เข้าสู่ระบบผ่าน

ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยนำโชคของครอบครัวชาวนา นิยาย บท 87

ซูซานหลางเริ่มเตรียมฟืนสำหรับฤดูหนาว เขาต้องเข้าป่าเก็บฟืนแทบทุกวัน

การพาซูฉงและซูหวาเข้าไปในป่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเขาทำเช่นนี้ทุกปี แต่การพาโจวเหิงไปนั้นแตกต่างออกไป ดังนั้นในคืนก่อนออกเดินทาง ขณะรับประทานอาหารค่ำ ซูซานหลางจึงเอ่ยกับตาเฒ่าอู๋ว่า “พี่ใหญ่ พรุ่งนี้ข้าคิดจะพาเด็กๆ เข้าไปในป่า ลองทำกับดักเล็กๆ เล่นกัน ข้าขอพาเจ้าเหิงไปด้วยได้หรือไม่?”

เพราะซูเสี่ยวลู่ยกให้ตาเฒ่าอู๋เป็นอาจารย์ ซูซานหลางจึงยอมเรียกเขาว่า “พี่ใหญ่” ด้วยความเคารพ

ตาเฒ่าอู๋ที่ชอบดื่มเหล้า กำลังจิบเหล้าหนึ่งคำสลับกับกินเนื้ออีกคำ เขาทำเสียงในลำคออย่างพอใจ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า

“จะไม่ได้ยังไงล่ะ ถ้าพวกเจ้าคิดว่าไม่ลำบากก็พาไปเถอะ”

ซูซานหลางยิ้มและพูดต่อทันที “เช่นนั้น พรุ่งนี้ข้าจะพาเขาไปด้วย ถ้าโชคดี ตอนเย็นกลับมาอาจจะได้ของติดมือมาด้วยก็ได้”

“อืม”

ตาเฒ่าอู๋พยักหน้า

เมื่อได้รับอนุญาตจากตาเฒ่าอู๋ คืนนั้นซูซานหลางก็สั่งให้ทุกคนเข้านอนแต่หัวค่ำ

เช้าวันรุ่งขึ้น จ้าวซื่อทำแป้งแผ่นไว้สำหรับเป็นเสบียง หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ นางก็ส่งขนมให้พวกเขานำติดตัวไปด้วย

ซูซานหลางแบกโจวเหิงไว้บนหลัง พร้อมกับพาเด็กๆ ออกเดินทางเข้าป่า

ในช่วงนี้ งานในไร่นาเสร็จสิ้นลงแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเริ่มเข้าป่าเพื่อตัดฟืนเตรียมไว้สำหรับฤดูหนาว ระหว่างทางพวกเขาจึงพบกับเด็กๆ จากหมู่บ้านที่กำลังมุ่งหน้าไปป่าด้วย

เด็กๆ ต่างหยอกล้อและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เข้าป่าไปหานกหรือค้นหาไข่นกในรัง ซึ่งในกลุ่มนั้นก็มีลูกๆ ของบ้านตระกูลซูรวมอยู่ด้วยเช่นกัน

เมื่อเด็กๆ ในหมู่บ้านเห็นซูซานหลางแบกโจวเหิงไว้บนหลัง หลายคนก็เริ่มทำหน้าล้อเลียนใส่โจวเหิง บางคนถึงกับเลียนแบบท่าทางของเขาที่เดินไม่ได้

“เจ้าเหิง อย่าไปสนใจพวกเขา”

ซูซานหลางขมวดคิ้วมุ่น แม้จะไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงเด็กๆ ที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร เพียงบอกโจวเหิงให้ละเลยเสีย

โจวเหิงซบหน้าลงบนหลังของซูซานหลาง สีหน้าหม่นหมอง ก่อนตอบรับเบาๆ ว่า “อืม”

ในขณะนั้น ซูเสี่ยวลู่หยิบก้อนหินขึ้นมากำมือ แล้วเหวี่ยงไปทางกลุ่มเด็กๆ พร้อมเอ่ยเสียงเย็นว่า “ใครทำหน้าล้อเลียนอีก ข้าจะตีให้เจ็บเลย!”

นางจงใจปาก้อนหินใส่ซูชิงและซูซุ่น ก้อนหินเล็กๆ ที่ไม่ได้หนักมากพอจะทำอันตราย แต่เพียงพอที่จะทำให้รู้สึกเจ็บเล็กน้อย

พูดพลางนางก็หยิบก้อนหินขึ้นมาอีกกำหนึ่ง ท่าทีของซูเสี่ยวลู่ทำให้กลุ่มเด็กๆ รวมถึงซูชิงและซูซุ่น ต่างพากันวิ่งหนีไปด้วยความกลัว

กับเด็กดื้อ การพูดเหตุผลมักไม่ใช่วิธีที่ได้ผล

เมื่อเข้าไปในป่าได้ไม่ไกลนัก ซูซานหลางก็วางโจวเหิงลง แล้วเริ่มทำกับดัก

ซูเสี่ยวหลิงหยิบแมลงออกมาใช้เป็นเหยื่อล่อ

ในระหว่างที่ซูซานหลางยุ่งอยู่กับการวางกับดัก เด็กๆ ก็วิ่งเล่นกันไปทั่วป่า

พวกเขาช่วยกันหาและเก็บผลไม้ป่าที่กินได้มาให้โจวเหิงลองชิม

ระหว่างทาง พวกเขาเดินหยุดพักเป็นระยะ หากพบสถานที่เหมาะสมสำหรับทำกับดัก ซูซานหลางก็จะลงมือทำ

เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง พวกเขาก็หยิบผลไม้ป่ากินคู่กับแผ้งแผ่น

จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด ซูซานหลางจึงแบกโจวเหิงขึ้นหลังและพาเด็กๆ กลับบ้าน

ระหว่างทางกลับ พวกเขาแวะตรวจดูตามจุดที่วางกับดักไว้ทั้งหมดแปดแห่ง น่าแปลกใจที่สามารถจับไก่ป่าได้ถึงสี่ตัว และนกพิราบป่าอีกหนึ่งตัว

“ท่านอาซาน ท่านเก่งจริงๆ”

โจวเหิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม วันนี้ เขาเฝ้ามองซูซานหลางทำกับดัก แม้มันจะไม่ได้ยากเท่าไรนัก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับยอดเยี่ยมเกินคาด

ซูซานหลางจึงพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ดูเหมือนวันนี้เราจะโชคดีมาก”

แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ในใจของซูซานหลางเองก็อดตกใจไม่ได้ เขาคิดว่าหลังจากผ่านมาหลายปี วิธีเหล่านี้คงได้ผลน้อยลงแล้ว แต่ผลลัพธ์ในวันนี้กลับบอกเขาว่า เขาประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป

ซูซานหลางมองไปที่เงาร่างเล็กๆ ที่เดินอยู่ข้างหน้า เขาเตือนตัวเองในใจว่า ครั้งหน้าต้องระวังมากกว่านี้ เมื่อก่อนชาวบ้านต่างคิดว่าความสำเร็จของเขาเกิดจากโชคดี แต่ถ้ายังคงจับสัตว์ได้มากขนาดนี้เหมือนเดิม ผู้คนอาจเริ่มสังเกตเห็นความแตกต่าง

ลูกสาวคนที่สี่ของเขา ซูเสี่ยวลู่ ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่ไม่ธรรมดาอยู่ในตัว หากคนที่มีเจตนาร้ายล่วงรู้เรื่องนี้ อาจจะไม่ปล่อยให้นางอยู่อย่างสงบสุข

โชคดีที่ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว

ที่ดินในบ้านเพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องออกล่าสัตว์อีกต่อไป

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยนำโชคของครอบครัวชาวนา