ทัณฑ์รักอสูรร้าย นิยาย บท 43

ตลอดทั้งวันปรางค์รวีทำงานอย่างไม่มีสมาธิในการทำงานสักนิดเดียว ในใจของเธอร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก มันรุกรี้รุกรน เหมือนกับว่าจะเกิดเรื่องร้ายครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ความรู้สึกของเธอในวันนี้เป็นห่วงและคิดถึงมารดาเป็นอย่างมาก มากเสียจนต้องโทรไปเช็คกับเพื่อนสนิท

“เกี๊ยะ แม่เป็นยังไงบ้าง” ปรางค์รวีต่อสายถึงภัทราทันที

“แม่เหรอสบายดี ตอนนี้ออกไปซื้อของหน้าปากซอย ฉันจะไปซื้อให้แม่ก็ไม่ยอม บอกว่าจะไปซื้อผักและเนื้อสัตว์มาทำอาหารให้แกกินตอนเย็น แม่บอกว่าฉันเลือกไม่เป็น ฉันจะไปเป็นเพื่อนแม่ก็ไม่ให้ไป เพราะป้าแจ่มจะเอาเสื้อผ้ามาให้รีด ฉันต้องอยู่คอยป้าแจ่ม” ปรางค์รวีรู้นิสัยมารดาดี และรู้ด้วยว่าหากให้ภัทราไปซื้อผักทีไร ได้แต่ผักที่เหี่ยวเฉาไม่น่ารับประทานทุกครั้ง อาจเป็นเพราะภัทราเลือกผักไม่เป็นนั่นเอง สดศรีจึงไปซื้อเองซึ่งเป็นเรื่องปกติ

“แม่ทำถูกแล้วแหละที่ไม่ให้แกไปซื้อ ถ้าแกไปซื้อรับรองได้เลยว่าผักที่ได้มาต้องเน่า เนื้อสัตว์ที่แกซื้อมาให้แต่ละครั้ง เขียวทั้งนั้นเลย”

ปรางค์รวีแซวเพื่อนรักที่ทำหน้างอ แต่ก็อดยิ้มไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องจริง

“ก็ฉันเลือกไม่เป็นนี่” ภัทราพูดงอนๆ

“ฉันไม่ได้ว่าอะไรแกซะหน่อย อย่าน้อยใจเลยนะคนดีของฉัน ขี้งอนแบบนี้ระวังหาแฟนไม่ได้นะ” ปรางค์รวียังคงเย้าเพื่อนต่อไป

“ใครบอกว่าหาไม่ได้ มีเป็นกระบุง”

“ที่ว่ากระบุงเนี่ย กระบุงเปล่าใช่ไหม”

“มีก็แล้วกัน แกไม่ต้องเป็นห่วงแม่นะ ฉันจะดูแลให้เอง” ภัทราเปลี่ยนเรื่องพูด เธอไม่อยากให้เพื่อนสาวรู้ว่าคนที่เธอแอบรักคือรังสรรค์ ลูกน้องคนสนิทของวิตโตริโอ อีกข้อเธอและเขายังไม่ได้ตกปากรับคำกันเป็นแฟน จึงต้องสงบปากสงบคำเพราะไม่อยากหน้าแตกภายหลัง เขาอยู่ต่างประเทศมีหญิงสาวมากหน้าหลายตา คงไม่สนใจกับผู้หญิงธรรมดาแถมปากมากอย่างเธอ หรืออาจจะไม่มีเธอเพียงคนเดียวก็เป็นได้ รอให้แน่ใจอีกนิดแล้วค่อยเปิดเผยมันก็ยังไม่สาย ช้าๆ แต่ชัวร์

“ขอบใจนะ ฉันอาจกลับดึกหน่อยนะ แค่นี้นะเกี๊ยะ ฉันต้องเข้าห้องประชุมแล้ว” ปรางค์รวีตัดสายทิ้ง และรู้สึกสบายใจขึ้นมากหลังจากที่ได้คุยกับภัทรา ก่อนจะหอบแฟ้มเอกสารเข้าไปในห้องประชุม

ภัทราเดินมาที่หน้าประตูรั้วบ้าน และเดินไปเดินมาอย่างกังวลใจ สดศรีออกไปตลาดที่หน้าปากซอยร่วมสองชั่วโมงแล้ว ยังไม่กลับมา เธอคิดไปในทางที่ดีว่า สดศรีอาจจะแวะคุยกับคนรู้จัก แต่ก็ไม่น่าจะนานเป็นชั่วโมง เพราะซื้อของสดมาด้วย หากไม่รีบนำกลับมาแช่ตู้เย็น เนื้อสัตว์อาจจะมีกลิ่นก็เป็นได้ ที่สำคัญที่สุด สดศรีไปซื้อของในตลาดที่อยู่หน้าปากซอยไม่เคยเกินหนึ่งชั่วโมง รีบไปรีบกลับด้วยซ้ำไป

“ออกไปตามดีกว่า” ภัทราพูดกับตัวเอง คิดว่าอยู่อย่างนี้ความไม่สบายใจคงไม่หาย เธอจึงก้าวเท้าเดินไปยังหน้าปากซอยบ้านที่อยู่ไม่ไกลนัก เพื่อไปตามหาสดศรี

อีกประมาณยี่สิบเมตรก่อนจะถึงหน้าปากซอย ภัทรามองเห็นคนกลุ่มหนึ่งมุงดูบางอย่าง โดยมีรถของมูลนิธิชื่อดังจอดอยู่ใกล้ๆ ทำให้ภัทราเกิดความอยากรู้อยากเห็น เดินแทรกไทยมุงเข้าดู ดวงตาคมหวานมองดูหน่วยอาสาสมัครกำลังช่วยชีวิตประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเธอไม่รู้ว่าเป็นหญิงหรือชาย เพราะร่างสูงใหญ่ของหน่วยอาสาอีกคนบังจนมิด

“ใครเป็นอะไรเหรอคะคุณลุง” ภัทราเอ่ยถามชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างเธอ

“คนโดนรถเชี่ยวน่ะ โดนไม่แรงหรอกนะ แต่ว่าหัวของแกไปกระแทกกับขอบปูนทางเดิน ก็เลยน็อกไม่ได้สติ ไม่รู้จะรอดหรือเปล่า” ชายวัยกลางคนเล่าเหตุการณ์ได้อย่างละเอียด เพราะเขาเห็นเหตุการณ์พอดี

“แย่จังเลยนะคุณลุง โชคร้ายจังแต่ทำไมถึงโดนรถชนได้ล่ะ”

“ก็บนบาทวิถีมันเดินลำบาก หนูไม่เห็นเหรอมีพ่อค้าแม่ค้าขายของกันเต็มตลอดทาง มีทางเดินให้คนเดินนิดเดียว จะเดินแต่ละครั้งต้องเบียดกัน คนที่โดนชนเขาก็เลยลงมาเดินข้างล่างแทนไง เร็วกว่าแต่อันตรายกว่า” ภัทราคิดตามที่ชายวัยกลางคนพูด บนบาทวิถีมีพ่อค้าแม่ค้ามากมายวางของขายอยู่ มีที่เดินประมาณหนึ่งเมตรเท่านั้น เดินสวนกันยังลำบาก หลายคนจึงเดินเลี่ยงไปบนถนน เพราะสะดวกรวดเร็ว หากแต่ความอันตรายก็มากตามไปด้วย

เวลาแห่งการช่วยเหลือสิ้นสุดลง เมื่อผู้เคราะห์ร้ายหมดลมหายใจ แม้ว่าหน่วยอาสาจะพยายามปั้มหัวใจกว่าห้านาทีแล้วก็ตาม ทันทีที่ชายร่างใหญ่ลุกขึ้น ร่างกายของภัทราแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ ปากสั่นมือไม้สั่น ดวงตาคลอด้วยหยาดน้ำตา ถลาไปกอดร่างของผู้เคราะห์ร้ายรายนั้นทันที

“แม่ แม่ แม่เป็นอะไร แม่ตื่นสิ” ภัทราเขย่าร่างหมดลมหายใจของสดศรี ร้องไห้ฟูมฟายหนักขึ้นเมื่อดวงตาของอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะเปิด เช่นเดียวกับหัวใจที่หยุดนิ่ง

“คุณคนนี้เป็นแม่ของคุณเหรอครับ” เจ้าหน้าที่เอ่ยถาม

“ไม่ใช่ค่ะ เป็นแม่ของเพื่อน” เธอตอบทั้งน้ำตา

“ผมเสียใจด้วยนะครับ คุณป้าท่านไปสบายแล้วครับ เราพยายามช่วยเต็มที่แล้วครับ” เจ้าหน้าที่บอกเสียงเรียบ จับร่างของภัทราให้ออกห่างศพของสดศรี ภัทราทำอะไรไม่ถูกเอาแต่นั่งร้องไห้ เธอจะทำยังไงดี จะเริ่มต้นบอกเพื่อนว่าอย่างไรว่า สดศรีได้จากโลกนี้ไปแล้ว จากไปโดยไม่มีวันหวนกลับ ภัทราโทษตัวเองที่เธอไม่ตามสดศรีไปตลาด หากเธอตามไปด้วย สดศรีอาจจะไม่ต้องจบชีวิตเช่นนี้

..............

งานฌาปนกิจศพของสดศรีจัดอย่างเรียบง่าย ภัทราจัดการทุกอย่างแทนปรางค์รวีที่เอาแต่นั่งร้องไห้ บางครั้งก็มีอาการเหม่อลอย เป็นลมหลายครั้งจนไม่สามารถจัดงานศพให้มารดาตัวเองไหว

แล้วไม่ผิดไปจากที่ภัทราคิด ทันทีที่ปรางค์รวีรู้ว่ามารดาเสียชีวิต เพื่อนของเธอรีบเดินทางกลับมาจากชลบุรีทันที โดยมีศาสตราอาสาขับรถมาส่ง และเป็นเจ้าภาพตลอดการสวดอภิธรรมศพ พอเห็นศพสดศรี ปรางค์รวีก็ช็อค หมดสติไปถึงสองวันหนึ่งคืน พอฟื้นขึ้นมาก็เอาแต่ร้องไห้ตาบวม คร่ำครวญถึงมารดาอันเป็นที่รักให้ตื่นขึ้นมา เป็นภาพที่ทำให้ทุกคนหมองเศร้าไปพร้อมกับเธอ

“ปรางค์กินข้าวก่อนนะ ตั้งแต่เมื่อวานแกยังไม่ได้กินข้าวเลย”

ภัทราถือถาดอาหารมาวางตรงหน้าเพื่อนสาว ใบหน้าของปรางค์รวีมีแต่คราบน้ำตา ดวงตาคู่สวยบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก

“ปรางค์จะรอแม่ แม่ไปข้างนอกยังไม่กลับมาเลย” ปรางค์รวีพยายามหลอกตัวเองว่ามารดาไปข้างนอก ทั้งๆ ที่รู้ว่ามารดาจะไม่มีวันกลับมาบ้านหลังนี้อีกแล้ว

ภัทราอดร้องไห้กับภาพที่เห็นไม่ได้ เพื่อนของเธอผ่านความทุกข์มาครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านความเจ็บช้ำระกำใจมามากมาย แต่ทุกครั้งปรางค์รวีสามารถผ่านช่วงเลวร้ายมาได้ เพราะมีมารดาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ หากแต่ตอนนี้ไม่ใช่ ปรางค์รวีไม่มีใครอีกแล้ว คนที่เธอรักจากไปหมด ไม่ว่าจะเป็นวิตโตริโอและสดศรี ภัทราเป็นกังวลและหวาดกลัวว่า ปรางค์รวีจะทนรับสภาพความเสียใจได้หรือไม่ แล้วกลัวมากที่สุดคือ กลัวว่าสติของปรางค์รวีจะเตลิดจนกู่ไม่กลับ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทัณฑ์รักอสูรร้าย