บทที่ 7 ดอกไม้กำลังผลิบาน
“ไม่ได้!” จินเฟิงปฏิเสธนางอย่างไม่ลังเล “หากพลาดไปโดนใครเข้าจะแย่เอา”
“ตระหนี่เสียจริง ไม่ให้ลองก็ไม่ลอง!”
เสี่ยวอวี้มีใบหน้าบูดบึ้ง จากนั้นก็ส่งหน้าไม้คืนให้เจ้าของ
“จินเฟิง เหตุใดเจ้าไม่ให้เสี่ยวอวี้ลองดูเสียหน่อยเล่า เมื่อครู่ตอนเจ้ายังไม่กลับออกมา นางเป็นกังวลว่าเจ้าจะถูกหมาป่าคาบไป นางกังวลเสียจนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา ทั้งยังขอให้ชุ่ยฮวาไปบอกสามีให้เข้าป่าไปช่วยตามหาเจ้าอีก”
จากนั้นก็มีหญิงสาวอีกสองคนพูดกระเซ้านางกับจินเฟิง
“เสี่ยวอวี้ หากว่าเจ้ามีใจ เหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าไม่ให้พี่ชายของเจ้าไปที่บ้านจินเฟิงเพื่อพูดคุยเรื่องแต่งงานเล่า เพราะหากเจ้าแต่งเข้าไปตอนนี้ก็เป็นได้แค่อนุภรรยาเท่านั้น!”
ทันใดนั้นเสี่ยวอวี้ก็โมโหขึ้นมา
“เจ้าพูดอะไรออกมา! คิดว่าข้าไม่กล้าฉีกปากของเจ้าออกจากกันหรือ!”
เสี่ยวอวี้โกรธและไล่ตีหญิงสาวทั้งสองเนื่องจากพูดจาไม่เข้าหู
เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน จินเฟิงเองก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เขาหยิบกระต่ายขึ้นมาจากพื้นแล้วเดินจากไป
กวานเสี่ยวโหรวยืนรอเขาอยู่ที่ลานเล็ก ๆ หน้าบ้าน เมื่อเห็นว่านี่ก็มืดค่ำแล้วทว่าจินเฟิงยังไม่กลับมา นางก็เริ่มกระสับกระส่ายด้วยความเป็นห่วง
และเมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่ประตู นางก็รีบวิ่งออกไปดูทันที “สามี! เจ้ากลับมาแล้วหรือ”
พอนางเห็นกระต่ายในมือของเขาก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
สามีของนางไม่ได้โกหก เขารู้วิธีการล่าสัตว์จริง ๆ
กวานเสี่ยวโหรวนั่งยอง ๆ เพื่อดูกระต่ายที่จินเฟิงไปล่ามาได้และมองมันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นราวกับนึกอะไรออก นางรีบวิ่งเข้าไปในครัวและนำน้ำออกมาให้เขา “เหนื่อยหรือไม่ ดื่มน้ำก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะไปอุ่นข้าวให้เจ้า”
“จากนี้ไปหากว่าข้านอนตื่นสายหรือกลับบ้านมาค่ำมืด เจ้าไม่ต้องรอข้านะ กินข้าวกินปลาก่อนได้เลย”
พูดจบจินเฟิงก็เดินตามภรรยาเข้าไปในครัว
“ได้อย่างไรกัน หากฝ่ายชายไม่ลงมือขยับตะเกียบก่อน ฝ่ายหญิงอย่างข้าจะทำเช่นนั้นได้หรือ?”
กวานเสี่ยวโหรวโยนใบไม้แห้งเข้าไปในกองไฟหนึ่งกำมือ จากนั้นก็เขี่ยฟืนข้างใต้พร้อมกับออกแรงเป่าสองสามครั้ง ทำให้ไฟที่อยู่ด้านล่างลุกโชนติดกับใบไม้ที่เพิ่งโยนเข้าไป
แต่พอจะออกแรงเป่าอีกครั้ง ขี้เถ้าจากกองไฟก็ปลิวเข้าที่ใบหน้าของนาง
“ขี้เถ้าน่ะ”
จินเฟิงชี้ไปที่ปลายจมูกของภรรยา
กวานเสี่ยวโหรวจึงรีบใช้มือของตนเช็ดทันที
นางลืมไปสนิทว่ามือนางเองก็เต็มไปด้วยขี้เถ้าเช่นกัน นางยิ่งเช็ด จมูกก็ยิ่งเปรอะเปื้อน
“จมูกดำหมดแล้ว” จินเฟิงหัวเราะออกมา จากนั้นเขาก็ยื่นมือเข้าไปช่วยเช็ดออก “เราทั้งคู่ไม่มีกฎเช่นนั้นหรอก เจ้าทำอาหารเสร็จก็แค่กินมัน… หืม เหตุใดจึงเช็ดไม่ออกกัน?”
กวานเสี่ยวโหรวจ้องไปที่ดวงตากลมรีที่อยู่ด้านหน้า นางไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน ใจของนางเต็นแรงราวกับว่ามีกวางตัวน้อยเข้าไปวิ่งเล่นและกระโดดอย่างแรงอยู่ในนั้น…
แม้แต่สิ่งที่จินเฟิงพูด นางก็ไม่ได้ยินแม้แต่น้อย
“เจ้าคิดอะไรอยู่หรือ?”
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปสะกิดปลายจมูกของภรรยาเบา ๆ ก่อนจะลุกไปหยิบผ้าขนหนู
กวานเสี่ยวโหรวรู้สึกอ่อนระทวยและได้แต่ส่งเสียงกรีดร้องอยู่ในใจ
สตรีอย่างนางจะอดทนต่อการหยอกล้อเช่นนี้ได้อย่างไร
กวานเสี่ยวโหรวเอามือปิดหน้า นางรู้สึกว่ากวางตัวน้อยตัวนั้นยังคงกระโดดอยู่ในหัวใจของนางอย่างไม่หยุดพัก
จินเฟิงเดินกลับมาพร้อมกับผ้าขนหนูในมือ พอกวานเสี่ยวโหรวที่ยังคงสับสนและทำอะไรไม่ถูกเห็นเข้า ก็รีบเข้าไปคว้าผ้าขนหนูในมือเขาเอาไว้ นางดันจินเฟิงให้ออกไปจากห้องครัว
ใบหน้าของกวานเสี่ยวโหรวแดงจนกระทั่งถึงมื้ออาหารเย็น นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยศีรษะขึ้นมองหน้าเขา
หลังจากที่กินข้าวเสร็จ ครั้งนี้จินเฟิงไม่ได้ไปที่โรงตีเหล็กเหมือนครั้งก่อน
เขาพอจะมองออกว่ากวานเสี่ยวโหรวนั้นเตรียมตัวพร้อมแล้ว นางใช้ผ้าสีแดงพันเข้ากับตะเกียงน้ำมันตามประเพณีของคืนวันส่งตัวเข้าหอ
คนเป็นภรรยาได้แต่นั่งอยู่เงียบ ๆ ที่ข้างเตียง รอสามีที่เข้าไปอาบน้ำ
หลังจากผ่านไปสองวัน กวานเสี่ยวโหรวก็พอจะเข้าใจจินเฟิงผู้นี้มากขึ้น กระต่ายสองตัวที่แขวนอยู่ตรงลานหน้าบ้านนั้นทำให้นางมีความหวังมากขึ้น นางไม่ได้แสดงความกังวลต่ออนาคตผ่านสีหน้าอีกต่อไป เวลานี้มีเพียงแค่ความเขินอายเท่านั้นที่ฉายชัดบนดวงหน้าหญิงสาว
จินเฟิงที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินเข้าไปหากวานเสี่ยวโหรวและจับมือเล็ก ๆ ของนางเอาไว้
ความตื่นเต้นทำให้สตรีร่างบางตัวสั่นเล็กน้อย ทว่านางก็ไม่ได้ขัดขืนและยอมให้เขากุมมือเอาไว้แต่โดยดี
ทว่าในขณะที่จินเฟิงกำลังจะขยับตัวทำอะไรต่อ เขาก็ได้ยินเสียงกุกกักที่หน้าต่างอีกครั้ง
กวานเสี่ยวโหรวพูดออกมาเบา ๆ “หากผู้อื่นมาเห็นว่าเจ้านอนหลับอยู่ที่โรงตีเหล็ก พวกเขาจะครหาได้ว่าเสี่ยวโหรวนั้นละเลย… หากสามีรังเกียจเสี่ยวโหรว… เช่นนั้นให้เสี่ยวโหรวมานอนที่โรงตีเหล็กแห่งนี้แทนเถิด…”
“เจ้าพูดอะไรออกมา? ข้าไปรังเกียจเจ้าตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
มือเล็ก ๆ ที่เย็นเฉียบของเสี่ยวโหรว ถูกมือของจินเฟิงกอบกุมเอาไว้เพื่อให้ความอบอุ่น
“หากสามีไม่รังเกียจเสี่ยวโหรว เหตุใด… เหตุใดจึงไม่เต็มใจร่วมห้องกับข้า?”
กวานเสี่ยวโหรวก้มศีรษะลงอย่างช่วยไม่ได้ น้ำตาของนางเอ่อล้นขึ้นหลังจากที่กล่าวตัดพ้อออกไป
“เสี่ยวโหรว เป็นเพราะเหตุนี้เองหรือ”
จินเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “พวกเราได้พบกันครั้งแรกก็แต่งงานกันทันที ข้าต้องการให้เจ้าทำความคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้ ทำความคุ้นเคยกับตัวข้าเสียก่อน แล้วค่อยพูดถึงเรื่องการร่วมห้อง หากข้าเร่งรัดแล้วเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนไม่ดีจะทำอย่างไร?”
“ข้ารู้ว่าสามีไม่ใช่คนไม่ดี การได้แต่งงานกับเจ้าถือเป็นพรที่ดีที่สุดในชีวิตของข้าแล้ว”
“เด็กโง่ เจ้าช่างน่าเอ็นดูเสียจริง”
จินเฟิงพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขายื่นมือออกไปดึงนางเข้ามาในอ้อมแขน “นับว่าเป็นพรของข้าเช่นกันที่ได้แต่งงานกับภรรยาที่งดงามและอ่อนโยนเช่นเจ้า”
ประโยคง่าย ๆ เหล่านี้ทำให้กวานเสี่ยวโหรวหน้าแดงขึ้นอีกครั้ง
ความเสน่หาที่ปรากฏขึ้นในดวงตานั้น…
ทำให้จินเฟิงก้มศีรษะลงไปจูบนางอย่างอดใจไม่ไหว
ดวงตาของคนโดนจูบเบิกกว้างขึ้นทันที นางรู้สึกเขินอายและฝังศีรษะเข้ากับหน้าอกของผู้เป็นสามี
ดอกไม้กำลังผลิบาน หญิงสาวของเขารอคอยเขาจนถึงกลางดึก หากเขามัวแต่เชื่องช้าคงไม่เหมาะนัก
จินเฟิงอุ้มกวานเสี่ยวโหรวขึ้นในท่าเจ้าสาว จากนั้นก็เดินเข้าไปในบ้าน
ไม่นาน เสียงปลดเปลื้องอาภรณ์ก็ดังขึ้นภายในห้องที่เงียบสงัด
กวานเสี่ยวโหรวเอาแต่ปั่นด้ายทอผ้าอยู่ในบ้านตลอดทั้งปี เนื้อตัวไม่เคยโดนลมถูกฝนมาก่อน ผิวพรรณขาวนุ่มของนาง ช่างบอบบางน่าทะนุถนอม ทั้งเรือนร่างก็งดงามไร้ที่ติ ไม่ด้อยไปกว่าบรรดาอาจารย์สาวที่จินเฟิงบันทึกเอาไว้ในฮาร์ดดิสก์เลย
“เจ้าคือสตรีที่ล้ำค่าจริง ๆ”
จินเฟิงกำลังท่องไปยังเนินหิมะ เขาอาลัยอาวรณ์มันจนไม่อยากที่จะถอยกลับ
เสียงสั่นไหวของเตียงดังเป็นจังหวะคลอไปกับเสียงแมลงยามค่ำคืนอย่างกลมกลืนอยู่นานสองนาน…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์