ฉับพลันนั้น นางจึงยกมือขึ้น กรีดลงไปอีกครั้ง คราหนึ่ง สองครา...
จนกระทั่งร่างทั้งร่างไร้เรี่ยวแรง ทรุดกายลงอย่างแผ่วเบา...
หลินเหยาเหยามีรอยยิ้มประดับอยู่บนหน้า ได้จากไปพร้อมกับดอกเหมยแดง นางรู้สึกเป็นสุขยิ่งนัก น่าเสียดายเพียงแต่นางมิได้เห็นเหมยแดงท่ามกลางหิมะของจริงมานานมากแล้ว นางจำได้ว่าที่เชิงเขาแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมือง มีต้นเหมยแดงอยู่หลายต้น ในฤดูหนาว หิมะโปรยปราย ดอกบานสะพรั่ง งดงามจับตา นางเคยมีวาสนาได้ดู
เพียงแต่ภายหลัง ผู้คนไปเยือนมากมาย นางจึงมิได้ไปอีก
เมื่อสติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนราง หลินเหยาเหยาเห็นร่างเงาร่างหนึ่งพุ่งตรงมายังนาง ตะโกนร้องเรียกด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดว่า “ลูกแม่...”
เฉินซื่อร้องไห้คร่ำครวญ สั่นเทาโอบอุ้มร่างหลินเหยาเหยาจากกองเลือดขึ้นไปบนเตียง น้ำตาของนางราวกับไข่มุกขาดสาย นางพร่ำพูดไม่หยุด “ทำไมเจ้าถึงได้โง่นัก ทำไมถึงได้โง่นัก...”
“เจ้าทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ แล้วจะให้แม่ทำอย่างไรเล่า ฮือๆๆ..."
เฉินซื่อรีบร้อนไปหยิบผ้าไหมมาพันมือของหลินเหยาเหยา เมื่อเห็นบาดแผลที่เนื้อหนังเละไปหมด เฉินซื่อก็กดผ้าลงไปด้วยมืออันสั่นเทา
“เหยาเอ๋อร์ เจ้าทำเช่นนี้ไม่ได้นะ เจ้าจะทิ้งแม่ไปไม่ได้ หากแม่ไม่มีเจ้าแล้ว แม่ก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเช่นกัน”
น้ำตาของเฉินซื่อไหลพรั่งพรูราวเขื่อนแตก
หลินเหยาเหยามองเฉินซื่ออย่างเหม่อลอย นางก็ร่ำไห้เช่นกัน นางอยากจะบอกเหลือเกินว่าอย่าช่วยนางเลย แต่เมื่อเห็นเฉินซื่อเสียใจปานนี้ นางก็เอ่ยคำพูดเหล่านั้นออกมาไม่ได้
เฉินซื่อร่ำไห้ปวดร้าวใจ
ในขณะที่ลานด้านหน้า หลินผิงเซิงที่กำลังสอนหนังสืออยู่ เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องอันโหยหวนนั้น หัวใจของเขาก็พลันกระตุก เขารีบเอ่ยกับเหล่าศิษย์ว่า “พวกเจ้าจงทบทวนสิ่งที่เรียนเมื่อวานให้ดี”
กล่าวจบ เขาก็รีบรุดไปยังลานด้านหลังทันที
เมื่อเขามาถึงในห้อง เห็นสภาพตรงหน้า ร่างทั้งร่างก็เซถลา
“เหยาเอ๋อร์ทำไมถึง...ทำไมถึง...”
ทำไมถึงได้คิดสั้นเช่นนี้? หลินผิงเซิงรู้สึกเจ็บปวดร้าวรานยิ่งนัก ร่างทั้งร่างก็สั่นสะท้านเบาๆ
เฉินซื่อปรายตามองหลินผิงเซิงด้วยแววตาเศร้าสร้อยระคนขุ่นเคือง แล้วลุกขึ้นเอ่ยว่า “ท่านรีบมากดไว้ ข้าจะไปตามหมอ”
กล่าวจบเฉินซื่อก็รีบร้อนออกไป
หลินผิงเซิงกดข้อมือของหลินเหยาเหยาเอาไว้ ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เขาถามด้วยเสียงสั่นเครือ “เหยาเอ๋อร์ ทำไมเจ้าถึงได้ทำร้ายจิตใจพ่อกับแม่ถึงเพียงนี้”
หลินเหยาเหยาหลับตาลง นางไม่อยากพูด นางไม่ได้เข้มแข็งถึงเพียงนั้น นางมันขี้ขลาดเกินไป
นางละอายใจต่อความคาดหวังของบิดา
หลินผิงเซิงเพียงชะงักฝีเท้าอันหนักอึ้งไปครู่หนึ่ง เขากำหมัดทั้งสองข้างแน่น แล้วสุดท้ายก็ก้าวเดินจากไปด้วยฝีเท้าอันหนักหน่วง
เขามาถึงโถงเรียนที่ลานด้านหน้า เขากล่าวกับเหล่าศิษย์ที่มีสีหน้าเป็นกังวลด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ไร้อารมณ์ว่า “เรียนกันต่อ”
หลังผ่านยามเที่ยง เขาก็เก็บตำราด้วยสีหน้าเย็นชา “เลิกเรียน”
รอจนกระทั่งเหล่าศิษย์จากไปจนหมด หลินผิงเซิงจึงนั่งลงในโถงเรียนที่ว่างเปล่า
เขานึกย้อนไปถึงอดีตอย่างอดไม่ได้ ยามนั้นเขายังอยู่ในเมืองหลวง บุตรสาวที่รักก็ยังไม่เสียโฉม นางยืนเชิดหน้าต่อหน้าเขาอย่างองอาจ แล้วบอกกับเขาว่า 'ท่านพ่อ ข้าอยากเรียนหนังสือ ภายภาคหน้าข้าอยากเป็นอาจารย์หญิง ข้าอยากให้สตรีได้เรียนหนังสือบ้าง พวกเราสตรีก็ไม่ได้โง่เขลา หากราชสำนักเปิดสำนักศึกษาสำหรับสตรี พวกเราก็จะมีจอหงวนหญิงที่ไม่ด้อยไปกว่าจอหงวนชาย'
ยามนั้นเขายินดียิ่งนัก คิดว่าบุตรสาวพูดถูกแล้ว คนเราควรอ่านหนังสือให้มาก การอ่านออกเขียนได้ ไม่ควรแบ่งแยกชายหญิง
บุตรสาวของเขามีใจรักการเรียนรู้ แต่หาใช่สตรีทุกคนจะเป็นเช่นนี้ เพราะกลุ่มสตรีเล็กๆ น้อยๆ ที่ชอบวางแผนชั่วร้ายเหล่านั้น ทำลายชีวิตบุตรสาวของเขาไปทั้งชีวิต
แต่หากว่าเขายังคงยืนหยัดแน่วแน่ไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม แล้วเขาจะพาบุตรสาวไปงานเลี้ยงนั่นได้อย่างไร หากเขาไม่ไป บุตรสาวของเขาก็คงไม่ต้องกลายเป็นแพะรับบาป ถูกเผาทำลายโฉมหน้า...
สายลมพัดโชยมาอย่างแผ่วเบา หลินผิงเซิงได้สติคืนมา จึงได้พบว่า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด น้ำตาอาบแก้มเขาทั้งสองข้างแล้ว
เขายกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้า ลุกขึ้นยืนอย่างสั่นเทา แล้วสูดลมหายใจลึกๆ เดินออกไปทางประตู

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยนำโชคของครอบครัวชาวนา