เพียงสี่วันเท่านั้น สิ่งใดก็ยังไม่อาจเห็นได้ชัดเจน แต่จิตวิญญาณของซุเป่าซ่านและซุนเป่าเชี่ยนกลับแจ่มใสดีนัก
เดิมทีซุนเป่าซ่านที่มีอาการไออยู่บ้าง กลับมิได้ไออีกแล้ว คิดถึงกายอบอุ่นในยามค่ำคืนของตน ความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเหล่านี้ล้วนเป็นคุณงามความดีของซูเสี่ยวลู่อย่างไม่ต้องสงสัย
อาการที่ดีขึ้นของลูกตน เหลียนซื่อย่อมเห็นอยู่กับตา นางจึงมีความรู้สึกชื่นชอบต่อซูเสี่ยวลู่เพิ่มพูนขึ้นยิ่งขึ้น
ซูเสี่ยวลู่ยิ้มบางเบาแล้วเอ่ยว่า “พี่เป่าซ่านและพี่เป่าเชี่ยนล้วนมีสภาพร่างกายที่ยังดีอยู่”
ทุกสิ่งเป็นเช่นเดิมก็ดีแล้ว หลังจากตรวจดูอาการของซุนเป่าเชี่ยนและซุนเป่าซ่านเสร็จ ซูเสี่ยวลู่ก็กลับไปยังเรือนเพื่อปรุงยากับตาเฒ่าอู๋ตามเคย
ส่วนซูซานหลางนั้น ได้ติดตามซุนจื่อเชียนมายังโรงเรียนแห่งหนึ่งแล้ว
ซุนจื่อเชียนกล่าวกับซูฉงและซูหวาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “อาจารย์หลินแม้จะเข้มงวดอยู่บ้าง แต่ท่านมีความรู้กว้างขวางยิ่งนัก เมื่อพวกเจ้าได้รู้จักท่านดีแล้ว ย่อมจะชื่นชอบท่านเป็นแน่”
ซุนจื่อเชียนได้กล่าววาจาเพื่อปลอบประโลมซูฉงและซูหวาไว้ล่วงหน้า เกรงว่าทั้งสองจะรู้สึกว่าอาจารย์เข้มงวดเกินไปจนเกิดความเบื่อหน่ายต่อการเล่าเรียน
“ขอบพระคุณขอรับ ข้ากับน้องหวามิได้เกรงกลัวแต่อย่างใด”
ตั้งแต่ก่อนมา โจวเหิงได้บอกพวกเขาไว้แล้วว่า เพียงแค่ได้เข้าเรียน ต่อให้ต้องทนความลำบากเพียงใดก็ต้องอดทนไว้ บุรุษพึงมีใจอันกว้างขวาง ต้องอดกลั้นในสิ่งที่คนทั่วไปไม่อาจอดกลั้นได้
เพียงแค่อาจารย์ยอมรับพวกเขาไว้ ไม่ว่าสิ่งใดพวกเขาก็พร้อมจะอดทนทั้งสิ้น
เมื่อเห็นแววตาอันแน่วแน่ของซูฉงและซูหวา ซุนจื่อเชียนจึงยิ้มบางเบาแล้วกล่าวว่า “เช่นนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว”
โรงเรียนแห่งนี้ เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในเมืองหยางเจี่ยว แต่ก็เป็นที่เคร่งครัดที่สุดเช่นกัน
อาจารย์หลินมีอุปนิสัยที่ไม่ค่อยดีนัก หากศิษย์ใดไม่อาจบรรลุถึงมาตรฐานที่เขากำหนดไว้ หลังการสอบปีละครั้ง ก็จะถูกเขากล่าวตักเตือนให้ถอนตัวออกไปทันที
แต่อาจารย์หลิน เมื่อสอนศิษย์ออกมาแล้ว แม้จะเป็นผู้ที่ด้อยที่สุด ก็ยังสามารถสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉ
ตระกูลซุนก็ได้ว่าจ้างอาจารย์หลินให้เป็นครูสอนซุนเป่าซ่านและซุนเป่าเชี่ยน โดยท่านจะเข้ามาสอนที่เรือนทุกห้าวันครั้ง สำหรับครั้งนี้ที่ให้ซูฉงและซูหวาเข้าเรียน ซุนจื่อเชียนก็ได้ไปเยือนถึงเรือนอาจารย์ด้วยความนอบน้อม เพื่ออธิบายถึงสถานการณ์อย่างละเอียด
