะว่ามากกว่าหญิงในหมู่บ้านคนอื่น ๆ
แต่นางก็รู้ดีว่าช่วงนี้จินเฟิงยุ่งเป็นอย่างยิ่งจึงเข้าใจและไม่คิดที่จะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน
“ทะเบียนสมรสหรือ?”
จินเฟิงสะดุ้งเล็กน้อย
ตามความคิดเห็นส่วนตัวของเขา สิ่งที่เรียกว่าทะเบียนสมรสเป็นเพียงกระดาษหยาบ ๆ ธรรมดาแผ่นหนึ่งเท่านั้น จะมีหรือไม่มีก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
และเขาก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย
แต่เมื่อเห็นดวงตาแห่งความคาดหวังของถังเสียวเป่ย ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดและเอื้อมมือไปลูบผมของนางเบา ๆ “เสียวเป่ย ข้าขอโทษนะ ช่วงนี้ข้ายุ่งเกินกว่าจะดูแลเรื่องนี้ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ไปที่จวนว่าการเพื่อจดทะเบียนสมรสกันเถิด”
“สามีที่รัก ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าในชีวิตนี้ไม่ต้องเอ่ยขอโทษเสียวเป่ยเลย เหตุใดจึงลืมกันเล่า”
ถังเสียวเป่ยจ้องมองไปที่จินเฟิงด้วยความขุ่นเคืองและทำสีหน้าบึ้งตึงราวกับต้องการจะประท้วง
“เอาล่ะ ข้าผิดไปแล้ว” จินเฟิงเอื้อมมือไปบีบแก้มถังเสียวเป่ยเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
เมื่อกวานเสี่ยวโหรวเห็นว่าไฟราคะของทั้งคู่กำลังจะลุกโชน นางจึงรีบขัดจังหวะอีกครั้ง “สามี เจ้าไม่จำเป็นต้องไปที่นั่นด้วยตัวเองหรอก ข้าจะไปดำเนินการให้เอง”
ตามกฎหมายของต้าคัง ภรรยาคนแรกสามารถช่วยสามีดำเนินการเรื่องทะเบียนสมรสได้ เพียงแค่นำป้ายประจำตัวของอนุภรรยาไปทำเรื่องก็ได้แล้ว
ในเมืองต้าคังที่มีการเก็บภาษีหฤโหด นี่เป็นหนึ่งในหน้าที่ที่เสมียนไม่เรียกเก็บเงินเพิ่มเติมและไม่ทำให้ประชาชนต้องรู้สึกกระอักกระอ่วน
จินเฟิงรู้สึกผิดที่ลืมคิดเรื่องนี้ไป เพื่อชดเชยให้ถังเสียวเป่ยเขาจึงส่ายหัวแล้วพูดว่า “ไม่ต้อง นี่คือการแต่งงานของข้ากับเสียวเป่ย มันเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต ข้ากับนางจะไปด้วยตัวเอง”
“สามีที่รัก…”
หลังจากรอให้บัณฑิตหนุ่มออกมา ในที่สุดก็ถึงเวลาที่พวกเขาต้องเดินหน้าสู้
“ตอนนี้จินเฟิงออกมาจากซีเหอวานแล้ว ไปคุยกับเขากันเถิด”
จ้าวเสี้ยนเว่ยกล่าวว่า “เมื่อคำนวณเวลาดูแล้ว จินเฟิงน่าจะมาถึงที่นี่ในอีกครึ่งเค่อ ข้าจะส่งคนไปเฝ้าประตูเมือง เรามาหารือกันเถิดว่าจะพูดคุยกับเขาอย่างไร”
“เราต้องคุยกันเรื่องนี้ให้แน่ชัด ก่อนที่จินเฟิงจะได้เอ่ยอะไรออกมา”
เผิงเหล่าเยียและจูเหล่าเหยียพยักหน้าเห็นด้วย
พวกเขาทั้งสามคุยกันนานกว่าหนึ่งก้านธูป และในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะตกลงเรื่องนี้อย่างไร จากนั้นจึงรอคนที่พวกเขาส่งไปติดตามข่าวกลับมารายงานความเคลื่อนไหว
แต่หลังจากรอจนเวลาไปหนึ่งก้านธูป คนที่พวกเขาส่งไปก็ยังไม่กลับมา
เผิงเหล่าเหยียที่มีความใจร้อนที่สุดอดทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงส่งคนไปถามที่ประตูเมือง ผลคือทางประตูเมืองบอกว่าจินเฟิงไม่ได้มาที่จินชวนแต่อ้อมไปทางเขาหู่โถว
“อะไรนะ?!”
จูเหล่าเหยียแทบจะทรุดลงบนพื้น เขารีบดึงแขนเสื้อของจ้าวเสี้ยนเว่ยและเผิงเหล่าเหยียก่อนจะขอร้องว่า “ใต้เท้า เราตกลงที่จะทำการรุกคืบและล่าถอยด้วยกันแล้ว พวกเจ้าอย่าทิ้งข้านะ”
ที่เขาหู่โถว มีกลุ่มโจรที่เขาสนับสนุน หากในเวลานี้จินเฟิงไปที่เขาหู่โถว หมายความว่าอีกฝ่ายคิดจะโจมตีเขาหู่โถวหรือ?
“เหล่าจู อย่าเพิ่งตื่นตูมไป หน่วยสอดแนมของเรากลับมาแล้ว เขาแจ้งว่าจินเฟิงนำผู้คุ้มกันมาเพียงสิบคนเท่านั้น เขาจะโจมตีภูเขาหู่โถวได้อย่างไร”
เผิงเหล่าเหยียกล่าวว่า “การที่เขาไปที่เขาหู่โถว อาจเป็นเพราะมีเรื่องอื่นก็ได้”
“ในเวลาแบบนี้จะมีเรื่องอะไรได้อีก?”
จูเหล่าเหยียกังวลมากจนนั่งไม่ติด “ใต้เท้า จินเฟิงนำผู้คุ้มกันมาแค่สิบคน นี่เป็นโอกาสดีที่จะฆ่าเขา! หากเราฆ่าเขาสำเร็จ ทุกอย่างก็จะจบลง!”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ จ้าวเสี้ยนเว่ยก็หรี่ตาลงทันที…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์