บทที่ 31 รับสมัครงาน
เมื่อเห็นจินเฟิงยอมรับกระต่าย จางเหลียงก็โล่งใจอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้นเขาก็กลับบ้านไปกับครอบครัว
ขนาดเดินกลับไปจนสุดทางก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะของจางเหลียงแว่วมาอยู่
“สามี ชีวิตของพี่สาวข้าลำบากมานาน หากท่านพี่เหลียงล่ากระต่ายได้สองตัว แล้วต้องแบ่งมาให้เราหนึ่งตัวเช่นนี้ มันเหมาะสมหรือ?”
กวานเสี่ยวโหรวรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อต้องรับกระต่ายที่อีกฝ่ายล่ามาได้
“เสี่ยวโหรว ที่จินเฟิงรับกระต่ายตัวนี้เอาไว้ก็เป็นเพราะหวังดีต่อท่านพี่ฟาง”
ถังตงตงพูดด้วยรอยยิ้ม “ท่านพี่เหลียงเป็นคนซื่อสัตย์ เขาบอกไว้ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่าจะแบ่งเหยื่อให้ครึ่งหนึ่ง หากจินเฟิงไม่ยอมรับกระต่ายตัวนี้มา เขาคงจะไม่สบายใจ บางทีเขาอาจจะคืนหน้าไม้และไม่ยอมใช้อีกก็ได้”
“ตงตงช่างเฉลียวฉลาด”
บัณฑิตหนุ่มยิ้มพลางลูบศีรษะของถังตงตงเบา ๆ
หลังจากมือแตะลงบนกลุ่มผมนั่นแล้ว จินเฟิงถึงเพิ่งรู้สึกตัว
ใบหน้าเล็ก ๆ ของถังตงตงเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที สีแดงแต่งแต้มผิวเนื้อจนแทบไม่มีที่ว่าง ไม่เว้นแม้แต่บริเวณลำคอ เมื่อสถานการณ์เป็นดังนี้ คนเขินอายก็รีบวิ่งกลับไปที่กระท่อมทันที
กวานเสี่ยวโหรวมองไปที่จินเฟิงและหัวเราะเบา ๆ
“เสี่ยวโหรว ข้าไม่ได้ตั้งใจ…”
จินเฟิงเกาศีรษะราวกับแมวที่ทำความผิดและถูกจับได้คาหนังคาเขา จึงรีบอธิบาย “พอดีข้าเคยชินกับการลูบหัวเจ้าน่ะ”
“สามี ข้ามิใช่หญิงขี้อิจฉา”
กวานเสี่ยวโหรวปิดปากและพูดด้วยรอยยิ้ม “อีกไม่นานตงตงก็จะได้เป็นคนของเจ้า ต่อให้สามีจะลูบไล้นางที่ส่วนอื่นข้าก็ไม่ว่า ข้าคิดว่าตงตงเองก็คงจะไม่คัดค้านอะไรเช่นเดียวกัน แต่หากนางมีข้อคัดค้าน ข้าจะช่วยสามีจับนางให้อยู่หมัดเอง”
จินเฟิง…
สตรีผู้นี้ เพียงไม่กี่วันก็เรียนรู้เรื่องไม่ดีเข้าแล้วหรือ?
“เอาล่ะ เลิกล้อเล่นได้แล้ว หากข้าเห็นเจ้าหัวเราะอีกเจ้าโดนจัดการแน่”
ชายหนุ่มเอ่ย “เดี๋ยวข้าจะนำกระต่ายไปเก็บ ตอนเรานำมันมาตุ๋นค่อยแบ่งไปให้บ้านพี่สาวเจ้าครึ่งหนึ่ง”
ครอบครัวจางมีช่วงเวลาที่ยากลำบากมาหลายปีแล้ว สมาชิกในครอบครัวขาดสารอาหาร พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการบำรุงร่างกายเพิ่ม
เขารับประกันได้เลยว่าตระกูลจางคงตัดใจเอากระต่ายมาทำอาหารไม่ได้แน่ ๆ วันพรุ่งนี้พวกเขาคงนำมันไปขายในเมืองเพื่อแลกกับธัญพืช
ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าที่จะปฏิบัติตามความปรารถนาของจางเหลียงโดยการรับกระต่ายเอาไว้ สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยอีกฝ่ายให้พ้นจากความลำบากใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยครอบครัวอีกฝ่ายทางอ้อมด้วย
เนื่องจากสิ่งที่จินเฟิงคาดเดาไว้ถูกต้อง หลังจากตุ๋นเนื้อกระต่ายเสร็จ บัณฑิตหนุ่มกับภรรยาก็นำข้าวและเนื้อกระต่ายไปให้ครอบครัวจาง พวกเขากำลังกินข้าวต้มด้วยกัน
ภายในถ้วยมีข้าวเปลือกปะปนอยู่กับผักป่าสีดำและสีเขียวสองใบ ผักพวกนั้นไม่ได้ปรุงรสหรือคลุกน้ำมันด้วยซ้ำ
ถึงกระนั้นจางเสี่ยวฮวาก็ยังคงกินอย่างเอร็ดอร่อย
“จินเฟิง เสี่ยวโหรว นี่พวกเจ้า…”
มารดาจางลุกขึ้นพร้อมกับเอ่ยถาม
“ตอนที่พวกข้าแต่งงานกัน พี่สาวก็ได้นำของขวัญไปมอบให้เรา ถือว่าครั้งนี้เรานำมาของขวัญมอบให้เป็นการตอบแทนก็แล้วกัน”
จินเฟิงหยิบชามเปล่าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม เติมข้าวลงในชาม จากนั้นก็เทน้ำที่ตุ๋นและเนื้อกระต่ายลงไป ชายหนุ่มวางมันลงข้างหน้าจางเสี่ยวฮวา “เสี่ยวฮวา ลองชิมดูสิว่าอร่อยหรือไม่”
อย่างไรเสียจางเสี่ยวฮวาก็เป็นเด็ก นางรีบเลื่อนข้าวต้มในถ้วยไปไว้ด้านข้างทันที ก่อนจะเริ่มกินข้าวที่จินเฟินทำให้อย่างเอร็ดอร่อย
จางเหลียงได้แต่ใคร่ครวญ เขาควรจะปฏิเสธหรือไม่?
“ข้าขอบใจเจ้ามาก”
จางเหลียงไม่เข้าใจว่าบัณฑิตหนุ่มดีกับเขาขนาดนี้เพราะเหตุใด แต่ในเมื่ออีกฝ่ายบอกว่านี่เป็นของขวัญตอบแทน เช่นนั้น ก็คงไม่เหมาะที่จะปฏิเสธ เขาจึงต้องยอมรับอย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อรู้ว่าไม่มีเหยื่ออยู่ที่ภูเขาด้านหลัง วันรุ่งขึ้นจางเหลียงจึงเดินผ่านเขาด้านหลังไปยังป่ารกทึบทันที
คืนนั้นเขากลับมาพร้อมกับกระต่ายสามตัว สุนัขจิ้งจอกหนึ่งตัว และไก่ฟ้าสี่ตัวที่สะพายอยู่บนหลัง
คราวนี้ไม่ต้องรอให้จางเหลียงเป็นคนแบ่งเสบียง จินเฟิงเลือกที่จะคว้าไก่ฟ้าทั้งหมดออกมาทันที
เพราะเนื้อกระต่ายค่อนข้างเหนียวและไม่อร่อยเท่าไก่ฟ้า
อีกทั้งเมื่อวานนี้ ช่างไม้ยังส่งชิ้นส่วนของไนปั่นด้ายมาแล้วด้วย จางหม่านชางประกอบมันอยู่ทั้งคืน จากนั้นก็วางไว้อย่างเป็นระเบียบในกระท่อมเพิงหญ้าคา
ข้างไนปั่นด้ายมีป่านอยู่หนึ่งกอง
ในสมัยราชวงศ์ต้าคัง ฝ้ายยังไม่แพร่หลาย ดังนั้นป่านจึงถือเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสิ่งทอที่สำคัญที่สุด
ป่านจะถูกปั่นเป็นเส้นแล้วค่อยนำมาทอเป็นผ้าโดยใช้เครื่องทอ จากนั้นถึงจะสามารถนำมาผลิตเสื้อผ้าและเครื่องนอนได้
ผ้ากระสอบ*[1] จึงเป็นเสื้อผ้ายอดนิยมของชาวต้าคัง
แน่นอนว่านอกเหนือจากผ้ากระสอบแล้ว ยังมีเสื้อผ้าที่ทำจากแพรไหม ผ้าดิ้น ผ้าต่วน และผ้าอื่น ๆ ที่ทำจากขนสัตว์ ฯลฯ แต่แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปคงไม่มีโอกาสจับต้อง
ขนาดจินเฟิงพอจะมีเงินอยู่ในมือ การเข้าถึงอุตสาหรกรรมดังกล่าวก็ยังเป็นเรื่องยาก
เมื่อมีไนปั่นด้ายและวัสดุครบแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรับสมัครงาน
หลังจากหารือกับถังตงตงเรียบร้อย ได้ข้อสรุปว่า เขาและนางตัดสินใจจ้างคนงานหญิงจำนวนยี่สิบคน โดยแบ่งเวลาทำงานเป็นสองกะ แต่ละคนจะได้รับค่าจ้างหนึ่งเหรียญทองแดงต่อวัน พร้อมอาหารสองมื้อ
เมื่อเหล่าสตรีในหมู่บ้านได้ยินข่าว พวกนางก็ลืมหน้าไม้และรีบแห่ไปขอทำงานนี้ทันที
เพราะพวกนางรู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จินเฟิงจะสร้างหน้าไม้ให้กับทุกคน และแม้ว่าพวกนางจะได้รับหน้าไม้มาก็ไม่รู้ว่าจะมีทักษะมากพอในการล่าเหยื่อหรือไม่
ทว่าการปั่นด้ายนี้เป็นสิ่งที่สตรีในหมู่บ้านถนัด
และเมื่อรวมกับข้อดึงดูดใจอย่างอาหารวันละสองมื้อ พร้อมค่าจ้างอีกวันละหนึ่งเหรียญทองแดง ค่าตอบแทนจำนวนนี้ดีกว่าที่คาดไว้มาก
เหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญสามารถนำไปซื้อซาลาเปาเนื้อในเมืองได้ และหากนำไปซื้อข้าวเปลือกหรือธัญพืชอื่น ๆ ได้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับสามชีวิต
“เสี่ยวโหรว สามีของเจ้าไม่ได้ล้อพวกข้าเล่นใช่หรือไม่? เขาจะให้ค่าตอบแทนวันละหนึ่งเหรียญทองแดงพร้อมอาหารสองมื้อจริงหรือ?”
“สามีของข้าเป็นบัณฑิต โดยปกติแล้วเขาจะไม่ทรยศต่อสิ่งที่ได้เอ่ยออกมา”
“เช่นนั้นก็ดีเลย ข้ากับลูกสาวคนโตจะมาทำงานปั่นด้าย ส่วนสามีของข้ากับลูกคนเล็กจะอยู่ที่บ้าน ค่าตอบแทนที่ได้รับน่าจะเพียงพอให้พวกเขาอิ่มท้องและมีเงินเหลือเก็บ”
…
[1] ผ้ากระสอบ : ผลิตจากใยปอเป็นผ้าใยที่สำคัญมากชนิดหนึ่ง แม้ปัจจุบันจะไม่ใช้ทำเครื่องนุ่งห่มแล้ว แต่ก็นิยมนำมาทำเป็นกระสอบผ้าห่อเครื่องจักร ผ้าห่อของเพื่อการขนส่ง หรือใช้ในการบรรจุข้าว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์