สำหรับเรื่องที่ซูซานหลางแยกตัวออกจากตระกูล อาจารย์หลินมิได้กล่าวความใด เพียงแต่เอ่ยว่ารอพบหน้ากันก่อนแล้วค่อยพิจารณาอีกครั้ง
เนื่องจากได้แจ้งล่วงหน้าไว้แล้ว เมื่อมาถึงโรงเรียนหลินผิงเซิง ซุนจื่อเชียนจึงพาซูซานหลางและอีกสองคนเข้าไปข้างในโดยตรง
เมื่อก้าวเข้าสู่ประตูใหญ่ ก็เริ่มได้ยินเสียงของอาจารย์ที่กำลังสอนบทเรียนแว่วมาเบา ๆ
ซูฉงและซูหวาเบิกตาเป็นประกายขึ้นทันที มิได้ใส่ใจซุนจื่อเชียนอีกต่อไป ทั้งสองจดจ่ออยู่กับการตั้งใจฟังเพียงอย่างเดียว
ขณะนี้หลินผิงเซิงนี้มีศิษย์อยู่ยี่สิบคน ทุกคนล้วนคุกเข่านั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ ตั้งใจฟังบทเรียนอย่างสำรวม
ซุนจื่อเชียนยิ้มบาง ๆ ให้กับซูซานหลางก่อนจะกล่าวว่า “ไปกันเถิด”
ซูซานหลางรู้สึกตึงเครียดอยู่บ้าง เขามองดูซูฉงและซูหวาก่อนจะกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “เจ้าฉง เจ้าหวา อย่าได้หวาดกลัว พ่อเชื่อมั่นในตัวพวกเจ้า”
ด้านหลังของโรงเรียน ก็คือเรือนที่พักของหลินผิงเซิง
เมื่อมาถึงโถงใหญ่ ภรรยาของหลินผิงเซิง ซึ่งก็คือเฉินซื่อ ได้เผยรอยยิ้มพร้อมกล่าวว่า “โอ้ ท่านซุน เชิญนั่งก่อนเถิด ข้าจะไปชงชาให้พวกท่าน”
เฉินซื่อแตกต่างจากหลินผิงเซิงที่มีใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก นางมีรอยยิ้มที่อ่อนโยน ซึ่งช่วยคลายบรรยากาศอันเย็นเยียบลงได้ทันที
ซุนจื่อเชียนยิ้มบาง ๆ พร้อมพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “รบกวนหลินฮูหยินด้วยหนา”
เฉินซื่อจึงหมุนกายออกจากประตูไป
หลินผิงเซิงมองไปที่ซูฉงและซูหวาก่อนจะกล่าวว่า “ซูฉง ซูหวา ข้าจะถามพวกเจ้าเพียงคำถามเดียว หากพวกเจ้าสามารถตอบได้ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าจะสามารถมาเล่าเรียนที่โรงเรียนของข้าได้ทุกวัน”
ซูฉงและซูหวาก้าวไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน กล่าวด้วยความเคารพว่า “ท่านอาจารย์โปรดถามเถิด”
หลินผิงเซิงมองซูซานหลางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ข้าขอถามพวกเจ้า ว่าพวกเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อการที่พ่อของพวกเจ้า ซูซานหลาง ละทิ้งตระกูล หากว่าถูกต้อง สิ่งใดที่ถูกต้อง และหากว่าผิด สิ่งใดที่เป็นความผิด?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยนำโชคของครอบครัวชาวนา