เข้าสู่ระบบผ่าน

ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยนำโชคของครอบครัวชาวนา นิยาย บท 158

ณ เวลานั้นเอง มีผู้คนกลุ่มหนึ่งพากันมาหยุดอยู่ที่หน้าร้าน

“ซุนอันบอกว่าอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่ ดูท่าทางค้าขายดีไม่น้อยเลย”

คนเหล่านี้เป็นแขกที่พ่อบ้านซุนแนะนำมา เดิมทีตั้งใจจะซื้อไว้เป็นจำนวนมาก แต่พอเห็นว่าที่ร้านขายดิบขายดีจนของใกล้จะหมด จึงรีบเข้ามาสอบถามดูสักหน่อย

เมื่อรู้ว่ายังมีให้ชิมฟรี หากไม่ถูกปากก็ไม่ต้องเสียเงิน พวกเขาต่างลองชิมกันทันที พอได้ลิ้มรสดูแล้ว ซึ่งล้วนเป็นผู้ชื่นชอบผักดองรสเปรี้ยวเผ็ดเป็นทุนเดิม จึงถึงกับเอ่ยปากชมไม่หยุด

“เอาอย่างละสามชั่งให้ข้าที”

“ส่วนผักดองเผ็ดนั่น ข้าขอห้าชั่งแล้วกัน...”

หลังจากซื้อกลับไป เมื่อซุนอันถามขึ้นในภายหลัง พวกเขาย่อมไม่ลำบากใจที่จะตอบว่าร้านนี้รสชาติเป็นเลิศเพียงไร

พอผ่านเวลามื้อเที่ยงไปไม่นาน ผักดองเปรี้ยวและผักดองเผ็ดในถังไม้สามใบใหญ่ก็หมดเกลี้ยง

เมื่อส่งลูกค้ารายสุดท้ายเสร็จ ซูเสี่ยวลู่จึงหันไปบอกลูกค้าคนอื่นที่กำลังจะเข้ามาด้วยรอยยิ้มหวาน “ท่านลุงใจดี วันนี้ขายหมดแล้วเจ้าค่ะ ถ้าท่านสนใจ พรุ่งนี้เชิญมาใหม่นะเจ้าคะ สามารถชิมฟรีได้ก่อน ถ้าไม่ถูกใจหรือไม่อร่อย ก็ไม่ต้องซื้อเจ้าค่ะ”

ซูเสี่ยวลู่เป็นคนที่มีมารยาท อัธยาศัยดี แถมหน้าตาก็สวยน่ารัก ยามหลุบตาลงพลางยิ้มตาหยีอย่างนั้น ดูอ่อนโยนจนใครเห็นก็อดเอ็นดูไม่ได้

ผู้มาเยือนที่ได้ยินคำเชิญอันสุภาพนอบน้อมเช่นนี้ ก็ยิ้มรับและเอ่ยตอบว่า “พรุ่งนี้ถ้าว่าง จะมาลองชิมดูแน่”

ส่วนพรุ่งนี้จะว่างหรือไม่ จะมาหรือเปล่านั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

อย่างน้อยก็ทำให้เขาจดจำเอาไว้ได้ ต่อไปถ้าสัญจรผ่านมาอีก เมื่อใดนึกขึ้นมาได้ ก็มีโอกาสแวะมาลิ้มรสอีก

ถึงจะเป็นเพียงสิบคนแล้วมีเพียงหนึ่งคนที่ลองชิม และในสิบคนที่ชิมก็มีเพียงหนึ่งคนที่ตัดสินใจซื้อ นั่นก็ถือว่าเป็นยอดขายแล้ว

ไม่ว่าค้าขายสิ่งใดก็ล้วนต้องเก็บเล็กผสมน้อย สั่งสมกันทีละนิด

เมื่อของในร้านขายจนเกลี้ยง สองครอบครัวก็ช่วยกันเก็บข้าวของ เตรียมปิดร้านกลับบ้าน

จังหวะเดียวกับที่ซูฉงและซูหวาใกล้เวลาเลิกเรียน สองครอบครัวจึงนั่งรอรับพวกเขาไปพร้อมกันในคราเดียว

เมื่อสองพี่น้องมาถึงและได้ทราบข่าวดีเช่นนี้ ทั้งคู่ก็ยินดีนัก

ซูฉงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อ ท่านแม่ พอถึงช่วงโรงเรียนหยุด ข้ากับน้องหวาอยากมาช่วยที่ร้านด้วยขอรับ”

เฉินหู่รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ได้ๆ พวกเจ้าเป็นนักเรียน จะมาทำเช่นนี้ได้อย่างไร”

เด็กที่ใฝ่เรียน ล้วนไม่แตะงานเหล่านี้กันทั้งนั้น

ครั้นย่ำออกจากตัวเมืองไปได้สักครู่ ผู้คนบนถนนก็เริ่มบางตาลง

ซูหวาเหลือบมองไปยังซูฉงที่กำลังแบกซูเสี่ยวลู่ พร้อมรอยยิ้มอบอุ่น ก่อนจะหันมายิ้มให้ซูเสี่ยวหลิงแล้วเอ่ยว่า

“ซานเม่ย เหนื่อยหรือไม่? ให้พี่รองแบกเจ้าเถอะ ไม่ต้องห่วง ไม่มีผู้ใดเห็นหรอกนะ”

ซูเสี่ยวหลิงนั้นอายุสิบขวบแล้ว อีกไม่กี่ปีก็ถึงเวลาหารือเรื่องออกเรือน นางย่อมไม่อาจให้พี่ชายแบกหลังได้อีก

ประกอบกับเมื่อเข้าเรียนหนังสือ ซูฉงและซูหวาย่อมรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุรุษสตรี ว่าตั้งแต่อายุเจ็ดขวบขึ้นไปต้องรักษาระยะห่าง แม้จะเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดก็ไม่ควรใกล้ชิดจนเกินงาม

ส่วนซูเสี่ยวลู่เพิ่งมีอายุเพียงสี่ขวบ ยังเป็นเด็กตัวน้อย ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดกับกฎเกณฑ์เหล่านี้ แต่สำหรับซูเสี่ยวหลิงกลับต่างออกไป

ยามออกจากตัวเมือง ผู้คนบนเส้นทางก็เบาบางลงเรื่อยๆ จนแทบไม่มีคนแปลกหน้า นอกจากครอบครัวของพวกเขาเอง หาใช่บุคคลภายนอกไม่ ดังนั้นแม้จะให้ซูหวาแบกซูเสี่ยวหลิงก็ไม่ถือว่าน่าเกลียดอันใด

“ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่รอง แต่ไม่เป็นไร ข้าเดินเองได้ ข้าไม่เหนื่อยเลย”

ซูเสี่ยวหลิงรู้สึกอบอุ่นใจ ทว่าก็ส่ายหน้าปฏิเสธ นางโตแล้ว ถึงแม้สองพี่ชายเริ่มทำหน้าที่เป็นพี่ชายจริงๆ ไม่ได้ต้องให้นางดูแลเหมือนก่อน แต่นางเองก็คุ้นชินกับการรับผิดชอบและไม่อยากเป็นภาระเหมือนเคย

แม้จะอดเสียดายอยู่บ้าง ที่ไม่ได้รับการเอาอกเอาใจจากพี่ชายเหมือนน้องเล็ก ทว่าก็ไม่เคยรู้สึกเสียใจ เพราะซูฉงและซูหวาต่างรักและห่วงใยนางไม่น้อย เพียงแต่นางโตเกินกว่าจะใกล้ชิดสนิทสนมกันเหมือนเด็ก ๆ แล้วเท่านั้นเอง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยนำโชคของครอบครัวชาวนา