เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] นิยาย บท 2178

บทที่ 2178 ความเสียใจในเงาของความรุ่งโรจน์

………………..

บทที่ 2178 ความเสียใจในเงาของความรุ่งโรจน์

เฉินไท่ชงตะลึง “เจ้าจะไปเดี๋ยวนี้เลยหรือ?”

เฉินซีพยักหน้า “เดี๋ยวนี้แหละ”

การจากไปกะทันหันของอู๋เซวี่ยฉานทำให้เขารู้สึกเป็นกังวล เกิดเค้าความกระสับกระส่าย

เฉินไท่ชงดูอ้ำอึ้งเหมือนมีบางสิ่งจะกล่าวถาม แต่สุดท้ายก็ยั้งตนเองไว้

เฉินซีกล่าวว่า “ศึกผู้พิทักษ์วิถีจบแล้ว จากนี้ไปไม่น่ามีผู้ใดกล้าล่วงเกินตระกูลเฉินอีก”

หัวใจของเฉินไท่ชงสะท้าน เค้าความตื่นเต้นปรากฏบนใบหน้า เขาอยากจะตบบ่าเฉินซีสักครั้ง แต่หัวใจก็สะท้านอย่างอดมิได้ยามสบสายตาเฉินซี สัมผัสแรงกดดันและความกลัวได้อย่างเกินบรรยาย

เฉินไท่ชงอดตกใจมิได้ ก่อนจะเผลอตัวพยักหน้า “ได้ ข้าจะพาเจ้าไปพบพวกเขา”

ปฏิกิริยาเช่นนี้นับว่าธรรมดา แม้เขาจะทราบว่าข้ารับใช้เต๋าทั้งสิบสามน่าจะถูกเฉินซีสังหารสิ้น เขาก็มิได้ประจักษ์มันกับตา จึงอดรู้สึกไม่แน่ใจนิดหน่อยมิได้

แต่ยามนี้ เมื่อสบสายตาเฉินซีแล้วเกิดแรงกดดันและความกลัวขึ้นมา เฉินไท่ชงก็แน่ใจเต็มที่

นอกจากความตกใจล้นพ้น เฉินไท่ชงก็หามีความเศร้าหมองกับความตายของสิบสามข้ารับใช้เต๋าไม่ แม้จะกล่าวกันว่าตระกูลผู้พิทักษ์เต๋าศักดิ์สิทธิ์มีหน้าที่พิทักษ์เต๋าสวรรค์ ยืนข้างเดียวกับสิบสามข้ารับใช้เต๋าก็ตาม

เพราะมันคือความสัมพันธ์ในนามเท่านั้น พวกเขาถือมิได้ว่าผูกพันใด ๆ ต่อกัน จึงไร้ความรู้สึกต่ออีกฝ่าย

สิ่งเดียวที่เฉินไท่ชงคิดไม่ออกคือ เฉินซีทำได้อย่างไร

หิมะโปรยปราย ย้อมโลกหล้าขาวโพลน

เฉินหลิงจวินและจั่วชิวเสวี่ยจ้องมองหิมะรอบข้างปลิดปลิวอย่างเงียบเชียบ

ทั้งสองไม่ได้เสวนากันมาสองสามวันแล้ว ต่างฝ่ายล้วนอัดแน่นด้วยความคิดในใจ พวกเขาพูดทุกสิ่งที่สมควรออกไปหมดแล้ว ขณะที่ความกังวลถ่วงลงสู่ก้นบึ้งหัวใจ ยามนี้พวกเขาก็เหลือเพียง… ต้องรอคอย

“หือ? นั่นซีเอ๋อร์หรือ?” แพขนตาของจั่วชิวเสวี่ยสะท้าน เบิกตาออกกว้าง สังเกตเห็นเงาร่างสีดำจางท่ามกลางหิมะโปรยปรายได้

“เจ้าพูดเช่นนี้มาร้อยสามรอบแล้ว” เฉินหลิงจวินกล่าวยานคาง ไม่แม้แต่จะเงยหน้า “ทำใจเย็น ๆ เถิด ซีเอ๋อร์ไม่ได้อ่อนแอเช่นเจ้าคิด”

หลายวันที่รอคอย จั่วชิวเสวี่ยมักคาดเดาเช่นนี้บ่อยครั้ง คิดเสมอว่าเฉินซีจะมาพาพวกตนไปด้วย

เฉินหลิงจวินฟังจนชาชิน แต่เขาตระหนักดีว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะจั่วชิวเสวี่ยห่วงหาและกังวลเกินไป

จากคำพูดของจั่วชิวเสวี่ย มารดาสักคนจะเป็นห่วงบุตรตนนั้นเรื่องธรรมดามาก! ยิ่งกว่านั้น นางกระทั่งปรามาสเฉินหลิงจวินว่าเป็นบิดาไม่เอาไหน โอดครวญว่าในอดีตเหตุใดนางจึงตาบอด เลือกคนไร้ประโยชน์เช่นนี้มาเป็นสามีกัน

ต่อหน้าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เฉินหลิงจวินทำเพียงไหวไหล่อย่างจนใจ ต่อหน้าเสียงบ่นของศรีภรรยา เขาจะพูดอะไรได้?

“เจ้าดูนั่น! เร็วเข้า! ซีเอ๋อร์! ซีเอ๋อร์มาแล้วจริง ๆ!” ทันใดนั้น แขนของเฉินหลิงจวินก็ถูกจั่วชิวเสวี่ยออกแรงหยิกเจ็บแปลบ สีหน้าของนางตื่นเต้นยินดี

“โอ้ ไหนข้าดูหน่อย” เฉินหลิงจวินหันกลับมา แล้วม่านตาก็หดตัวทันทีเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ปรากฏไกล ๆ ท่ามกลางหิมะ ก่อนจะผุดลุกแผดหัวเราะลั่นทันที “ดูนั่นสิ! สมแล้วที่เป็นบุตรข้า มีหรือเขาจะไม่กลับมา?”

เสียงหัวเราะเบิกบานของเขากึกก้องทั่วโลกา ทำให้คลื่นหิมะมากมายกระจายไกล

“ฮึ! เจ้าดูตื่นเต้นหนักกว่าข้าอีก” จั่วชิวเสวี่ยลุกขึ้นค้อนเฉินหลิงจวินพลางกล่าวอย่างเหยียดหยาม

“ฮ่า ๆ!” เฉินหลิงจวินทำเพียงหัวเราะลั่น ชัดเจนว่าเขาตื่นเต้นสุดขีด

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ามาพาพวกท่านไปด้วยแล้ว” เฉินซีแย้มยิ้มพลางมองเหตุทั้งหมดจากไกล ๆ สายตามองความตื่นเต้นยินดีของบุพการี แล้วหัวใจก็มีความอบอุ่นฉีดพล่านอย่างที่มิได้สัมผัสมานาน

วันนี้เฉินซีพาบุพการีกับหมิงก็ออกจากตระกูลเฉิน มุ่งหน้ากลับแดนเทพโบราณ

พวกเขาเพิ่งจากไปทันไร คนอีกกลุ่มก็มายังตระกูลเฉิน ปรากฏว่าพวกเขาคือบุคคลสำคัญจากตระกูลผู้พิทักษ์เต๋าศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ทั้งหลาย บางผู้เป็นกระทั่งผู้นำตระกูลเหล่านั้น

นอกจากนั้น หากพินิจดี ๆ แล้ว ก็สังเกตเห็นได้ไม่ยากว่าห้าตระกูลระดับสูงก็รวมอยู่ในนั้น….

ขณะนั้น เวรยามเฝ้าประตูเข้าโลกภูมิเก้าวิญญาณตกตะลึงจังงัง สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ คิดไปว่าศัตรูบุกมาถล่มตระกูลพวกตนเสียแล้ว

แต่ปรากฏว่าบุคคลยิ่งใหญ่จากตระกูลต่าง ๆ นั้นเป็นมิตรอย่างยิ่ง

เวรยามตระกูลเฉินมิเคยคาดถึงการปฏิบัติด้วยเช่นนี้ พวกเขาจึงลุกลี้ลุกลนทำตัวไม่ถูกจากความเป็นมิตรอันเกินคาด และหลังสอบถามทราบรายละเอียด พวกเขาจึงพบว่าคนใหญ่คนโตทั้งหลายเหล่านี้ แท้จริงมาเพื่อ ‘ขอขมา’!

เฉินซีและบุพการีย่อมมีเรื่องให้เสวนาระหว่างทางไม่จบสิ้น และเล่าทุกประสบการณ์ที่เผชิญในศึกผู้พิทักษ์วิถีแก่ทั้งสองอย่างกระชับรัดกุม

แต่แม้จะเป็นการเล่าคร่าว ๆ มันก็ยังทำให้เฉินหลิงจวินและจั่วชิวเสวี่ยหลุดอุทานอย่างตกตะลึงและทอดถอนใจได้ไม่ขาด พวกเขาไม่อาจคาดคิดว่าบุตรของพวกตนจะมีความสำเร็จศึกเจิดจรัสท้าทายสวรรค์ได้เพียงนี้

แต่นอกจากความยินดี พวกเขาก็เลี่ยงความเป็นห่วงต่อเฉินซีมิได้ พวกเขาทราบดีว่าอำนาจปัจจุบันของเฉินซีเป็นภัยใหญ่หลวงต่อบัญชาเต๋าสวรรค์ ภายหน้าจึงอาจเผชิญอันตรายได้

พวกเขาไม่อาจช่วยเหลือบุตรใด ๆ ได้ จึงทำได้เพียงบอกเฉินซีให้ระวังตัวอย่างถึงที่สุด

ผู้อื่นเห็นเพียงเกียรติยศและความสำเร็จของเฉินซี มีเพียงพวกตนที่จะห่วงพะวงเส้นทางภายหน้าของผู้เป็นบุตร

นี่แหละบุพการี

เฉินซีเพลิดเพลินไปกับการถูกเอาใจใส่ เขาพยายามเลี่ยงหัวข้อเกี่ยวกับการต่อสู้อย่างเต็มที่ เพราะไม่อยากให้บิดามารดาต้องเป็นห่วงจนเกินไป

หมิงยืนเงียบ ๆ อยู่ด้านข้างตลอดทาง ตั้งใจฟังบทสนทนาระหว่างเฉินซีและพ่อแม่ ใบหน้าของนางไร้เค้าความเหลืออดใจร้อนใด ๆ กระทั่งแย้มยิ้มเป็นครั้งคราว

เพราะบทสนทนาระหว่างพวกเขาทำให้นางได้เห็นด้านหายากของเฉินซีเป็นครั้งแรก เทียบกับการแสดงออกของเฉินซีตลอดมา นางชอบท่าทางของเขาระหว่างเดินทางครั้งนี้มากกว่า

ยามจั่วชิวเสวี่ยดุว่า เขาก็จะยิ้มเจื่อนแหย ยอมรับความผิดด้วยสีหน้าจืดเจื่อนละอาย และรับปากกับบุพการีว่าจะไม่รับความเสี่ยงใดอีก และยามกล่าวถึงบุตรหลานภรรยา เขาก็จะเผยสีหน้าเขินอายแดงก่ำ

ยิ่งกว่านั้น เขายังทำตัวไม่ถูกและพยายามบ่ายเบี่ยงยามบุพการีถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและนาง

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความรู้สึกพิกลก็บังเกิดในใจหมิงอย่างช่วยไม่ได้ นั่นสิ ข้ากับเฉินซีสัมพันธ์กันเช่นไรแน่?

สหาย? มิใช่สหาย? หรือไม่ใช่ทั้งคู่?

หมิงงุนงงกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย

แต่ไม่นานจากนั้น ความงุนงงก็กลายสภาพเป็นเลิ่กลั่ก เพราะนับแต่จั่วชิวเสวี่ยถามเฉินซีถึงความสัมพันธ์กับนาง ขณะที่เฉินซีไม่พูดอะไร สายตาของทั้งจั่วชิวเสวี่ยและเฉินหลิงจวินที่มองมายังนางก็เปลี่ยนไป….

หลังพินิจพิเคราะห์นางในคราวแรก สายตาของทั้งคู่ก็กลายเป็นนุ่มนวลสนิทสนม ราวกำลังมองมายังว่าที่ลูกสะใภ้….

แต่ในตอนนั้น หมิงไม่อาจรับความรู้สึกเช่นนี้ได้ นี่เป็นครั้งแรกในชั่วชีวิตที่นางรู้ซึ้งว่าความเขินอายเป็นเช่นไร

แต่นางก็มิได้รู้สึกรังเกียจปฏิเสธ แค่รู้สึกทำตัวไม่ถูก และสงสัยว่าเฉินซีคิดเช่นไรกับเหตุเข้าใจผิดนี้

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇]