เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหมอหญิงทะลุห้วงเวลา นิยาย บท 1832

จ้าวหรุ่ยหรุ่ยอยู่ในรถม้าข้างหน้า เมื่อนางได้ยินคำพูดของหลิงอวี๋เข้า สีหน้าของนางก็มืดมนลง นางกำลังคิดว่าจะออกไปห้าม แต่ก็คิดว่าหากหัวหน้าสำนักคุ้มภัยป่วยหนักขึ้นมา ก็จะส่งผลกระทบต่อแผนการเดินทางได้ นางจึงอดทนไว้ก่อน

ถึงอย่างไรตัวตนของหลิงอวี๋ในตอนนี้ก็เป็นนางรับใช้ของตน ดังนั้นแม้ว่าต่อให้นางรักษาหัวหน้าสำนักคุ้มภัยจนหายได้ ความดีความชอบก็จะตกเป็นของตนอยู่ดี

จ้าวหรุ่ยหรุ่ยเลิกม่านรถม้าขึ้น แล้วเอ่ยอย่างใจดี “อวี้หนู เจ้าไปตรวจให้เขาเถิด! การช่วยชีวิตคนหนึ่งคนดีเสียยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นอีก เรามิควรนิ่งดูดาย!”

หลิงอวี๋มิได้ใส่ใจเรื่องที่จ้าวหรุ่ยหรุ่ยขโมยความดีความชอบไป จุดประสงค์ของนางก็คือต้องการที่จะใช้โอกาสนี้สั่งยาให้หัวหน้าสำนักคุ้มภัย แล้วหาเครื่องสมุนไพรที่ใช้ป้องกันตัว

หลิงอวี๋ลงจากรถม้าแล้วเดินเข้าไปวัดชีพจรของหัวหน้าหม่า จากนั้นก็สั่งยาและให้หม่าเปียวส่งผู้คุ้มกันคนหนึ่งไปซื้อเครื่องยาสมุนไพรมา

จ้าวหรุ่ยหรุ่ยเองก็เป็นคนเจ้าแผนการเช่นกัน มีหรือที่นางจะไว้ใจหลิงอวี๋ นางจึงอ้างว่าจะช่วยหลิงอวี๋ตรวจสอบดูว่ามีคำใดเขียนผิดหรือไม่ จากนั้นก็นำตำรับยาไปตรวจสอบอย่างละเอียด

และหลิงอวี๋ก็ย่อมไม่มีทางเขียนเครื่องยาสมุนไพรที่ตนต้องการลงไปอย่างโจ่งแจ้งอยู่แล้ว

ตำรับยาทั้งหมดนี้ดูแล้วมิได้มีปัญหาอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วเครื่องยาสมุนไพรหลายชนิดในนั้นหากนำมาบดเป็นผงแล้ว มันก็คือสิ่งที่จำเป็นในการแปลงโฉมนั่นเอง

หลิงอวี๋กับป้าวซวนล้วนเอาชนะจ้าวหรุ่ยหรุ่ยมิได้ ดังนั้นการที่ทำให้นางหลงกลได้จึงเป็นผลลัพธ์ที่หลิงอวี๋ต้องการมากที่สุด

แต่จ้าวหรุ่ยหรุ่ยระมัดระวังเรื่องอาหารเป็นอย่างมาก นางมิกินอาหารและน้ำที่ป้าวซวนนำมาให้ ดังนั้นหลิงอวี๋จึงมิสามารถทำให้นางหลงกลได้

ฉะนั้นหลิงอวี๋ก็มิอยากจะลองอย่างนั้นเช่นกัน ใช้เครื่องยาสมุนไพรที่ใช้แปลงโฉมเอาแล้วกัน เช่นนี้เมื่อหลบหนีไปจากจ้าวหรุ่ยหรุ่ย นางกับป้าวซวนก็จะสามารถเปลี่ยนใบหน้า และซ่อนตัวจากการไล่ล่าของจ้าวหรุ่ยหรุ่ยได้

ผู้คุ้มกันของสำนักคุ้มภัยขี่ม้าไปนำเครื่องยาสมุนไพรมาก่อน และหลิงอวี๋ก็ใช้โอกาสนี้นั่งอยู่ในรถม้าของหัวหน้าสำนักคุ้มภัย แล้วพูดคุยกับหม่าเปียวไป

ปีนี้หม่าเปียวเพิ่งจะอายุสิบเจ็ดปี เขายังมิได้แต่งงาน เขาติดตามพ่อไปจนทั่วทุกที่และคุ้นเคยกับสถานที่ในแดนเทพหลายแห่ง

จากคำบอกเล่าของหม่าเปียว หลิงอวี๋จึงได้รู้ว่า อีกสองวันพวกเขาจะไปถึงเมืองจงกวน ซึ่งเป็นตัวเมืองที่ใหญ่ที่สุดภายในรัศมีหลายร้อยลี้ ที่เมืองนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองมาก และมีราษฎรอยู่มาก อีกทั้งบริเวณใกล้เคียงก็มีเมืองอยู่อีกสิบกว่าเมือง

เมื่อหลิงอวี๋เห็นว่าจ้าวหรุ่ยหรุ่ยกำลังจ้องมองตนอยู่ นางจึงเอ่ยออกไป “หากอยากจะขอบคุณก็ขอบคุณคุณหนูของข้าเถิด หากมิใช่เพราะนางมีจิตใจเมตตาอนุญาตให้ข้าตรวจรักษาหัวหน้าสำนักคุ้มภัย ข้าก็คงไม่มีโอกาสได้รักษาเขาเช่นกัน!”

แม้ว่าหม่าเปียวจะยังเป็นวัยรุ่น แต่เขาก็เข้าใจมารยาททางสังคมเป็นอย่างดี เขาจึงโค้งคำนับจ้าวหรุ่ยหรุ่ยทันทีอย่างพอเป็นพิธี

จ้าวหรุ่ยหรุ่ยก็มิได้ทำให้หลิงอวี๋ลำบาก แล้วอนุญาตให้พวกหลิงอวี๋รับอาหารที่หม่าเปียวมอบให้

เรื่องเล็กน้อยนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งหมู่พ่อค้าอย่างรวดเร็ว แล้วกลุ่มพ่อค้าก็มาหาจ้าวหรุ่ยหรุ่ยเพื่อจะขอตำรับยาด้วย

ในยามที่ออกไปข้างนอก ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการพบเจอกับอาการอาเจียนและท้องเสียเช่นนี้ หากมีตำรับยาที่มีประสิทธิภาพก็ย่อมดีกว่าสิ่งอื่นใดอยู่แล้ว

และเนื่องจากในเรื่องนี้ทำให้จ้าวหรุ่ยหรุ่ยได้รับประโยชน์จากกลุ่มพ่อค้าอยู่มิน้อย อย่างไรเสียตำรับยานั้นก็มิใช่ของนางอยู่แล้ว นางจึงให้หลิงอวี๋เขียนตำรับยาให้กับกลุ่มพ่อค้าด้วยเช่นกัน

ทางด้านหลิงอวี๋ก็มิได้สนใจชื่อเสียงที่มิจริงเหล่านี้สักนิด เมื่อกลับมาที่รถม้าแล้วนางก็แบ่งอาหารให้กับป้าวซวนทันที จากนั้นทั้งสองก็ซ่อนอาหารบางส่วนไว้ และวางแผนไว้ว่าจะเอาไว้กินประทังชีวิตในยามหลบหนี

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหมอหญิงทะลุห้วงเวลา