บทที่ 4 สัมผัสใกล้ชิดเป็นครั้งแรก
หลังจากช่วงเช้าผ่านไป จินเฟิงก็ได้รวบรวมความทรงจำและตกตะกอนทางความคิดเรียบร้อย เขาเข้าใจเจ้าของร่างเดิมและโลกใบนี้มากขึ้น
ในความทรงจำ เจ้าของร่างเดิมเคยได้ยินชื่อแม่น้ำฮวงโห แม่น้ำแยงซี และไท่หังซาน*[1]
ส่วนด้านการสื่อสาร วัฒนธรรม และชื่อสถานที่ จริง ๆ ไม่ค่อยแตกต่างกับชีวิตที่แล้วของเขานัก แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ประวัติศาสตร์กลับแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ยกตัวอย่างเช่น โลกที่เขาเคยอาศัยอยู่ไม่ปรากฏชื่อของ ‘ราชวงศ์ต้าคัง’ แต่ในโลกนี้ราชวงศ์ต้าคังกลับสืบทอดต่อกันมามากกว่าสามร้อยปีแล้ว
เจ้าของร่างเดิมเติบโตในหมู่บ้านซีเหอวาน และความรู้ความเข้าใจของเขาทั้งหมดล้วนมาจากการฟังบรรยายที่สำนักศึกษา
หากต้องการซื้ออาหาร จินเฟิงจำเป็นต้องเดินทางเข้าไปในเมือง ระยะทางไปกลับรวมแล้วกว่ายี่สิบลี้ และถนนหนทางบนภูเขาลูกนี้ก็ทรหดยิ่ง กว่าเขาจะกลับถึงบ้าน เวลาก็ล่วงเลยไปถึงบ่ายแล้ว ด้านกวานเสี่ยวโหรว หลังจากทำความสะอาดบ้านอย่างขยันขันแข็งเสร็จ นางก็นำเครื่องนอนต่าง ๆ มาซักตากอยู่ที่ลานบ้าน
เมื่อนางเห็นจินเฟิงกลับมาก็รีบวิ่งไปหาพร้อมคว้าเอากระสอบลงจากบ่าของเขา
ความจริงแล้ว ภายในกระสอบก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย มีเพียงข้าวสาลีไม่ถึงสิบจิน*[2]เท่านั้น เพราะเงินที่กวานเสี่ยวโหรวให้เขาไปสามารถซื้ออาหารมาได้เพียงเท่านี้
“เหตุใดจึงเบาเช่นนี้?”
กวานเสี่ยวโหรวชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะพอนางเปิดกระสอบดูก็พบเพียงข้าวสาลีอย่างเดียว หัวใจของนางตกไปที่ตาตุ่มทันที
นางคิดว่าจินเฟิงจะซื้อข้าวเปลือกหรือข้าวฟ่างราคาถูก ใครจะไปคิดว่าเขาจะซื้อข้าวสาลีกลับมา
ปริมาณข้าวสาลีเพียงน้อยนิดนี้ ต่อให้คนสองคนกินกันวันละมื้อ คงอยู่ได้เพียงแค่สามวันเท่านั้น เช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรต่อไปดี
แม้ว่านางจะบ่นอยู่ในใจแต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากถามจินเฟิง นางทำได้แค่นำกระสอบเข้าไปวางไว้ในห้องครัวเงียบ ๆ เท่านั้น
ขณะที่เดินออกมาจากห้องครัว นางก็ไม่ลืมที่จะนำถ้วยใส่น้ำออกมา พร้อมกับใช้มือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างยื่นให้จินเฟิง
เนื่องจากจินเฟิงเดินทางมาตลอดครึ่งค่อนวัน เขาจึงรีบกลืนน้ำลงคออย่างรวดเร็วเพื่อดับกระหาย
กวานเสี่ยวโหรวถือถ้วยเปล่าเอาไว้ในมือข้างหนึ่ง จากนั้นก็ยื่นผ้าขนหนูที่อยู่ในมืออีกข้างให้จินเฟิง
“เสี่ยวโหรว เจ้าไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้ก็ได้”
จินเฟิงไม่คุ้นเคยกับการได้รับการดูแลเอาใจใส่แบบนี้เท่าไรนัก
“ก่อนที่ข้าจะเดินทางมาที่นี่ ท่านแม่กำชับข้าหลายหนว่า หากชายใดยอมรับในตัวข้า ให้ข้าหมั่นเพียรตอบแทนเขา”
กวานเสี่ยวโหรวก้มศีรษะลงแล้วเอ่ย “การที่สามียอมรับในตัวข้า ถือเป็นบุญที่ติดตัวข้ามาตั้งแต่ชาติที่แล้ว นี่คือสิ่งที่เสี่ยวโหรวควรทำ”
จินเฟิงรู้ดีว่าชุดความคิดเหล่านี้ฝังลึกอยู่ในใจของกวานเสี่ยวโหรวมานานแล้ว และอาจเป็นเรื่องยากหากจะให้นางเปลี่ยนแปลงในเร็ววัน เขาเองก็ไม่อยากกดดันนาง เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงกลับหลังหันและมุ่งหน้าไปยังโรงตีเหล็กที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของลานบ้าน
ถึงจะเรียกว่าโรงตีเหล็ก แต่เมื่อเข้าไปด้านในกลับมีพื้นที่ไม่ถึงสิบผิง*[3] ด้วยซ้ำ
จินเฟิงลองเปิดกล่องไม้ พร้อมกับหยิบเอาเหล็กดิบขนาดเท่ากำปั้นออกมา ก่อนจะตั้งใจพิจารณามันอย่างละเอียด
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หลังจากที่บิดาซึ่งเป็นช่างตีเหล็กตายไป เขาก็ถูกบังคับกลาย ๆ ให้ต้องทำมาหากินกับอาชีพนี้ต่อ เขาพยายามทำเครื่องเหล็กหลายหน ทว่าสุดท้ายก็จบลงด้วยความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน
ไม่ว่าจะเป็นมีดทำครัว ขวาน หรือเคียวเกี่ยวข้าว เมื่อเขาทำออกมามักจะใช้การไม่ได้ทั้งสิ้น
อีกอย่างเทคนิคการถลุงแร่ของต้าคังนั้นก็ล้าสมัย ช่างตีเหล็กส่วนใหญ่ทำเครื่องเหล็กต่าง ๆ ด้วยวิธีการดั้งเดิม คือเอาเหล็กดิบที่ซื้อมาเผาบนเตาจนเกิดสีแดง จากนั้นก็ตีมันซ้ำ ๆ และขึ้นรูปตามต้องการ
ขั้นตอนต่าง ๆ นั้นดูง่ายมาก แต่เจ้าของร่างเดิมที่เติบโตมาในโรงตีเหล็กกลับตีเหล็กออกมาไม่ประณีตสวยงามเหมือนที่อื่น ซึ่งโดยทั่วไปก็ไม่น่าจะมีปัญหาด้านคุณภาพหรือการใช้งาน แต่เจ้าของร่างเดิมกลับทำเครื่องเหล็กออกมาไม่ได้มาตรฐานด้วย จินเฟิงเลยคาดว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่เหล็กดิบชุดสุดท้ายที่ช่างตีเหล็กคนเก่าซื้อมา
เขาจึงมาที่นี่เพื่อตรวจสอบคุณภาพของเหล็กดิบ
เขาพบว่าเหล็กดิบที่อยู่ในกล่องนี้มีโลหะเจือปนมากมาย ประกอบกับเทคนิคตีเหล็กที่แสนจะล้าหลังแล้ว ไม่แปลกใจเลยหากขวานที่ทำขึ้นมาจะไร้ประสิทธิภาพ
หากต้องการผลิตเครื่องเหล็กที่ทำจากเหล็กดิบชุดนี้ เขาจำเป็นต้องปรับปรุงเตาหลอมและเครื่องสูบลม เพื่อที่เวลาเผา อุณหภูมิในเตาจะได้สูงพอที่จะละลายโลหะเจือปนเหล่านั้นได้
กวานเสี่ยวโหรวนำถ้วยไปเก็บที่ห้องครัว จากนั้นก็ตามจินเฟิงไปที่โรงตีเหล็ก นางยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็รวบรวมความกล้าที่จะเอ่ยออกมา “สามี ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษากับเจ้าหน่อย”
“เรื่องอะไรหรือ?” จินเฟิงเอ่ยถามพร้อมกับเงยหน้าขึ้น
“พรุ่งนี้ข้าอยากกลับไปที่บ้านท่านแม่เพื่อขอยืมเครื่องทอผ้าจากพี่สะใภ้น่ะ…”
“ยืมเครื่องทอผ้าหรือ?” เมื่อจินเฟิงได้ยินดังนั้น เขาก็พอจะคาดเดาความกังวลของกวานเสี่ยวโหรวได้คร่าว ๆ
เขาโยนเหล็กดิบกลับเข้าไปในกล่องแล้วเอ่ยถาม “เรื่องแบบนี้มีที่ไหนกัน เจ้าเพิ่งจะแต่งงานแต่จะรีบกลับบ้านแม่ในวันรุ่งขึ้นเพื่อยืมของ? เสี่ยวโหรว เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ข้าไม่มีวันปล่อยให้เจ้าอดตาย”
“สามี ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น… เจ้าอย่าโกรธไปเลยนะ…”
ในชีวิตที่แล้วตอนที่เขาเป็นนักศึกษาปริญญาโท อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาชอบหน้าไม้มาก และช่วงปีสี่จินเฟิงก็มักจะติดตามที่ปรึกษาไปสนามยิงธนูเพื่อฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำ ทักษะการยิงธนูของจินเฟิงถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว มากไปกว่านั้นเขายังคุ้นเคยกับโครงสร้างของหน้าไม้และคันศรยักษ์แบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี
แต่พอได้มาลงมือทำเอง จินเฟิงก็ตระหนักได้ว่ามันยากกว่าที่เขาคิดไว้เยอะ
เครื่องมือที่มีในโรงตีเหล็กโบราณเกินไป แม้ว่าจะเลือกทำหน้าไม้ที่มีโครงสร้างเรียบง่ายมากที่สุดก็ยังต้องใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายเพื่อขัดคันธนู
ตกเย็น ในที่สุดจินเฟิงก็ได้กินอาหารมื้อแรกตั้งแต่ข้ามเวลามายังโลกนี้ อีกทั้งมื้อนี้ยังเป็นมื้อฉลองการแต่งงานของเขากับกวานเสี่ยวโหรวด้วย
ไม่มีพิธีการที่ซับซ้อน ไม่มีคำอวยพรจากญาติสนิทมิตรสหาย มีเพียงเขาและนางอยู่กันตามลำพัง
อาหารที่มีก็แสนเรียบง่าย จะเรียกว่าเป็นอาหารหยาบ ๆ ก็ย่อมได้ มีเพียงโจ๊กข้าวสาลีหม้อเล็กกับผักลวกหนึ่งจานโรยเกลือเล็กน้อยเท่านั้น
มีเพียงแค่นี้จริง ๆ
โจ๊กข้าวสาลีไม่อร่อยนัก เปลือกด้านนอกแข็ง ๆ มันบาดปากเขา จินเฟิงไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไร
แต่กวานเสี่ยวโหรวที่อยู่ตรงข้ามกลับกินอย่างเอร็ดอร่อย
เพราะปกติตอนอยู่บ้านนางได้กินแต่ผักป่า รำข้าวสาลี นาน ๆ ครั้งถึงจะได้กินข้าวเปลือก แค่นั้นก็ถือว่าเป็นอาหารรสเลิศแล้ว โจ๊กข้าวสาลีสำหรับนางไม่ต่างอะไรจากของฟุ่มเฟือย
ตั้งแต่นางกลายเป็น ‘สินค้าขาดทุน’ นางก็ไม่เคยได้กินอีกเลย
ดังนั้น โจ๊กทุกคำที่นางเอาเข้าปากจึงผ่านการละเลียดอยู่เป็นเวลานานเพื่อสัมผัสถึงความหวานของข้าวสาลี
หลังจากกินเสร็จ กวานเสี่ยวโหรวก็วางถ้วยข้าวกับตะเกียบลง
ขอบถ้วยถูกตะเกียบขูดจนสะอาด ไม่ต้องพูดถึงเมล็ดข้าวสาลี แม้แต่น้ำข้าวหยดเดียวนางก็ไม่เหลือไว้ด้วยซ้ำ
[1] ไท่หังซาน (太行山) : เทือกเขาสำคัญทางซีกตะวันออกของประเทศจีน ทอดยาวลงมาตั้งแต่เมืองปักกิ่ง มณฑลหูเป่ย์ มณฑลซานซี และมณฑลเหอหนาน
[2] จิน (斤) : เท่ากับ 500 กรัม ดังนั้น 10 จิน = 5 กิโลกรัม
[3] ผิง : หน่วยวัดพื้นที่ของจีน 1 ผิง เท่ากับ 3.306 ตารางเมตร
[4] เจี้ยนเหมินกวาน (剑门关) : ที่ตั้งของด่านที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในสมัยสามก๊ก

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์