ซูซานหลางรู้อยู่แก่ใจทุกอย่าง เขาพูดขึ้นเบาๆ ว่า “หูจื่อ เจ้ากลับบ้านไปเถอะ เรื่องที่นี่ไม่ต้องห่วง ข้าเข้าใจดีว่าร่างกายเจ้าก็ไม่แข็งแรง เจ้าได้ทำเพื่อครอบครัวข้ามากเกินพอแล้ว เจ้าก็มีภรรยากับบุตรสาวที่ต้องดูแล กลับไปเถอะ”
ความมีน้ำใจที่เฉินหู่มีต่อเขา เขาจะจดจำมันไปชั่วชีวิต
เขาจะไม่ยอมถ่วงชีวิตครอบครัวของเฉินหู่ ความโชคร้ายของเขาถูกกำหนดไว้แล้ว เขาไม่อาจยอมให้ครอบครัวของเฉินหู่ต้องพลอยโชคร้ายเพราะครอบครัวของเขา
เฉินหู่มีสีหน้าเจ็บปวด เขามองซูซานหลางอย่างขัดข้องใจ “พี่ซาน ท่านจะให้ข้าทนใจร้ายกลับไปได้ยังไง”
คำพูดเหล่านั้น เรื่องราวที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ต้องพูดออกมา พวกเขาก็รู้ดีแก่ใจ
ซูซานหลางรู้ เฉินหู่ก็รู้เช่นกัน
เฉินหู่รู้สึกเจ็บปวด เพราะเขายากที่จะยอมรับว่า การจากลากันครั้งนี้อาจเป็นการจากลาไปตลอดกาล
ซูซานหลางกลับยิ้มบางๆ “น้องหูจื่อ ชีวิตคนเรามักไม่สมหวังเสมอไป โชคดีที่มีพี่น้องเช่นเจ้า พี่ซานก็ไม่เหลือความเสียใจอะไรอีกแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้ามีน้ำใจ แต่เจ้าก็มีภรรยากับบุตรสาว เจ้าทำถึงเพียงนี้ก็ดีที่สุดแล้ว อย่าคิดอะไรมากเลย กลับไปเถอะ พี่ซานเพิ่งจะรอดชีวิตมาได้ จะไม่ยอมล้มลงง่ายๆ เช่นนี้ เมื่อข้าหาที่พักให้ภรรยากับลูกๆ ได้แล้ว ข้าจะเขียนจดหมายไปหาเจ้าเอง”
แค่มีพี่น้องอย่างเฉินหู่ ซูซานหลางก็พอใจมากแล้ว
แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบาก เขาก็จะยอมก้าวเดินไป
ต่อให้ต้องตาย เขาก็จะสู้สุดกำลัง ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเอง แต่เพื่อหาทางรอดให้ลูกๆ เขาจะไม่ยอมแพ้อย่างขี้ขลาดโดยไม่ทำอะไรเลย
ดวงตาของซูซานหลางเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เขาลุกขึ้นฮึดสู้
เฉินหู่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงติดขัดว่า “ได้ ข้าจะรอจดหมายจากท่าน เมื่อท่านหาที่พักได้ก็แล้วกัน”
เฉินหู่พูดจบ เขาก็หันไปลูบศีรษะเด็กทั้งสามคนและบอกว่า “เด็กดี พวกเจ้าต้องเป็นเด็กดีนะ เชื่อฟังบิดามารดาให้มากๆ อากลับก่อนแล้วนะ”
จ้าวซื่อกล่าวขอบคุณเบาๆ “น้องหูจื่อ ขอบคุณเจ้ามากนะ”
เฉินหู่ไม่พูดอะไรอีก พลางก้าวเท้าเดินจากไป
“แค่กๆ เงินนี่พอจ่ายค่ายา แล้วยังเหลืออีกหน่อยนะ อาการบาดเจ็บที่หัวใจของเจ้าตอนนี้ไม่ควรเคลื่อนไหวมากนัก ทางที่ดีควรพักผ่อนบนเตียงสักสองสามวัน ถ้าหาที่ไปไม่ได้จริงๆ ก็พักอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้”
ตาเฒ่าอู๋กระแอมเบาๆ พูดจบก็หยิบล่วมยาออกไป
จ้าวซื่อดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที อดไม่ได้ที่จะยิ้มและพูดกับซูซานหลางว่า “พ่อของลูก เรามารักษาตัวให้หายดีก่อนเถอะนะ”
การที่ได้พักอยู่ที่นี่ เป็นสิ่งที่ซูซานหลางคาดไม่ถึง
จ้าวซื่อกับบุตรสองคนออกไปแล้ว ซูซานหลางถอนหายใจ มองไปที่ซูซานเม่ย สายตาของเขาประสานเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของบุตรสาว เห็นความหวาดกลัวซ่อนอยู่ในดวงตาของซูซานเม่ย ซูซานหลางยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “ซานเม่ยไม่ต้องกลัวนะ พ่อจะต้องหายดี”
ซูซานเม่ยพยักหน้าเบาๆ เพื่อแสดงว่านางเชื่อ
ซูซานเม่ยดูแลซูเสี่ยวลู่อย่างว่าง่าย แม้เวลาผ่านไปนานแล้วจะยังไม่ได้กินนม แต่นางก็ไม่ร้องไห้ ดวงตาของซูซานเม่ยฉายแววเจ็บปวดอยู่บ้าง ซื่อเม่ยของนางช่างว่านอนสอนง่ายเหลือเกิน
จ้าวซื่อพาบุตรชายสองคนไปหาตาเฒ่าอู๋ เมื่อเห็นในลานเรือนยังมีฟืนที่ไม่ได้ผ่า นางก็สั่งให้ซูฉงกับซูหวาช่วยผ่าฟืนและกวาดลาน
ตาเฒ่าอู๋ไม่ได้พูดอะไร หยิบยาออกมาแล้วยื่นให้จ้าวซื่อ ก่อนจะพูดว่า “เงินนี่ก็พอให้พวกเจ้าอยู่พักรักษาตัวได้ กินอยู่ตามสบาย ของในครัวใช้ได้ตามใจชอบ ข้าไม่ได้ถืออะไรหรอก เวลาทำอาหารก็ทำเผื่อข้าด้วยแล้วกัน ส่วนเนื้อที่มีในบ้านไม่ต้องประหยัด”
พูดจบ ตาเฒ่าอู๋ก็เดินไปหยิบตะกร้าสะพายหลังขึ้นบ่า แล้วเดินออกไปนอกประตู
จ้าวซื่อรับห่อยามา กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ เจ้าค่ะ”
ตาเฒ่าอู๋ไม่สนใจอะไรมาก เพราะคิดว่าสตรีช่างยุ่งยากเสียจริง
จ้าวซื่อเดินไปที่ห้องครัว พบว่าครัวนั้นไม่ค่อยสะอาดนัก หม้อยังเต็มไปด้วยถ้วยกับตะเกียบที่ไม่ได้ล้างมานาน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยนำโชคของครอบครัวชาวนา