เมื่อคิดถึงเรื่องที่ชาวบ้านลับหลังเรียกซูฉงและซูหวาว่า “คนโง่” โจวเหิงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว สีหน้าเขาหม่นลงเล็กน้อย ในสายตาของเขา ซูฉงและซูหวานั้นเหนือกว่าผู้คนในหมู่บ้านมากนัก ทั้งสองมีจิตใจที่บริสุทธิ์ อ่อนโยน และตั้งใจจริงในทุกสิ่งที่ทำ เขามั่นใจว่าเมื่อพวกเขาหายป่วยแล้ว พวกเขาจะต้องมีอนาคตที่ดีกว่าพวกคนในหมู่บ้านที่เพียงแค่เรียนหนังสือเสียอีก
เมื่อคิดเช่นนั้น โจวเหิงก็เผยยิ้มอ่อนโยนให้กับซูฉงและซูหวา
ซูเสี่ยวลู่ต้มยาให้ข้นจนกลายเป็นลักษณะเหมือนเจล แล้วยกออกจากเตาปล่อยให้เย็น จากนั้นจึงเดินเข้าห้องไปหยิบเข็มสำหรับรักษาซูฉงและซูหวา เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นางก็หยิบขวดยาออกมา บีบเม็ดยาสีดำสองเม็ดส่งให้พี่ชายทั้งสองคน
ซูฉงและซูหวากินยาตามที่น้องสาวบอกอย่างว่าง่าย ซูเสี่ยวลู่เดินเข้ามาหอมแก้มพวกเขาคนละฟอด พร้อมกับยิ้มสดใสแล้วพูดว่า
“นี่คือรางวัล”
หลังจากซูเสี่ยวลู่หอมแก้มพี่ชายทั้งสองเสร็จ นางก็เดินออกไป ไม่นานนักนางก็กลับเข้ามา พร้อมกับเริ่มทายาให้โจวเหิง
เนื้อครีมยายังอุ่นอยู่เล็กน้อย ซูเสี่ยวลู่ค่อยๆ ป้ายลงไปพลางเป่าให้เย็น พร้อมกับเอ่ยชมว่า “พี่โจวเหิงเก่งมากจริงๆ”
โจวเหิงยิ้มบางๆ ก่อนจะยื่นมือไปลูบศีรษะซูเสี่ยวลู่เบาๆ “ขอบใจนะ เสี่ยวลู่”
ขณะนั้น ซูเสี่ยวหลิงก็เดินเข้ามาพร้อมกับน้ำและผ้าชุบน้ำสำหรับเช็ดเหงื่อให้โจวเหิง
โจวเหิงมีสีหน้าขัดเขินเล็กน้อย “ให้ข้าทำเองเถอะ”
เขารู้สึกไม่สบายใจที่จะให้ซูเสี่ยวหลิงดูแลเช่นนี้ แม้ว่านางจะไม่เคยเรียนรู้เรื่องมารยาทอย่างจริงจัง แต่สถานการณ์ระหว่างนางกับซูฉงและซูหวานั้นต่างออกไป เพราะพวกเขาเป็นพี่น้องกัน ส่วนเขากลับเป็นบุรุษที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากขึ้น
เมื่อทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว ซูเสี่ยวหลิงก็พาซูฉงและซูหวาไปเตรียมอาหารเย็น
ส่วนซูเสี่ยวลู่เลือกที่จะอยู่เฝ้าโจวเหิง
ในเวลาว่าง นางหยิบตำราแพทย์ขึ้นมาอ่าน
จนกระทั่งค่ำ ซูซานหลางกับจ้าวซื่อกลับมาถึงบ้าน พร้อมกับตาเฒ่าอู๋ที่กลับมาจากเก็บสมุนไพร ทุกคนจึงมานั่งกินข้าวร่วมกัน
หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว ซูเสี่ยวหลิงก็ฉวยโอกาสพูดขึ้นว่า “ท่านพ่อ ท่านจะไปทำกับดักเมื่อไหร่หรือ?”
ซูซานหลางยิ้มพลางตอบว่า “หลังจากหว่านเมล็ดผักเสร็จแล้วค่อยไป”
เขามองดูเด็กๆ แล้วเหลือบมองโจวเหิงที่หลุบตาลง สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไร เขายิ้มก่อนจะกล่าวว่า “พอถึงตอนนั้นพากันไปหมดเลยดีหรือไม่ ให้เจ้าเหิงไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศด้วย”
ซูเสี่ยวหลิงพยักหน้าด้วยความดีใจ “ได้เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านพ่อ”
โจวเหิงเงยหน้าขึ้นมองซูซานหลางก่อนพูดขึ้นว่า “ขอบคุณท่านอาซาน”
ซูซานหลางโบกมือยิ้มๆ ก่อนลุกขึ้นไปช่วยจ้าวซื่อเก็บล้างถ้วยชาม
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกลับห้องพักผ่อน
แม้ในใจจะเสียดายที่ต้องให้โจวเหิงกลับไป แต่นางก็รู้ดีว่านั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็น การที่เขาสอนความรู้ให้ลูกๆ ของนางนั้นถือเป็นเรื่องดี แต่จะเพราะเหตุนี้แล้วหวังให้เขาหายช้าลงก็ไม่ถูกต้อง โจวเหิงก็ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง การที่เขาเดินไม่ได้คงเป็นความทุกข์ใจไม่น้อย ดังนั้นการที่เขาหายดีโดยเร็วที่สุดย่อมเป็นสิ่งที่สมควรที่สุดแล้ว
ซูซานหลางพยักหน้า “อีกไม่กี่วันนี้ ข้าจะหว่านเมล็ดผักให้เสร็จ แล้วพาพวกเด็กๆ เข้าไปเที่ยวเล่นในป่า ลองดูว่าเราจะจับไก่ป่าหรืออะไรได้บ้าง คราวก่อนที่เข้าเมือง ข้าได้คุยกับพ่อบ้านซุน เขาบอกว่าทางจวนตระกูลซุนเสียดายที่พวกเราเลิกขายไก่และเป็ด เขายังบอกด้วยว่าคุณหนูและคุณชายของจวนชอบกินไก่เป็ดจากบ้านเราเป็นพิเศษ ถ้าจับได้ ข้าว่าจะส่งไปให้จวนตระกูลซุนสักตัว”
จ้าวซื่อพยักหน้า “ดี ฟังเจ้าก็แล้วกัน แต่ต้องระวังให้มาก ถ้าจับไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ”
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ครอบครัวเริ่มอยู่ตัวแล้ว จ้าวซื่อไม่ต้องการให้ซูซานหลางเสี่ยงอันตรายใดๆ
การค้าขายกับจวนตระกูลซุนนั้น ทางจวนตระกูลซุนมักจะใจกว้างเสมอ นอกจากความสัมพันธ์ทางการค้า ยังมีน้ำใจไมตรีปะปนอยู่ด้วย
ที่สำคัญ ชื่อของลูกสาวทั้งสองคนในบ้าน ยังเป็นพ่อบ้านซุนที่ช่วยตั้งให้
แต่ไม่ว่าน้ำใจหรือผลประโยชน์ใดๆ สำหรับจ้าวซื่อแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือซูซานหลาง นางต้องการให้เขาปลอดภัย
“วางใจเถอะ ข้าเข้าใจดี”
ซูซานหลางโอบจ้าวซื่อไว้ในอ้อมแขน ก่อนจุมพิตเบาๆ บนหน้าผากของนาง และพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ดึกแล้ว นอนเถอะ”
จ้าวซื่อตอบรับเสียงเบา “อืม”
หลังจากนั้น พวกเขาก็ยุ่งอยู่กับการหว่านเมล็ดผักต่อไปอีกสองวันจนเสร็จสิ้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยนำโชคของครอบครัวชาวนา